เปิดผลวิเคราะห์รายงานตรวจสอบ สตง. ส่ง ป.ป.ช. ช่วงปีงบ 2566-2568 จำนวน 202 รายงาน พบการทุจริตกระจุกตัวในกระบวนการ “รับเงิน-เบิกจ่าย-จัดซื้อจัดจ้าง” โดยการยักยอกทรัพย์สินพบมากที่สุด รองลงมาคือคอร์รัปชัน พร้อมชี้ 4 พฤติการณ์เกิดซ้ำ ควรยกระดับเป็น “Fraud Red Flags” เตือนผู้ตรวจสอบ อย่าดูแค่เอกสารครบ ต้องเช็กข้อเท็จจริง-ความเชื่อมโยงคน-บริษัท-ธุรกรรมด้วย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้สรุปรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์รายงานผลการตรวจสอบที่ สตง. ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2568 จำนวน 202 รายงาน เมื่อนำมาจำแนกลักษณะและรูปแบบการทุจริตตามกรอบ ACFE Fraud Tree พบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับจุดเสี่ยงและรูปแบบการทุจริตที่เกิดขึ้นในหน่วยงานรัฐ พบว่า การยักยอกทรัพย์สิน (Asset Misappropriation) เป็นประเภทที่พบมากที่สุด รองลงมาคือ การคอร์รัปชัน (Corruption)
ผลการวิเคราะห์ระบุว่า กรอบ ACFE Fraud Tree สามารถใช้จำแนกรายงานได้ 196 รายงาน หรือร้อยละ 97.03 ของรายงานที่นำมาศึกษา ขณะที่มี 6 รายงานที่ไม่สามารถจำแนกตามกรอบดังกล่าวได้ เนื่องจากมีลักษณะพฤติการณ์เฉพาะหรือมีองค์ประกอบไม่สอดคล้องกับประเภทการทุจริตตาม ACFE Fraud Tree
“ยักยอกทรัพย์สิน” พบมากที่สุด
เมื่อจำแนกตามประเภทการทุจริต พบว่า การยักยอกทรัพย์สิน (Asset Misappropriation) เป็นประเภทที่พบมากที่สุด รองลงมาคือ การคอร์รัปชัน (Corruption)
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า พฤติการณ์ที่ตรวจพบในช่วงเวลาที่ศึกษา ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ การนำเงินหรือทรัพย์สินของหน่วยงานไปใช้โดยมิชอบ รวมถึงการใช้อำนาจหน้าที่หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหรือผู้ประกอบการบางราย มากกว่าการบิดเบือนข้อมูลทางการเงินของหน่วยงาน
เมื่อเจาะลึกตามรูปแบบการทุจริต พบว่า จุดที่ปรากฏพฤติการณ์บ่อยที่สุดอยู่ใน การเบิกจ่ายเงินของหน่วยงาน การรับและจัดเก็บรายได้ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
สำหรับการยักยอกทรัพย์สิน พบมากในแผนการเบิกค่าใช้จ่ายคืน (Expense Reimbursement Schemes) การโกงโดยการตัดยอดเงินสดก่อนบันทึก (Skimming) และแผนการเรียกเก็บเงิน (Billing Schemes)
ส่วนการคอร์รัปชัน พบมากใน แผนการจัดซื้อ (Purchasing Schemes) และการฮั้วประมูล (Bid Rigging)
เตือน! “เอกสารครบ” ยังไว้ใจไม่ได้
ข้อสังเกตสำคัญจากการวิเคราะห์ คือ พฤติการณ์ทุจริตหลายรูปแบบมีลักษณะร่วมกัน คือ เอกสารหรือข้อมูลที่ใช้ประกอบการดำเนินการไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
ตัวอย่างเช่น เอกสารประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายไม่ตรงกับการดำเนินกิจกรรมจริง การบันทึกหรือนำส่งรายได้ไม่ตรงกับเงินที่จัดเก็บได้ รวมถึงการตรวจรับงานหรือพัสดุไม่สอดคล้องกับการส่งมอบจริง
จึงมีข้อเสนอว่า การตรวจสอบไม่ควรพิจารณาเพียงว่าเอกสารมีครบถ้วนหรือไม่ แต่ต้อง ตรวจสอบยืนยันข้อเท็จจริงจากหลักฐานหรือแหล่งข้อมูลอื่นประกอบด้วย
จัดซื้อจัดจ้าง ต้องสาวถึง “คน-บริษัท-ธุรกรรม”
อีกจุดที่ถูกเน้นเป็นพิเศษ คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากพฤติการณ์คอร์รัปชันที่ตรวจพบมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวอย่างมาก
ความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงระหว่าง เจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้ขาย ผู้รับจ้าง และผู้เสนอราคา อาจเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เห็นลักษณะการเอื้อประโยชน์หรือการจำกัดการแข่งขัน
ดังนั้น นอกจากตรวจขั้นตอนและเอกสารจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ควรตรวจสอบความเชื่อมโยงของ บุคคล นิติบุคคล ผู้เสนอราคา เอกสาร และธุรกรรม ประกอบกันด้วย
เปิด 4 “ธงแดง” พฤติการณ์เกิดซ้ำ
ที่น่าสนใจ คือ ผลการศึกษายังเสนอให้นำพฤติการณ์ที่ตรวจพบซ้ำมาพัฒนาเป็น ข้อบ่งชี้หรือสัญญาณเตือนการทุจริต (Fraud Red Flags) สำหรับใช้ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการตรวจสอบ
พฤติการณ์สำคัญที่ถูกระบุไว้ ได้แก่ การใช้เอกสารประกอบการเบิกจ่ายไม่ตรงกับข้อเท็จจริง, การรับเงินแล้วไม่นำส่งครบถ้วน, การกำหนดเงื่อนไขจัดซื้อจัดจ้างที่อาจจำกัดการแข่งขัน และการตรวจรับไม่สอดคล้องกับการส่งมอบจริง
หากพบสัญญาณเหล่านี้ ผู้ตรวจสอบสามารถใช้เป็นจุดตั้งต้นเพื่อระบุประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
แหล่งข่าวจาก สตง. ระบุว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เห็นภาพว่า จุดเสี่ยงสำคัญของการทุจริตที่ปรากฏในรายงานตรวจสอบจำนวนมากอยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ “เงิน-รายได้-การเบิกจ่าย-จัดซื้อจัดจ้าง” ขณะที่การตรวจสอบในอนาคตอาจต้องก้าวพ้นจากการดูเพียงความครบถ้วนของเอกสาร ไปสู่การตรวจว่า “เอกสารตรงกับของจริงหรือไม่” และ “ใครเชื่อมโยงกับใคร” เพื่อค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ให้ได้เร็วขึ้น




