News Logo
หน้าแรก
'อานันท์' ชี้ประชาธิปไตยไร้ธรรมาภิบาลไม่มีประโยชน์-สังคมไทยฟังไม่เป็น

'อานันท์' ชี้ประชาธิปไตยไร้ธรรมาภิบาลไม่มีประโยชน์-สังคมไทยฟังไม่เป็น

1 ต.ค. 2569 20:06
ผู้ชม 20 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'อานันท์ ปันยารชุน' ปาฐกถาปิดงานเปิดตัวหนังสือ 'หงส์ลายมังกร' ชี้ประชาธิปไตยไร้ ธรรมาภิบาลไม่มีประโยชน์-สังคมไทยฟังไม่เป็น-ไม่รับฟังความเห็นต่าง-ประเทศไทยไม่มี 'อนุรักษ์นิยม' มีแต่ 'อำนาจนิยม'

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ในงานเปิดตัวหนังสือ 'หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน' ภายในงานมีเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเสวนา 3 ราย ได้แก่ ศ.ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ ประจำสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หลังจากการเสวนาเสร็จสิ้น นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษก่อนปิดงาน

นานอานันท์ กล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกว่าฟังไม่เป็น แม้จะพูดเก่งหรือมีความที่ดีและไม่ดี แต่ฟังไม่เป็น และไม่พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และมักมองความเห็นต่างเป็นศัตรูหรือปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง สังคมที่มีความคิดเห็นเหมือนกันทั้งหมดคือสังคมเผด็จการ (Dictator) ในขณะที่สังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด คือ สังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมที่ยังมีความหวัง เป็นสังคมที่คิดว่าแม้ตนเองจะไม่สมบูรณ์แต่ป็นสังคมที่รู้ตัวว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา แต่สังคมไทยไม่รู้จักปรับให้รับฟังความเห็นที่แตกต่าง

นายอานันท์ กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยเราให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย โดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญ กลายเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีคะแนนเสียงสูงสุด แค่นั้นประเทศนั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว มองแค่เฉพาะผลการเลือกตั้ง รู้แค่ว่าใครแพ้ ใครชนะ ใครจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิด ไม่เคยเป็นห่วง ว่ารัฐบาลนั้นพอเป็นรัฐบาลแล้ว มีการดำเนินนโยบายหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ถือว่าเกมนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว

"ในสายตาของผม ประชาธิปไตยมีขีดจำกัด ประชาธิปไตยไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ต้องมีสิ่งประกอบอื่น ๆ และสิ่งประกอบที่สำคัญที่สุดคือ ธรรมาภิบาล ที่ประกอบด้วยหลายอย่าง ความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาล อิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้อง ถึงจะเป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าประชาธิปไตยไม่มีหลักธรรมาภิบาลมาเกี่ยวข้องก็ไม่มีปนะโยชน์ สิ่งที่ต้องแสวงหาสิ่งแรกและสิ่งที่สังคมต้องการ คือ ธรรมาภิบาล การปกครองโดยธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลาง ประชาธิปไตยก็จะมาเอง แต่ใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ธรรมาภิบาลไม่มี" นายอานันท์ กล่าว

นายอานันท์ กล่าวว่า ตนเองเป็นคนไม่ยึดติดกับสิ่งใด ปล่อยวางได้ สิ่งที่ดีเกิดขึ้นก็น้อมรับขอบคุณ สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นก็ยอมรับความจริง แต่การดำรงชีวิตต้องอยู่กับปัจจุบัน อยู่ในความจริงกับปัจจุบันเพื่อแสวงหาสิ่งทีาดีกว่าในอนาคต จะได้หรือไม่ได้แล้วแต่บุญกรรม แต่สังคมไทยฟังง่าย ๆ แล้วฟังไม่รู้เรื่อง แล้วตัดสินใจเร็ว

"อย่างที่ผมพูดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมเป็นมารร้ายในสังคมไทย กลายเป็นคนเข้าข้างเด็ก ให้ท้ายเด็ก ตอนนั้นทังร์ลงผมก็ไม่หวั่นไหวอพไร แต่ผมก็ต้องระวังตน สังคมไทยเห็นว่าผมเป็นตัวร้ายในการแสดงความเห็นอย่างเปิดเผย และเปิดเผยความจริงของสังคม ผมกลายเป็นตัวมาร เป็นผู้ร้าย ก็ช่วยไม่ได้ และถึงวันหนึ่งผมอยากให้ทุกคนกลับมาฟังสิ่งที่ผมพูดอีกครั้ง มาช่วยกันพิจารณาว่าสิ่งที่ผมพูดไม่จริงหรือไม่ สิ่งที่ผมพูดทำให้ประเทศชาติดีขึ้นหรือไม่" นายอานันท์ กล่าว

นายอานันท์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องปรับความคิดใหม่ ไม่ใช่ปรับความคิดเพื่อเอาใจตนเองหรือเอาใจเด็ก แต่ต้องปรับความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ปรับความคิดเรื่องคุณค่าของการอยู่ร่วมกันโดยไม่ประหัตประหาร คุณค่าของความสามัคคี สังคมชอบพูดว่าคนนั้นเป็นคนสีน้ำเงิน สีฟ้า สีเหลือง เหล่านี้เป็นเรื่องตลก หลายคนบอกว่าพวกนี้เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ตนเองก็ขำในใจ เพราะไม่รู้ว่าอนุรักษ์นิยมในภาษาการเมืองระหว่างประเทศมีความหมายอย่างไร ที่เมืองไทยไม่มีอนุรักษ์นิยม แต่ที่มีคืออำนาจนิยม

"อย่าไปคิดว่าคิดว่าเมืองไทยหรือสังคมไทย คือสังคมต่างประเทศ จะมีปัญหาเรื่องอนุรักษ์นิยมในความหมายที่ถูกต้อง หรือสังคมนิยม หรือเสรีนิยม ไม่ใช่ สามสิ่งที่ผมพูดมาเป็นวิธีคิด แต่ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติล่มจม เราต้องนั่งทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่เราเชื่อในอดีตหรือคิดในอดีต มันจริงหรือไม่ เราจะอาศัยใครเป็นคนชี้นำ สื่อไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะสื่อเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็ล่มจมไปแล้ว เพราะคนไม่อ่านหนังสทอพิมพ์ คนดูแต่อินเตอร์เน็ต หนังสทอก็ไม่ค่อยอ่านกัน สภาพสังคมแบบนี้น่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังไม่หมดความหวัง" นายอานันท์ กล่าว

@ ชี้สังคมไทยเข้าสู่ทางตัน

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวรายงานประเด็นน่าสนใจในเวทีเสวนาว่า นายปราปต์ กล่าวถึงภาพรวมของหนังสือชีวประวัติของนายอานันท์ว่า นายอานันท์ เป็นบุคคลผู้มีโลกทัศน์พิเศษ ซึ่งด้านหนึ่งมีความเป็นอนุรักษนิยม แต่อีกด้านกลับเป็นเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตย ตลอดจนมีความเข้าใจต่อคนเล็กคนน้อยอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นผลสะเทือนโดยตรงจากประสบการณ์ที่ตนเองเคยถูกรัฐกระทำและถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

นายปราปต์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตแม้นายอานันท์จะเผชิญมรสุมการเมืองในปี 2519 แต่สังคมไทยในขณะนั้นใช้เวลาเพียง 15 ปี (2519–2535) ในการเปิดพื้นที่ให้บุคคลที่มีโลกทัศน์พิเศษเช่นนี้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีนำพาประเทศผ่านวิกฤตได้ ในทางกลับกัน สังคมการเมืองไทยในปัจจุบันกลับจมติดหล่มความขัดแย้งยาวนานกว่า 20 ปี (2549–2569) ซึ่งยาวนานยิ่งกว่ายุคก่อน และมีแนวโน้มที่จะปิดกั้นโอกาสในการเกิดผู้นำลักษณะนี้ลงเรื่อย ๆ

นายปราปต์ กล่าวว่า แม้บริบทโลกยุคปัจจุบันจะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ซับซ้อน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI และความขัดแย้งภายในที่ยืดเยื้อ ซึ่งต้องการผู้นำที่รอบรู้และสามารถประสานสร้างฉันทามติใหม่ แต่ความเป็นจริงทางการเมืองไทยกลับเดินหน้าเข้าสู่ทางตัน เป็นรัฐราชการเข้มแข็งแต่เทอะทะ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนลดลง และเกิดความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมทางการเมืองยังเปลี่ยนจากการตั้งรัฐบาลพลเรือนชั่วคราวหลังการรัฐประหาร ไปสู่การสืบทอดอำนาจของกลุ่มคณะรัฐประหารและเครือข่ายสถาบันบ้านใหญ่

ในช่วงท้ายของการเสวนา นายปราบต์ใช้โควตคำพูดของนายอานันท์ ปันยารชุน จากปาฐกถาเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2567 เนื่องในวาระ 50 ปี สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนมากล่าวทิ้งท้าย

"สนุกมากนักหรือ จับเด็กเข้าคุก นี่สนุกมากนักหรือ ที่เห็นเด็กถูกทรมาน ไม่ได้รับประกัน ถามตัวเองเสียมั่ง สนุกอย่างไร ทำได้อย่างไร ไม่ ไม่ละอายใจตัวเอง ทีโกงไปกันก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตตัปปะ แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทำถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูกไม่ดี ครอบครัวผมไม่มีการตี ก็เรียกมาอบรม ทำโทษให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น แต่เราจับเด็กเข้าคุกนะ ถ้าเผื่อสังคมมาถึงจุดที่ว่า การให้เด็กเข้าคุกเป็นของสนุก เป็นของที่เป็นธรรม มันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ได้อย่างไร"

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อานันท์ปันยารชุน

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน'สั่งล่าขบวนการโกงสอบฯ 2 พัน ล.ชี้ผู้ทำผิดอาศัยช่วง รบ.เป็ดง่อย
'อนุทิน'สั่งล่าขบวนการโกงสอบฯ 2 พัน ล.ชี้ผู้ทำผิดอาศัยช่วง รบ.เป็ดง่อย