News Logo
หน้าแรก
วงเสวนาTPBS:ค้านแก้ กม.ใช้งบฯแผ่นดินหนุน Thai PBS หวั่นกระทบเอกราชสื่อ

วงเสวนาTPBS:ค้านแก้ กม.ใช้งบฯแผ่นดินหนุน Thai PBS หวั่นกระทบเอกราชสื่อ

4 ต.ค. 2569 18:15
ผู้ชม 10 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

วงเสวนา TPBS: ค้านร่างแก้กฎหมาย "กระเป๋าเงิน" ใช้งบแผ่นดินหนุนไทยพีบีเอส ย้ำโมเดล "ภาษีบาป" คือนวัตกรรมสำคัญ หนุนสื่ออิสระ ตรวจสอบรัฐ-ทุน ชี้คำอ้าง "วินัยการเงินการคลัง" ย้อนแย้ง หวั่นประโยชน์ตกแก่บริษัทสุรา-บุหรี่ และผู้มีอำนาจ เรียกร้องรัฐบาลรับฟังรอบด้าน ก่อนผลักดัน กม. ทำลายกลไกเฝ้าระวังสังคม

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยหรือไทยพีบีเอสได้จัดวงเสวนาเรื่อง “เปลี่ยน “กระเป๋าเงิน” ไทยพีบีเอส “วินัยการเงินประเทศ” ดีขึ้นจริงหรือไม่?” โดยมีการเชิญผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส, นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ, และ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ดำเนินรายการโดยนายวราวิทย์ ฉิมมณี ผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ วงเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเร่งทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อร่างแก้ไขกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีนายศุภชัย ใจสมุทร เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนที่มาของรายได้ของไทยพีบีเอส จากระบบการจัดเก็บ "ภาษีบาป" มาเป็นการจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินประจำปี ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ และจะนำไปสู่วินัยการเงินการคลังที่ดีขึ้นของประเทศได้จริงหรือไม่ ผู้ร่วมเสวนาต่างแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า การแก้ไขกฎหมายในลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอิสระของสื่อและเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย

นายวราวิทย์ ฉิมมณี ผู้ดำเนินรายการ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นนี้ โดยชี้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนวิธีการหารายได้ของไทยพีบีเอสเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งองค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อสาธารณะที่ปราศจากการแทรกแซง

 

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง: เสรีภาพสื่อคือหลักประกันประชาธิปไตย

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส กล่าวว่าวาระการเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนของไทยพีบีเอสเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่แค่เรื่องขององค์กรสื่อ แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบอบประชาธิปไตยในประเทศ โดยประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และการมีส่วนร่วมนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากประชาชนไม่ได้รับข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และปราศจากการบิดเบือน สื่อมวลชนจึงเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของระบอบนี้ หากข้อมูลข่าวสารถูกบิดเบือนหรือปิดบัง ประชาชนก็จะไม่สามารถตัดสินใจเลือกแนวทางหรือพรรคการเมืองที่จะเข้าไปบริหารประเทศได้อย่างถูกต้อง ต้นทุนที่ประเทศจะต้องจ่ายจากการสูญเสียเสรีภาพสื่อนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง

นายเจิมศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า สื่อมวลชนจะต้องเป็นอิสระจากการถูกเป็นเจ้าของ ไม่ว่าเจ้าของนั้นจะเป็นรัฐหรือเอกชน เพราะเจ้าของเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลเหนือการทำงาน เหนือการคัดเลือกข่าวสาร หรือแม้กระทั่งผ่านช่องทางการโฆษณา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าไม่มีสื่อใดกล้าวิจารณ์ผู้สนับสนุนหลักของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศอย่างเรื่องพลังงาน การก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือเรื่องเฉพาะกิจอย่างกรณีปลาหมอคางดำ การวิจารณ์เหล่านั้นหากเกิดขึ้นได้ก็มักจะเป็นไปในสัดส่วนที่จำกัด หรืออาจกลายเป็นการชื่นชมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาระดับชาติ

นายเจิมศักดิ์กล่าวอีกว่า ภูมิทัศน์สื่อในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสื่อดิจิทัลและข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย กลับสร้างความสับสนให้แก่ประชาชนมากขึ้น ว่าอะไรคือข่าวจริง อะไรคือข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ ความจำเป็นในการมีสื่อที่ประชาชนสามารถเชื่อถือได้จึงยิ่งเพิ่มทวีคูณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์วิกฤตของบ้านเมือง ประชาชนมักจะหันมาพึ่งพาสื่ออย่างไทยพีบีเอสเพื่อรับรู้ข้อเท็จจริง เช่น เหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำ หรือสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าไทยพีบีเอสเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับการตรวจสอบและรับรู้ความจริง

นอกจากนี้ นายเจิมศักดิ์ยังชี้ให้เห็นถึง "ช่องว่าง" ของสื่อพาณิชย์ที่ไม่สามารถครอบคลุมกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ หรือผลิตรายการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีอำนาจซื้อ ไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้จากโฆษณาให้กับสื่อพาณิชย์ได้ สื่อสาธารณะจึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ ทำให้คนทุกกลุ่มในสังคมได้รับข่าวสารและเนื้อหาที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและพัฒนาตนเอง

นายเจิมศักดิ์ยังได้กล่าวถึงความฝันที่จะเห็นสื่อสาธารณะมีจำนวนมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะสื่อสาธารณะในภูมิภาคต่าง ๆ ที่จะสามารถสะท้อนวัฒนธรรม ปัญหา และความต้องการเฉพาะของท้องถิ่นนั้น ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งในยุคปัจจุบันสามารถทำได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตทีวีแบบเดิม แต่ต้องยึดหลักความเป็นอิสระเดียวกันกับสื่อสาธารณะส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายยิ่งขึ้น

 นายเจิมศักดิ์ยังย้อนรำลึกถึงประสบการณ์ของตนเองสมัยทำงานที่ช่อง 11 (ปัจจุบันคือ NBT) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐว่าในอดีต ตนได้เห็นถึงข้อจำกัดและการถูกควบคุมจากภาครัฐอย่างชัดเจน ทำให้ตระหนักว่าการฝากเสรีภาพสื่อไว้กับโครงสร้างที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลนั้นไม่ยั่งยืน และสื่อสาธารณะจะต้องไม่ถูกแปรสภาพให้เป็นสื่อของรัฐอย่างเด็ดขาด

 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์: อิสระจากรัฐและทุนคือแก่นแท้ของสื่อสาธารณะ

นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ได้ขยายความแนวคิดเรื่อง "สื่อสาธารณะ" โดยเน้นย้ำว่าแก่นแท้ของสื่อสาธารณะคือการเป็นอิสระจากทั้งรัฐและทุน ซึ่งในปัจจุบัน สื่อเอกชนจำนวนมากต้องพึ่งพารายได้จากสปอนเซอร์และเจ้าของธุรกิจเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อเทคโนโลยีและภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป เม็ดเงินโฆษณากระจายตัวไปอยู่ในสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้สื่อเอกชนมีรายได้ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เจ้าของสื่อมีอำนาจในการควบคุมเนื้อหาข่าวสารมากขึ้น สามารถสั่งให้งดออกข่าว บิดเบือนข้อมูล หรือเลือกบุคคลที่จะเชิญมาออกรายการได้ตามผลประโยชน์ ทำให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคสื่อได้รับข่าวสารเพียงบางส่วน หรือถูกบิดเบือนข้อมูลในหลาย ๆ เรื่อง

นายมานะยังกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐในการควบคุมข้อมูลข่าวสาร โดยย้อนไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 ที่สื่อเคยเป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดโศกนาฏกรรมทางการเมือง เนื่องจากข้อมูลข่าวสารถูกควบคุมโดยรัฐบาลในเวลานั้น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสื่อ เพื่อให้มีสื่ออิสระที่รัฐไม่สามารถครอบงำได้ และสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้อย่างรอบด้าน เพราะโดยธรรมชาติของรัฐบาลทุกรัฐบาล มักพยายามควบคุมข้อมูลข่าวสารเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเอง และไม่ยินดีรับฟังเสียงคัดค้านมากนัก

นายมานะย้ำว่า แนวคิดของสื่อสาธารณะจึงเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เสมือน "หมาเฝ้าบ้าน" ที่คอยเห่าเตือนสังคม โดยเป็นอิสระจากทั้งรัฐและทุน ในต่างประเทศมีสื่อสาธารณะมากมาย และในประเทศไทยก็มีไทยพีบีเอสเกิดขึ้นมาตามแนวคิดนี้ ด้วยงบประมาณที่ชัดเจนและมีเพดาน 2,000 ล้านบาท ที่ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการได้อย่างอิสระ ไม่ต้องไปของบประมาณจากรัฐบาลรายปี ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือควบคุมเนื้อหา เช่น การปลดพิธีกร หรือระงับรายการที่เจาะประเด็นละเอียดอ่อนที่อาจกระทบต่อผู้มีอำนาจ

นายมานะเสริมว่า ในยุคที่สื่อดิจิทัลมีมากมาย แต่กลับมีนักข่าวเชิงสืบสวนน้อยลง เพราะการทำข่าวเชิงสืบสวนต้องใช้คนและทักษะจำนวนมาก ใช้เวลาในการลงพื้นที่ ฝังตัวเก็บข้อมูล และยังมีต้นทุนสูง รวมถึงเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากธุรกิจหรือรัฐบาลที่ใช้อำนาจและกฎหมายปิดกั้น ทำให้ไม่มีองค์กรสื่อใดที่สามารถยืนหยัดในการทำข่าวเชิงสืบสวนได้เหมือนไทยพีบีเอส ซึ่งนำเสนอรายการสารคดีและข่าวเชิงสืบสวนจำนวนมาก ที่มักกระทบต่อทั้งทุนและรัฐ หากไทยพีบีเอสต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล การนำเสนอข่าวสารเหล่านี้ก็จะถูกควบคุม ทำให้สื่อเปลี่ยนจาก "หมาเฝ้าบ้าน" เป็น "หมาตัวน้อย ๆ ที่ถูกอุ้มไปอุ้มมา"

นายมานะยังกล่าวถึงความสำคัญของรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ ซึ่งทำให้ไทยพีบีเอสสามารถวางแผนระยะยาวในการพัฒนาเนื้อหารายการ กองบรรณาธิการ และคุณภาพการผลิต เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลและนำเสนอข่าวสารที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าหากงบประมาณไม่แน่นอน การวางแผนนโยบายสื่อก็จะไม่สามารถทำได้ในระยะยาว ทำให้การพัฒนาองค์กรและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต้องหยุดชะงัก ตรงกันข้ามกับสื่อเอกชนที่แผนการดำเนินงานมักเป็นระยะสั้นตามรายได้จากสปอนเซอร์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

นายมานะยอมรับว่าไทยพีบีเอสถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการทำงานอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อถูกเปรียบเทียบกับสื่อเอกชนที่เน้นเรตติ้ง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าความคุ้มค่าของไทยพีบีเอสไม่ควรวัดเพียงแค่เรตติ้งเท่านั้น แต่ต้องมองในหลายมิติ เช่น การเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเป็น "โรงเรียนของสังคม" การเป็นความหวังของประชาชนในช่วงวิกฤตในการตรวจสอบข่าวสารปลอม และการเป็นองค์กรที่ยึดมั่นในจริยธรรมสื่อ ซึ่งเป็นแม่แบบให้สื่ออื่น ๆ ดังนั้นไทยพีบีเอสต้องมีการพัฒนาและปฏิรูปในหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการและเนื้อหา โดยเฉพาะการปรับตัวเข้ากับแพลตฟอร์มสตรีมมิงและดิจิทัล เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องไม่ละทิ้งกลุ่มผู้ชมชายขอบและชาวบ้านที่ยังดูทีวีปกติ รวมถึงเป็นปากเสียงให้กับคนทุกกลุ่มในสังคม

 

สารี อ๋องสมหวัง: เงินมั่นคงคือหลักประกันผู้บริโภคและสังคม

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้นำเสนอมุมมองจากภาคประชาชน โดยย้ำว่า "ความจริงนั้นหาไม่ง่าย" และผู้บริโภคต้องการความจริง โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง หากสื่อถูกควบคุมโดยทุน ข้อมูลที่ประชาชนได้รับก็จะไม่ครบถ้วน น.ส.สารี ยกตัวอย่างโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือการประเมินโครงการทางด่วน ที่ประชาชนต้องการข้อมูลที่แท้จริงว่าโครงการเหล่านั้นได้ประโยชน์มากกว่าหรือน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ การตัดสินใจในยุคปัจจุบันต้องใช้ความรู้และข้อมูลที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การตัดสินใจทางการเมืองเท่านั้น สื่อสาธารณะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำเสนอความรู้ ความจริง และข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้การตัดสินใจและใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

น.ส.สารียังกล่าวถึงความสำคัญของการเข้าถึงสื่อสาธารณะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย น.ส.สารีชี้ให้เห็นว่า แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนไป ผู้คนดูทีวีผ่านมือถือมากขึ้น แต่การเข้าถึงทีวีสาธารณะยังคงมีความสำคัญ เพราะการดูผ่านมือถือต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งคนบางกลุ่มอาจเข้าไม่ถึงหรือไม่สามารถจ่ายได้ หลักประกันพื้นฐานคือประชาชนต้องสามารถดูทีวีได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน และในสถานการณ์ที่ กสทช. ยังไม่สามารถประชุมและวางแผน Road Map สำหรับทีวีดิจิทัลในอนาคตได้ชัดเจน ไทยพีบีเอสจึงเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้ประชาชนสามารถดูทีวีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

น.ส.สารีเน้นย้ำว่า เงินทุนที่มั่นคงของไทยพีบีเอสเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และอำนาจในการตรวจสอบ เพราะเป็นอิสระจากทุนและจากการเมือง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง น.ส.สารียังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงระบบการจัดเก็บเงินสำหรับองค์กรที่ได้รับเงินจากภาษีบาปทั้ง 4 แห่ง (รวมไทยพีบีเอส) ว่าเป็น "เค้กอีกก้อนหนึ่ง" นอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี หากนำเงินส่วนนี้เข้าไปรวมกับงบประมาณแผ่นดินที่รัดตัวอยู่แล้ว ก็จะถูกเบียดตัดลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นกรณีของสภาองค์กรผู้บริโภคที่ได้รับงบประมาณอนุมัติจาก ครม. กว่า 300 ล้านบาท แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับได้เพียง 100 กว่าล้านบาทเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าการรวมงบประมาณเข้าสู่ส่วนกลางจะทำให้งบประมาณเพื่อการป้องกันและงานระยะยาวถูกตัดออกไปก่อน

น.ส.สารีเตือนว่า หากรัฐบาลไม่เตรียมการออกระเบียบรองรับอย่างรอบคอบ การตัดที่มาของรายได้จากภาษีบาปออกไป จะทำให้บริษัทสุราและยาสูบได้ประโยชน์โดยตรง เพราะไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงในส่วนนี้ น.ส.สารีมองว่า การดำเนินการแก้ไขกฎหมายในลักษณะ "เร่งรัด" หรือ "Fast Track" เช่นนี้ เป็นการทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชน และละเลยขั้นตอนปกติของการแก้ไขกฎหมาย ที่ควรจะมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำในลักษณะพิเศษ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันเสรีภาพสื่อและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์: โมเดลภาษีบาปคือนวัตกรรมสร้างอิสระ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้อธิบายถึงที่มาและเหตุผลของแหล่งเงินทุนของไทยพีบีเอสอย่างละเอียด โดยยืนยันว่า ไทยพีบีเอสได้รับรายได้จาก "ภาษีบาป" คือภาษีที่เก็บจากการบริโภคเหล้าและบุหรี่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่มีเสถียรภาพและไม่เปลี่ยนแปลงหวือหวา ทำให้องค์กรมีรายได้มั่นคง และสามารถสร้างหลักประกันความเป็นอิสระจากรัฐและทุนได้จริง โดยไม่ต้องไปของบประมาณจากรัฐทุกปีเหมือนหน่วยงานราชการทั่วไป นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามไทยพีบีเอสหารายได้จากการโฆษณา เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีกลุ่มทุนเข้ามาแทรกแซงการผลิตรายการและเนื้อหาข่าวสาร

นายสมเกียรติ กล่าวเสริมว่า เงินภาษีบาปนี้ถูกจัดเก็บในอัตรา 1.5% ถึง 5% ของภาษีสรรพสามิต สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี และเส้นทางการเงินนี้จะตรงไปยังไทยพีบีเอสโดยตรง ไม่ผ่านกระทรวงการคลังหรือสำนักงบประมาณ ทำให้องค์กรมีอิสระทางการเงินอย่างแท้จริง โดยแนวคิดการเก็บ "ค่าธรรมเนียม" พิเศษจากผู้ประกอบการสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิตปกติ ไม่ใช่การแบ่งมาจากภาษีสรรพสามิตเดิม ดังนั้น หากยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้ไป รัฐบาลก็ไม่ได้เงินสรรพสามิตเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

นายสมเกียรติอธิบายว่า โมเดลการใช้ภาษีบาปนี้มีจุดเริ่มต้นจากการศึกษาประสบการณ์ของออสเตรเลีย ที่เก็บภาษีบุหรี่เพื่อลดการบริโภคและเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล มีผลดีสองด้านคือลดปัญหาสุขภาพและเพิ่มรายได้ สำหรับไทยพีบีเอสและ สสส. ก็ใช้หลักคิดเดียวกันนี้ โดยในช่วงการก่อตั้งไทยพีบีเอส ได้มีการถกเถียงและพิจารณาแหล่งเงินทุนหลายรูปแบบ รวมถึงข้อเสนอให้ขอจากงบประมาณรัฐสภาทุกปี ซึ่งถูกปฏิเสธเพราะมองว่าจะไม่เกิดความเป็นอิสระ และการเก็บภาษีจากการซื้อโทรทัศน์ ซึ่งพบว่าขาดเสถียรภาพ เนื่องจากยอดขายโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ท้ายที่สุดจึงสรุปว่าการเก็บจากภาษีเหล้าบุหรี่เป็นวิธีที่มั่นคงที่สุดและมีผลดีต่อสังคมด้วย

นายสมเกียรติได้เปรียบเทียบกับสื่อสาธารณะในต่างประเทศอย่าง BBC และ NHK ซึ่งแม้จะเก็บค่าธรรมเนียมโทรทัศน์จากผู้รับชม แต่โมเดลเหล่านั้นก็เผชิญความท้าทายในปัจจุบันที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปมาก และการเรียกเก็บค่าสมาชิกก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทของประเทศไทยในอดีตที่ยังมีช่องทีวีมากมายอยู่แล้ว

นายสมเกียรติย้ำว่าโมเดลของไทยพีบีเอสจึงถือเป็น "นวัตกรรม" ที่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเองก็ยอมรับว่าน่าสนใจ และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสื่อสาธารณะแบบเต็มภาคภูมิ

เกี่ยวกับประเด็น "วินัยการเงินการคลัง" ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการแก้ไขกฎหมาย นายสมเกียรติมองว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ย้อนแย้งอย่างยิ่ง เนื่องจากเม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับไทยพีบีเอสและอีก 3 หน่วยงาน รวม 14,000 ล้านบาทเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก (ประมาณ 0.5%) เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดของรัฐบาล ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดการเสียวินัยการเงินการคลังโดยภาพรวม ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการสร้างวินัยการเงินการคลังจริง ควรไปจัดการกับกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ ที่มีปัญหามากกว่า

นายสมเกียรติยังตั้งข้อสังเกตถึงประวัติการทำงานของนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้เสนอร่างกฎหมาย เพราะเคยมีตัวอย่างกรณีที่นายศุภชัยเคยผลักดันให้มีการยกหนี้และดอกเบี้ยของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งแม้จะมีเจตนาดีในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่การดำเนินการดังกล่าวโดยไม่มีการเตรียมแหล่งรายได้อื่นมารองรับ กลับทำให้ กยศ. ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง และส่งผลกระทบต่อนิสิตนักศึกษาที่ต้องการกู้ยืมเงินจำนวนมากในปัจจุบัน

 นายสมเกียรติมองว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการบั่นทอนวินัยการเงินการคลัง เพราะสร้างความรู้สึกให้ประชาชนว่าเงินกู้ของรัฐคือ "เงินฟรี" ซึ่งย้อนแย้งกับเหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลังที่ถูกยกมาอ้างในการแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสในครั้งนี้ ดังนั้นตนจึงอยากสนทนากับนายศุภชัยเพื่อทำความเข้าใจในแนวคิดที่มานี้

นายสมเกียรติกล่าวว่า วินัยการเงินการคลังไม่ได้แปลว่าไม่สามารถใช้เงินได้ แต่ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเงินทองมาจากไหนและจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยกตัวอย่างรัฐบาลอนุทินที่สามารถกู้เงิน 400,000 ล้านบาท แต่ยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้น เพราะสามารถอธิบายแผนการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบและโปร่งใส ว่าเงิน 200,000 ล้านบาทจะนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และอีก 200,000 ล้านบาทจะนำไปลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งเป็นคำอธิบายที่นักลงทุนและ Credit Rating Agency เข้าใจได้ นี่คือใจความสำคัญของการมีวินัยการเงินการคลัง ที่ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีคำอธิบายหรือที่มาที่ไปที่ชัดเจน

 

กลไกตรวจสอบ: อิสระแต่ไม่ไร้การควบคุม

 

ผู้ร่วมเสวนาทุกคนต่างเห็นพ้องว่า แม้ไทยพีบีเอสจะได้รับอิสระทางการเงิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปราศจากการตรวจสอบ ตรงกันข้าม ไทยพีบีเอสเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และมีการตรวจสอบภายในองค์กรอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ตามกฎหมาย ไทยพีบีเอสยังมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงคณะรัฐมนตรี เป็นประจำทุกปี

 

นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ กล่าวว่า การตรวจสอบที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบจากภาคประชาชน ซึ่งสามารถเข้ามาตรวจสอบคุณภาพรายการ ความหลากหลาย และความเป็นกลางของการทำงานของไทยพีบีเอสได้ การตรวจสอบในสภาเพื่อขออนุมัติงบประมาณนั้น อาจนำไปสู่การต่อรองอำนาจและอิทธิพลทางการเมือง ทำให้สื่อไม่สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะประเด็นชายขอบ หรือประเด็นละเอียดอ่อนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่อาจถูกสั่งห้ามหรือบิดเบือนได้หากต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล

 

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เสริมว่า กฎหมายจัดตั้งไทยพีบีเอสได้ออกแบบกลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบภายในอย่างดี โดยมีคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการนโยบาย (ที่มาจากการสรรหาอย่างโปร่งใสจาก 3 ฝ่าย ได้แก่ ปลัดกระทรวง, ภาคประชาสังคม, และสื่อมวลชน) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลองค์กร และคณะกรรมการบริหารที่ทำหน้าที่บริหารงานประจำวัน โดยคณะกรรมการนโยบายจะเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์กร และไม่มีสิทธิ์เข้าไปล้วงลูกการทำงานในรายละเอียด แต่จะดูภาพรวมและทิศทาง เพื่อทำหน้าที่แทน "เจ้าของเงิน" ซึ่งก็คือประชาชน ทำให้มั่นใจได้ว่าการบริหารงานของไทยพีบีเอสไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

 

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ย้ำว่า ทุกหน่วยงานที่รับเงินสาธารณะต้องตระหนักถึงหน้าที่ในการพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นเสมอ และสำหรับไทยพีบีเอส การเพิ่มฐานผู้ชมและยอดติดตามก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์สำหรับกระแสหลัก และกลุ่มเฉพาะต่าง ๆ ทั้งผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ไม่มีอำนาจต่อรอง ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่ผู้บริหารและกรรมการไทยพีบีเอสต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น เพราะสื่อสาธารณะเป็นของสาธารณะทั้งหมด และสาธารณะนั้นมีความหลากหลาย

 

ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง?

 

ผู้ร่วมเสวนาต่างตั้งคำถามและให้คำตอบตรงกันว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสในครั้งนี้ ผู้ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มที่เคยถูกไทยพีบีเอสตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองที่ต้องการเข้ามาแทรกแซงและควบคุมข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่ต้องการให้มีสื่ออย่างไทยพีบีเอสมาขัดขวางโครงการบางโครงการ อาทิ โครงการแลนด์บริดจ์ หรือโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่ไทยพีบีเอสติดตามอย่างต่อเนื่อง หรือกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างปัญหาสังคม อาทิ ทุนสีเทา หรือธุรกิจที่ถูกสงสัยว่าก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีปลาหมอคางดำ หรือการตรวจสอบบริษัทจีนที่เป็นนอมินีเข้ามาสร้างอาคารให้ภาครัฐแล้วเกิดปัญหาตึกถล่ม หากไทยพีบีเอสสูญเสียความเป็นอิสระไป กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์สูงสุด

ในทางกลับกัน ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ "สาธารณะ" หรือ "ประชาชน" โดยรวม เพราะจะขาดข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน เป็นกลาง และสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤต หรือประเด็นเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ที่สื่อพาณิชย์หรือสื่อของรัฐอาจไม่สามารถเกาะติดหรือนำเสนอได้ ไทยพีบีเอสทำหน้าที่เหมือน "หมาเฝ้าบ้าน" ที่คอยเตือนสังคมถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ ก่อนที่มันจะปะทุขึ้นมาจนยากเกินแก้ไข

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวสรุปการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำไทยพีบีเอส "เข้าคอก" ซึ่งหมายถึงการถูกรวบอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการรวบอำนาจทางการเมืองหรือทางทุน ซึ่งหากสื่อถูกรวบอำนาจด้วยเช่นกัน ก็จะไม่เหลือหลักประกันของระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไป การทำลายความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส จึงเป็นการทำลายแรงบันดาลใจของคนทำงานสื่อที่อยากสร้างสรรค์งานคุณภาพ และทำลาย "โมเดล" สื่อสาธารณะที่ควรจะได้รับการส่งเสริมให้มากขึ้น

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง กล่าวเสริมว่า การดำเนินการแก้ไขกฎหมายเช่นนี้ แม้จะเป็นอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ควรอยู่ในขั้นตอนปกติ เช่น การเสนอโดยหน่วยงานรัฐผ่านคณะรัฐมนตรีและกฤษฎีกา เพื่อให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่ใช่การใช้ "ทางลัด" หรือ "Fast Track" ซึ่งขาดความชอบธรรม เพราะไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง ซึ่งอาจนำไปสู่การทำลายกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน และหลักประกันเสรีภาพสื่อ

ผู้ร่วมเสวนาทุกคนกล่าวเห็นพ้องต้องกันว่า กระบวนการตรวจสอบไทยพีบีเอสในปัจจุบันมีอยู่แล้ว และสามารถปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้ แต่การปรับเปลี่ยนที่มาของแหล่งเงินทุนเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด และมีแต่จะนำไปสู่ผลเสียมากกว่าผลดีต่อสังคมในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประเทศไทยยังต้องการสื่อที่ทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มแข็ง การเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อประชาธิปไตยและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ไทยพีบีเอส
กฎหมายงบไทยพีบีเอส
สื่ออิสระ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สงครามน้ำท่วมกทม.! รบ.อนุทิน VS ชัชชาติ ชิงเครดิตกู้-ใครทำผิดพลาด
สงครามน้ำท่วมกทม.! รบ.อนุทิน VS ชัชชาติ ชิงเครดิตกู้-ใครทำผิดพลาด