วันก่อนผมเขียนว่า ณ เวลานี้ โลกเรามาถึงจุดที่การผูกขาดหรือชี้นำทางความคิด ทางทฤษฎี-ภูมิปัญญาของโลกทั้งมวล โดยเครือข่ายแวดวงวิชาการ หรือสถาบัน หรือชาติอำนาจตะวันตก นั้นสิ้นสุดลงแล้ว นำมาสู่การเขียนในวันนี้ คือถ้าเรายังคงติดอยู่ในกับดักที่"ตามตะวันตก" เหมือนงมงาย ไม่ลืมหูลืมตากับเทรนด์ใหม่ ก็ย่อมเชื่อว่าอุดมศึกษานั้นมีกำเนิดในตะวันตก เป็นผลิตผลหรือนวัตกรรมของฝรั่ง ดังนั้น หลักการ ปทัสถานกฏเกณฑ์ กติกาก็ยังต้องยึดเอาตะวันตกเป็นสรณะต่อไป ไม่กล้าออกนอกกรอบตะวันตก ทั้งที่ตะวันตกนั้นกำลังช้าลง อ่อนแอลงและไปผิดทิศผิดทาง
เรานั้นเชื่อตามหนังสือและงานวิจัยของฝรั่ง มานานว่า เริ่มเดิมที มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกอยู่ที่เมืองโบโลญญา ปารีส หรือ ออกซฟอร์ด เป็นต้น เมื่อประมาณหนึ่งพันปีมาแล้ว
เรามองว่า ตะวันตกอันมีอังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา เป็นผู้นำหน้าเป็นครูของเรา เป็นศูนย์กลางอารยธรรมสมัยใหม่มานาน แต่วันนี้หากลองถอดแว่นตะวันตกออก จะพบว่าเรื่องเล่านี้เปรียบได้กับการขโมยประวัติศาสตร์ทางปัญญาครั้งสำคัญ
ไปจากจีน อินเดีย และอิสลาม โดยแท้
มหาวิทยาลัยความจริงไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ของยุโรป หากเรามอง “มหาวิทยาลัย” ในความหมายของสถาบันที่มีการเรียนการสอนขั้นสูง มีคณาจารย์ มีหลักสูตรหลากหลาย มีการสอบประเมินเพื่อรับรองคุณวุฒิ และเป็นที่พำนักรวมตัวของนักวิชาการรวมทั้งที่มาจากต่างแดน จะพบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในซีกส่วนโลกอื่นก่อนยุโรปหลายศตวรรษ
อินเดีย: ศูนย์ศึกษาพุทธศาสนา นาลันทานั้น อุบัติ ขึ้นก่อนมหาวิทยาลัยใดๆที่เก่าแสนเก่าในยุโรปห้าหกร้อยปี นาลันทาตั้งขึ้นมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 คือมหาวิทยาลัยในทุกมิติ มีการสอบเข้า การพำนักประจำ มีนักศึกษาและอาจารย์นับพันจากทั่วเอเชีย และมีหลักสูตรคลุมทั้งตรรกศาสตร์ ไวยากรณ์ แพทยศาสตร์ และปรัชญา
อินเดียโบราณนั้นยังมีสำนักตักศิลาที่เก่ากว่านาลันทาอีกหลายร้อยปี ด้วยซ้ำ ดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกันอีก
สอนทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับพราหมณ์และพุทธรวมทั้งเป็นแหล่งค้นคว้าและพัฒนาภาษาสันสกฤตให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา
โลกอิสลาม: อัลอัซฮัรในไคโร ก่อตั้งในปี ค.ศ. 970 และอัลกอรอวียีนในเมืองเฟส ประเทศโมร็อกโก (ค.ศ. 859) คือสถาบันอุดมศึกษาที่มีอาคารถาวร ห้องสมุด และระบบอาจารย์ที่ได้รับค่าจ้างเพื่อสอนวิชากฎหมาย เทววิทยา การแพทย์ และดาราศาสตร์ ระบบ “มัดราซะฮ์” (madrasa) นี้เองที่ใช้วิธีการมอบประกาศนียบัตร (ijāzah) เพื่อรับรองว่าผู้เรียนได้รับความรู้จากครูโดยตรง ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากการให้ปริญญาในปัจจุบัน
จีน: จีนมี สำนักศึกษาไท่เสวีย (Imperial Academy) มาตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น (ตั้งแต่ร้อย สองร้อยปี ก่อนคริสตกาล เก่าแก่กว่ามหาวิทยาลัยแห่งแรกของยุโรปนับพันปี ทั้งนี้ เพื่อเตรียมคนเข้ารับราชการ ผ่านการสอบคัดเลือก ต่อมาจีนยังมี “ซูเอวี้ยน” (Shuyuan) หรือบัณฑิตยสถาน เช่นสำนัก เยว่ลู่ (ก่อตั้ง ค.ศ. 976) ที่รวมการสอน การค้นคว้าวิจัย และการห้องสมุดไว้ด้วยกัน
แล้ว โบโลญญา ปารีส ออกซฟอร์ด ที่ยุโรปคืออะไร? คำตอบคือ มันคือมหาวิทยาลัยรูปแบบเฉพาะของยุโรปที่พัฒนามา “ทีหลัง” โดยเน้นสถานะทางกฎหมายในฐานะที่เป็นสมาคมวิชาชีพ (guild) ของครูหรือผู้เรียน มีอิสระจากรัฐพอควร ซึ่งสามารถประสาทปริญญาได้อย่างเป็นทางการ และนี่คือรูปแบบองค์กรที่เข้มแข็งรูปแบบหนึ่ง ผมยอมรับ แต่นั่นย่อมไม่ใช่จุดเริ่มต้นจุดเดียวของอุดมศึกษาของโลก
ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังชี้ว่า ระบบวิทยาลัยที่นักศึกษาต้องพำนักด้วย (residential college) ซึ่งเป็นหัวใจของออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์นั้น ก็มีแนวโน้มสูงที่จะได้รับตัวอย่างหรืออิทธิพลจากระบบ “วักฟ์” (มูลนิธิทรัพย์สินเพื่อการกุศล) ในโลกอิสลาม ที่ใช้สร้างและบำรุงมัดราซะฮ์ ที่มีรูปแบบเป็นอาคารเรียนที่มีหอพัก อาจารย์ร่วมกัน และยังมีกองทุนอิสระสนับสนุนเลี้ยงดู อาจารย์และส่งเสริมวิชาการ residential colleges จึงเกิดจากการหยิบยืมหรือแลกเปลี่ยน ขอตัวอย่างจากวัฒนธรรมอื่นๆด้วย ไม่ใช่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเองในยุโรปเสมอไป
เรื่องเล่าที่ว่ามหาวิทยาลัยโบโลญญา หรือปารีส หรือ ออกซฟอร์ด คือ มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก จึงถูกสร้างขึ้นด้วยการจำกัดความอย่างคับแคบ ยึดเอานิยามทางกฎหมายแบบยุโรปเป็นไม้บรรทัด แล้วใช้ไม้บรรทัดนั้นวัดคนอื่นให้ “ไม่เข้าเกณฑ์” และ "ไม่ทันสมัย" ทั้งที่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เราเรียกว่ามหาวิทยาลัยนั้น ที่จริงคือสมบัติร่วมของยูเรเชีย--ยุโรปและเอเชีย--ที่สั่งสมและส่งต่อกันมานับพันปี
การบอกว่าตะวันตกเป็นผู้ “ประดิษฐ์” คิดสร้าง มหาวิทยาลัยให้แก่โลก จึงเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริง มันคือการหักลบเครดิตจากนาลันทา อัลอัซฮัร และเยว่ลู่ อย่างเงียบ ๆ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะคืนประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องกว่าสู่โลกทั้งใบ และรับรู้กันว่าสถาบันอุดมศึกษาแห่งมนุษยชาตินั้นมีกำเนิดจากปัญญาร่วมกัน ของเอเชียและยุโรปไม่ใช่ของผู้ใดผู้เดียว
แน่นอน บทสรุปคือเราไม่จำเป็นจะต้องเลิกเรียนรู้จากฝรั่ง แต่ต้องกล้าสร้างความรู้จากขนบและความคิดหรือประสบการณ์แบบไทย หรือแบบอื่นใดที่ไม่ใช่ตะวันตกเพียงอย่างเดียวด้วย จะต้องออกจากกรอบ ปัญญา วิชาการ กรอบอุดมศึกษา กรอบการวิจัยและนวัตกรรม ที่มีเพียงตะวันตกเป็นอุดมคติ เป็นมาตร เป็นเกณฑ์ เป็นเข็มทิศ เท่านั้น ไม่มากก็น้อย แต่ใจผมนั้นคิดว่าต้องออกมาไม่น้อย เพื่อเราจะตามหรือร่วมนำโลกที่กำลังแตกแยกปั่นป่วน ขับเคี่ยว ทำสงคราม จัดกำลังใหม่ จัดขั้วใหม่ ให้ทันกาล




