ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ‘พงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ’ ผู้สมัครฯระดับอำเภอ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี จ่ายเงิน 2,500 บาท จูงใจลูกทีมลงคะแนนให้ตัวเองเป็นสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่เมีย-ผู้คัดค้านอีก 2 รายในกลุ่มรอด ไม่พบหลักฐานรู้เห็น รับผลปย.
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายพงษ์ศักดิ์ ลีเลิศ ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา กรณีกระทำการทุจริตในการเลือกทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 และให้ยกคำร้อง นางเอื้องไพร ลีเลิศ ภรรยาของนายพงษ์ศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 2 นายบุญแถม วงค์น้อย ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ผู้คัดค้านที่ 3 และ นายสุเทพ คำจันโท ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ผู้คัดค้านที่ 4 เนื่องจากไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลทั้งสามร่วมกระทำการทุจริต
พฤติการณ์กระทำผิดของนายพงษ์ศักดิ์ซึ่งเป็นประธานกลุ่มสวนยางพาราคือ จ่ายเงินค่าสมัครจำนวน 2,500 บาท และกรอกใบสมัครฯให้แก่ นางสมหวัง คำพรมมา ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี กลุ่มที่ 5 เป็นการจูงใจให้นางสมหวังสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในกลุ่มที่ 5 อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ลงคะแนนให้นายพงษ์ศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสมาชิกวุฒิสภา
@เมียผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถอำนวยความสะดวกให้ 3 คนขอใบรับรองแพทย์ รพ.
กรณีผู้คัดค้านที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 2 (เป็นภรรยาของนายพงษ์ศัก ดิ์ผู้คัดค้านที่ 1) เป็นผู้อำนวยความสะดวกโดยการขับรถยนต์ไปส่งผู้คัดค้านที่ 3 และ ผู้คัดค้านที่ 4 และนางสมหวังที่โรงพยาบาลน้ำโสมเพื่อเอาใบรับรองแพทย์ และรับบุคคลทั้งสาม กลับมาส่งสถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียม และเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หรือการทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่นางสมหวัง แต่กลับไม่ปรากฎพฤติการณ์หรือพยานยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 2 รู้เห็นเกี่ยวกับการที่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินค่าสมัครแก่นางสมหวัง หรือมีการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนอื่นเพื่อเป็นการจูงใจให้นางสมหวังเลือกผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสมาชิกวุฒิสภา
ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความว่า เหตุที่เป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หรือการทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่นางสมหวัง เพราะรู้จักสนิทสนม และเป็นสมาชิกกลุ่มยางพาราบ้านราชดำริ 2 ด้วยกัน และเหตุที่ขับรถรถยนต์ไปส่งผู้คัดค้านที่ 3 และ ผู้คัดค้านที่ 4 และนางสมหวังที่โรงพยาบาลน้ำโสมเพื่อขอใบรับรองแพทย์เพราะนายสมาน (สามีนางสมหวัง) ติดธุระ และ ผู้คัดค้านที่ 2 จะต้องเดินทางเข้าตัวอำเภออยู่แล้ว
@ สนิทคุ้นเคย ขอติดรถไปด้วย -ไม่พบพฤติการณ์เสนอผล ปย.จูงใจ/รู้เห็น
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 2 รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับ ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวัง และโรงพยาบาลน้ำโสมอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 10 กิโลเมตร ปัจจจุบันไม่มีรถประจำทาง ในการเดินทางไปติดต่อราชการหรือไปโรงพยาบาลของคนในหมู่บ้านมักจะขออาศัยติดรถกันไป ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หรือการทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่นางสมหวังและขับรถยนต์ไปส่งผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังที่โรงพยาบาลน้ำโสมเพื่อขอใบรับรองแพทย์โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นว่ามีการจูงใจหรือเสนอผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และนางสมหวังลงคะแนนเลือกผู้สมัครคนใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
@ ผู้สมัคร 2 รายรอด-ไม่มีหลักฐานแจ้งชัดรับผลประโยชน์ตอบแทน
กรณีผู้คัดค้านที่ 3 และ กรณีผู้คัดค้านที่ 4 คำพิพากษาระบุว่า แม้ได้รับการชักชวนจากผู้คัดค้านที่ 1 ให้สมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่สถานีบริการน้ำมันพริกแกงปิโตรเลียม เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 กรอกใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และ ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หรือการทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และ ผู้คัดค้านที่ 4 และอาศัยรถของผู้คัดค้านที่ 2 (ภรรยาของผู้คัดค้านที่ 1) ไปขอใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลน้ำโสม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 และ ที่ 4 ให้การยืนยันมาโดยตลอดว่า การสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เกิดจากความประสงค์ของตนเอง ไม่มีผู้ใดสนับสนุนเงินค่าสมัคร ทั้งไม่เคยรับทรัพย์หรือผลประโยชน์อื่นใดที่เป็นการจูงใจให้ลงสมัครเพื่อลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครผู้ใด
คำพิพากษาระบุว่า เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และ ผู้คัดค้านที่ 4 รับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้คัดค้านที่ 1 โดยแลกเปลี่ยนกับการเลือกผู้สมัครคนใด ทางไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลทั้งสองกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ลต สว 71/2569)

เอกสารประกอบ
อ่านประกอบ :
เพิกถอนสิทธิฯ 10 ปี ผู้สมัคร สว. อ.สตึก บุรีรัมย์ ทุจริตกรอกประวัติเก๊
เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี 'ศุภชัย โพธิ์สุ' ผิดจริยธรรม คดีรุกป่า
ฉบับเต็ม! คำพิพากษาคดีหมอเกศ ใช้ ศ. ทุจริตเลือกสว.เพิกถอนสิทธิ์ 10 ปี
ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิฯ10 ปี ‘สัจจพงษ์’ตัวกลางฮั้วสว./เสนอ2 แสน-10 ล.
เพิกถอนสิทธิฯ 10 ปี 4 ผู้สมัคร ยะลา จับคู่ฮั้วสว./“ใครไม่เลือกเป็นหมา"




