News Logo
หน้าแรก
ถนนทรุด ไร้ป้ายเตือน ทำรถพัง! ประชาชนมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐ

ถนนทรุด ไร้ป้ายเตือน ทำรถพัง! ประชาชนมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐ

25 ต.ค. 2569 13:56
ผู้ชม 13 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อหรือพื้นที่ซ่อมบำรุงที่ไร้ป้ายเตือน ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนต้องยอมทำใจจ่ายค่าซ่อมเอง! เปิดข้อกฎหมายละเมิด พร้อมจำแนกหน่วยงานรับผิดชอบ และเช็กลิสต์หลักฐานสำคัญที่ต้องเก็บ เพื่อยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง

ปัญหาถนนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่เพียงสร้างความยากลำบากในการสัญจร แต่ยังเสี่ยงสร้างความเสียหายต่อยานพาหนะ ทั้งโครงรถ ล้อแม็ก และระบบช่วงล่าง แต่รู้หรือไม่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุจากถนนชำรุด หรือพื้นที่ซ่อมบำรุงที่ไร้ป้ายเตือนชัดเจน ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย ซึ่งในอดีตเคยมีคดีตัวอย่างที่มีการฟ้องร้องจนชนะหน่วยงานรัฐมาแล้ว 

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ถือว่าผู้นั้นกระทำละเมิด และต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

หน่วยงานหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซ่อมแซมและดูแลบำรุงรักษาถนนเส้นดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบ ผู้เสียหายสามารถยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อ ศาลปกครอง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดหน่วยงานกำกับดูแลถนนเส้นนั้นเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายต่อไป

สำหรับประเภททางหลวงและหน่วยงานที่กำกับดูแล ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) จำแนกดังนี้ 

  • ทางหลวงพิเศษ, ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมทางหลวง

  • ทางหลวงชนบท อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมทางหลวงชนบท

  • ทางหลวงท้องถิ่น อยู่ในความรับผิดชอบของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่นั้นๆ

ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้ประสบเหตุควรเก็บรวบรวมหลักฐานอย่างครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย โดยเริ่มจากการถ่ายภาพสภาพถนนและจุดเกิดเหตุให้เห็นชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณที่มีหรือไม่มีป้ายเตือน พร้อมทั้งบันทึกสถานที่ วัน และเวลาเกิดเหตุอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ต้องรวบรวมใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมยานพาหนะ และหลักฐานค่าเสียหายทั้งหมดไว้ให้เรียบร้อย ที่สำคัญคือต้องเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในท้องที่ เพื่อใช้ใบบันทึกประจำวันและเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินเรื่อง

616135644_1419531366209060_118607059892284923_n

-1-

สำหรับคดีตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต (คดีหมายเลขดำที่ อ.970/2560) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนทางหลวงชนบท นบ.1002 มุ่งหน้าไทรน้อย โดยผู้เสียหายขับรถยนต์ตามหลังรถบรรทุกสิบล้อ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุรถสิบล้อได้ชะลอเพื่อเลี้ยวขวา ผู้ขับขี่จึงเปิดไฟเลี้ยวเพื่อเบี่ยงซ้ายหลบ แต่ปรากฏว่าถนนเกิดทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน ทำให้รถเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในเบื้องต้นบริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย

ต่อมา บริษัทประกันภัยจึงได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กรมทางหลวงชนบท เป็นจำเลยที่ 1 และ กระทรวงคมนาคม เป็นจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดและละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย เนื่องจากทางหลวงชนบทดังกล่าวเป็นเส้นทางที่จดทะเบียนไว้ และหน่วยงานมีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลความปลอดภัยตามพระราชบัญญัติทางหลวง

ในการต่อสู้คดี ทางกรมทางหลวงชนบทได้อ้างว่า ในปี 2554 เคยเกิดอุทกภัยน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ทำให้โครงสร้างดินใต้ถนนเกิดความเปลี่ยนแปลง และต่อมาในปี 2555 ทางหน่วยงานได้เข้าดำเนินการซ่อมแซมผิวจราจรเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้องดูแลบำรุงรักษาถนนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนอยู่เสมอ จะตรวจตราเพียงสภาพภายนอกไม่ได้ แต่ต้องตรวจสอบสภาพโครงสร้างตามหลักวิศวกรรมด้วยความระมัดระวัง

ศาลจึงมีคำพิพากษาให้ทางหลวงชนบทชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามที่ฟ้อง เป็นจำนวนเงิน 228,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องจนกว่าจะชดใช้แล้วเสร็จ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า ประชาชนหรือผู้รับประกันภัยสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้จริง

อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดคิว 'อนุทิน' แน่นตลอด พ.ย. - สภาฯ ไร้วาระซักฟอกสัปดาห์หน้า
เปิดคิว 'อนุทิน' แน่นตลอด พ.ย. - สภาฯ ไร้วาระซักฟอกสัปดาห์หน้า