News Logo
หน้าแรก
ทักท้วงแต่หยุดนายไม่ได้! ไขคดีทุจริตอาหารเด็กร.ร.บุรีรัมย์ ลูกน้องรอด

ทักท้วงแต่หยุดนายไม่ได้! ไขคดีทุจริตอาหารเด็กร.ร.บุรีรัมย์ ลูกน้องรอด

13 ก.ย. 2569 07:07
ผู้ชม 107 คน

"...เมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้ จำเลยที่ 2 อยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงตัวได้ เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ในการ กลับตนเป็นพลเมืองดี ..."

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับ นางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี 2564 ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

โดยศาลฯ มีคำพิพากษาให้ลงโทษ นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 จำคุกเป็นเวลา 5 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วน นางจรัสพรรณ จำเลยที่ 2 ศาลฯ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 33,333.33 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติ 2 ปี ต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 48 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ศาลฯ ยังมีคำสั่งให้ จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 25,080 บาทแก่โรงเรียนสะเดาโพรงอนุสรณ์ ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อีก

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

คุก5 ปี! อดีตผอ.ร.ร.สะแกโพรงฯบุรีรัมย์ ทุจริตเงินอาหารกลางวันช่วงโควิด

มาดูรายละเอียดผลคำพิพากษาคดีนี้ ฉบับเต็มกัน

คดีนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท 31/2568 , คดีหมายเลขแดงที่ 19/2569

เป็นคดีกล่าวหา นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับพวก ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมื่อปี พ.ศ. 2564

จำเลยมี 2 ราย คือ นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 นางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ จำเลยที่ 2

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติครั้งที่ 39/2567 วันที่ 9 เมษายน 2567 ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147 , 157และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 91

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาดังนี้

1.นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 และ นางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86

2.ลงโทษ นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 ฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปี

3.ลงโทษนางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท

4.จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 33,333.33 บาท

เมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้

จำเลยที่ 2 อยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงตัวได้ เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ในการ กลับตนเป็นพลเมืองดี

โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติกับให้จำเลยที่ 2 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

5.ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 25,080 บาท แก่โรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุม เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 จำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.2 และเห็นควรรับทราบกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งอุทธรณ์คำพิพากษาที่ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.3 และพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.2 (ดูเอกสารป.ป.ช.ท้ายเรื่องประกอบ)

บทสรุปสุดท้าย คดีนี้ จะเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป

สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

อ่านข่าวในหมวดเดียวกัน

อ่านข่าวผลคดีทุจริตอื่นๆ

#อ่านข่าวผลคำพิพากษาคดีทุจริตดังที่นี่ คำพิพากษาจำคุก

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ผอ.โรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ บุรีรัมย์
ทุจริตเงินอาหารกลางวันเด็กช่วงโควิด
คำพิพากษาจำคุก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดแฟ้มคดีโกงโลก: ป.ป.ช.มาเลย์สอบปุ๋ยหาย 2.8 แสนตัน โยง IED ป่วนใต้?
เปิดแฟ้มคดีโกงโลก: ป.ป.ช.มาเลย์สอบปุ๋ยหาย 2.8 แสนตัน โยง IED ป่วนใต้?