News Logo
หน้าแรก
'ไตรรัตน์'ยก3ข้อแจง'นพ.สรณ'ยังเป็นประธาน กสทช.ย้ำต้องรอโปรดเกล้าฯ

'ไตรรัตน์'ยก3ข้อแจง'นพ.สรณ'ยังเป็นประธาน กสทช.ย้ำต้องรอโปรดเกล้าฯ

8 ก.ย. 2569 18:41
ผู้ชม 117 คน

'ไตรรัตน์'แจง 3 ประเด็น 'นพ.สรณ'ยังทำหน้าที่ประธาน กสทช. ย้ำต้องรอโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งก่อน ยกคำพิพากษศาลปกครองสูงสุด-ความเห็นกฤษฎีกาเทียบเคียง

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ว่าจากกรณที่คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) มีคำวินิจฉัยที่ 1/2559 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติการเป็น กสทช.ตั้งแต่แรก แม้ศาลปกครองสูงสุดจะรับคำฟ้องของนพ.สรณ ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็ไม่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว ดังนั้นนพ.สรณ ต้องหยุดปฏบัติหน้าที่ทันทีหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช.มีคำวินิจฉัยดังกล่าว และหลายฝ่ายเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช.จัดประชุม กสทช.ที่เหลือ 6 คนเพื่อพิจารณาวาระต่างๆ ที่ค้างอยู่ถึง 148 เรื่องนั้น


รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.ทำหนังสือชี้แจงเรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กสทช. กรณีภายหลังมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2559 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า สำนักงาน กสทช. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาจำนวน 3 ประเด็น และในแต่ละประเด็นขอเรียน ดังนี้


ประเด็นที่หนึ่ง ผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ทำให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. แล้วหรือไม่
  เห็นว่า เมื่อพิจารณามาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนั้นจะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และให้นำความในมาตรา 16 วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม”


จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า เมื่อมีกรณีที่บุคคลใดได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. และบุคคลนั้นยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) และยังไม่ได้แสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาว่าตนได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิจากการได้รับการคัดเลือกและให้ดำเนินการสรรหาใหม่ กรณีการสละสิทธิตามมาตรา 18 จึงต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งเท่านั้น


เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 กรณีการพ้นจากตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งรวมถึงประธาน กสทช. จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 20 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งบัญญัติเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่ง นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระไว้ ซึ่งกรณีการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 (5) โดยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 8 นั้น มาตรา 20 วรรคสองได้บัญญัติให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง โดยพระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่มีกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี


นอกจากนี้ หากพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีการลาออกหรือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่กฎหมายได้บัญญัติให้ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการฯ ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อบ.551-552/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อบ.213-214/2567 เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยวินิจฉัยว่า “หากการลาออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การแสดงเจตนาขอลาออกจากราชการเพียงประการเดียวไม่มีผลทำให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นต้องพ้นจากการเป็นข้าราชการไปโดยทันที ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ออกจากราชการ การลาออกจากราชการจะมีผลให้ข้าราชการออกจากราชการได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนและวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไว้”


นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ ปรากฏตามบันทึก เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ (เรื่องเสร็จที่ 644/2534) ซึ่งได้พิจารณาข้อหารือของคณะรัฐมนตรีแล้วเห็นว่า “แม้ว่า ก.ต. จะมีมติเห็นชอบให้โอนปลัดกระทรวงฯ ไปเป็นข้าราชการตุลาการแล้วก็ตาม การดำเนินการโอนปลัดกระทรวงดังกล่าวก็ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ ในเรื่องนี้ปรากฏว่ายังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ปลัดกระทรวงฯ ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการ ที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า ปลัดกระทรวงฯ ยังไม่ได้พ้นจากความเป็นปลัดกระทรวงฯ แต่อย่างใด และยังไม่เป็นข้าราชการตุลาการ”


ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ไม่มีผลทำให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ เป็นไปตามนัยมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ประกอบกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวข้างต้น

ประเด็นที่สอง ในระหว่างที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หรือไม่


เห็นว่า ในการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นจะต้องมีกฎหมายกำหนดเหตุแห่งการหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ หรือกำหนดให้บุคคลหรือองค์กรใดมีอำนาจในการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และได้รับคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น เช่น มาตรา 82 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่า “เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง"

หรือมาตรา 81 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับฟ้องตามมาตรา 77 ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้ต้องคำพิพากษาพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้”


ดังนั้น เมื่อพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือกฎหมายใดไม่ได้มีบทบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีที่คณะกรรมการสรรหา กสทช.ได้มีคำวินิจฉัยฯ ในกรณีดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับเมื่อได้ให้ความเห็นในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า ผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรม กสทช.ยังไม่มีผลทำให้ศาตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ บุญใบชัยพฤกษ์ จึงไม่อาจหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้


ประเด็นที่สาม ในระหว่างที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. สำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการตามมาตรา 20 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อย่างไร


เห็นว่า ตามมาตรา 20 วรรคหก แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ บัญญัติให้เมื่อมีเหตุกรรมการพ้นจากตำแหน่ง ให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุดังกล่าว เพื่อให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเริ่มดำเนินการจัดให้มีการเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง และเมื่อได้ให้ความเห็นในประเด็นที่หนึ่งแล้ว ผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการสรรหา กสทช.ยังไม่มีผลทำให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. สำนักงาน กสทช. จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการใดที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหก ดังกล่าวมาอย่างใด

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช.สนธิผู้ว่าฯกระบี่ตรวจอ่าวนางพบรุกป่า-ออกโฉนดผิด กม.สูญ 1.8 พันล.
ป.ป.ช.สนธิผู้ว่าฯกระบี่ตรวจอ่าวนางพบรุกป่า-ออกโฉนดผิด กม.สูญ 1.8 พันล.