News Logo
หน้าแรก
ยุทธศาสตร์ ‘เพื่อนทุกขั้ว ศัตรูไม่มี’ในสมรภูมิชิงระเบียบโลก

ยุทธศาสตร์ ‘เพื่อนทุกขั้ว ศัตรูไม่มี’ในสมรภูมิชิงระเบียบโลก

27 พ.ค. 2569 12:01
ผู้ชม 5 คน

สงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุซ้ำซาก สงครามการค้าและเทคโนโลยีที่ดุเดือด และการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เขย่าพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ "ข่าวต่างประเทศ" อีกต่อไป มันคือแรงสั่นสะเทือนที่มากระทบราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท และค่าครองชีพของคนไทยทุกวัน

ภายใต้ความโกลาหลนั้น มีสมรภูมิที่ลึกซึ้งกว่ากำลังดำเนินอยู่ นั่นคือ "สงครามทางความคิด" ว่าโลกควรถูกจัดระเบียบอย่างไร และใครเป็นคนกำหนดกติกา

แต่นี่ไม่ใช่สงครามที่ไทยจำเป็นต้องเข้าข้างใคร นี่คือสมรภูมิที่เราต้องเรียนรู้ที่จะ "อยู่รอดโดยไม่ต้องรบ" และเปลี่ยนผู้เล่นทุกฝ่ายให้เป็นมิตรของเราทั้งหมด

---

ระเบียบโลกที่กำลังสั่นคลอน

ปรากฏการณ์ทรัมป์: เมื่อมหาอำนาจผู้สร้างกติกา ประกาศว่ากติกาคือภาระ

นี่คือจุดสำคัญที่คนไทยต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง เขาคือสัญญาณว่าระเบียบโลกที่สหรัฐอเมริกาลงทุนสร้างมาแปดสิบปี กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจาก ภายใน ประเทศผู้สร้างมันขึ้นมาเอง

ทรัมป์ถามคำถามที่ชาวอเมริกันหลายล้านคนรู้สึกอยู่ในใจ: "ทำไมเราต้องแบกภาระทางการทหารปกป้องยุโรปที่ร่ำรวย" "ทำไมข้อตกลงการค้าที่เราเป็นคนร่าง กลับทำให้คนอื่นได้เปรียบเรา" "ทำไมสถาบันระหว่างประเทศที่เราเป็นคนตั้ง กลับไม่เคยทำตามที่เราต้องการ"

นี่คือการกบฏจากภายในหัวใจของจักรวรรดิ

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่คำพูดของทรัมป์ แต่มันคือการที่เขา ไม่ได้เสนอระเบียบโลกใหม่ที่ดีกว่า เขาเสนอเพียง "ระเบียบแห่งดีล" ที่ทุกอย่างมีราคาและหมดอายุได้เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน พันธมิตรเมื่อวานคือลูกค้าวันนี้ ความน่าเชื่อถือที่สะสมมาหลายทศวรรษถูกแทนที่ด้วยตรรกะ "วันนี้จ่าย วันนี้รับของ"

สำหรับไทย นี่คือสัญญาณอันตรายชัดเจนว่า เราไม่สามารถฝากชะตากรรมไว้กับมหาอำนาจใดเพียงหนึ่งเดียวได้อีกต่อไป

จีน: ผู้เสนอวิสัยทัศน์แห่งการพัฒนาและโลกหลายอารยธรรม

จีนไม่ได้กำลัง "คุกคาม" ระเบียบโลกตามที่สื่อตะวันตกมักวาดภาพ จีนกำลังเสนอ วิสัยทัศน์ที่แตกต่าง และมีเสน่ห์อย่างลึกซึ้งสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย

จีนบอกกับโลกว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ใช่สูตรสำเร็จเดียวของมนุษยชาติ โลกสามารถมีหลายระบบการเมือง หลายอารยธรรม และหลายเส้นทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ สิ่งที่จีนนำเสนอผ่านข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) คือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องการจริงๆ: ถนน รถไฟ ท่าเรือ สะพาน พลังงาน และการเชื่อมต่อ

จีนยังย้ำหลักการ "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" และ "เคารพอธิปไตยของรัฐ" อย่างหนักแน่น หลักการนี้อาจฟังดูเหมือนวาทกรรมสำหรับหูตะวันตก แต่มันคือเกราะคุ้มกันอันมีค่าสำหรับประเทศเล็กทั้งหลายที่เคยถูกรุกรานอธิปไตยภายใต้ข้ออ้างสวยหรูมานับครั้งไม่ถ้วน

สำหรับไทย จีนคือมหาอำนาจที่อยู่ใกล้เราที่สุด เป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเรา และเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่จับต้องได้ เราจึงควรมองจีนในฐานะ "เพื่อนบ้านผู้ร่วมสร้าง" ไม่ใช่ภัยคุกคามที่ต้องหวาดระแวง

รัสเซีย: ผู้ยืนหยัดเพื่อโลกหลายขั้วและความสมดุลแห่งอำนาจ

รัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน มักถูกนำเสนอในภาพของผู้ร้ายในโลกตะวันตก แต่หากเรามองด้วยสายตาที่เป็นกลางและเข้าใจประวัติศาสตร์ เราจะเห็นอีกมิติหนึ่ง

หลังสิ้นสุดสงครามเย็น รัสเซียถูกปฏิบัติเสมือนผู้พ่ายแพ้ทั้งที่พวกเขาเลือกเดินออกจากระบบเดิมด้วยตัวเอง นาโตขยายเข้ามาประชิดพรมแดนรัสเซียทั้งที่มีคำมั่นว่าจะไม่เกิดขึ้น เสียงของมอสโกในเวทีโลกถูกลดทอนและเพิกเฉยมาโดยตลอด

สิ่งที่รัสเซียทำในวันนี้ จากมุมมองของพวกเขาเอง ไม่ใช่การรุกราน แต่คือการยืนหยัดเพื่อ "โลกหลายขั้วอย่างแท้จริง" คือการประกาศว่ายูเรเซียไม่ได้มีไว้ให้มหาอำนาจเดียวกุมชะตา คือการบอกว่าประเทศที่มีอารยธรรมยิ่งใหญ่และประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างรัสเซียสมควรได้รับความเคารพในฐานะขั้วอำนาจหนึ่งของโลก

รัสเซียยังเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และเทคโนโลยีทางทหารที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของโลก ในการเจรจาระหว่างประเทศ รัสเซียมักยืนอยู่ข้างประเทศกำลังพัฒนาและแสดงจุดยืนคัดค้านการครอบงำของมหาอำนาจเดี่ยว

สำหรับไทย รัสเซียคือประเทศที่เราไม่เคยมีประวัติความขัดแย้ง เป็นตลาดการท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็นผู้เล่นด้านพลังงานที่เราสามารถสร้างความร่วมมือที่สร้างสรรค์ได้

---

ยุทธศาสตร์ไทย: โอบล้อมด้วยมิตร ดีกว่าสังหารด้วยศึก

นี่คือหัวใจของบทความนี้

ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยกับดักและความไม่แน่นอน "การเลือกข้าง" คือการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น แต่การไม่เลือกแบบไร้จุดยืนก็คือการยอมให้มหาอำนาจมากำหนดชะตาเรา

ทางเลือกที่สามคืออะไร

คำตอบคือ: "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร"

เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะใครเลย เราเพียงต้อง "อยู่รอดและรุ่งเรืองโดยไม่ต้องรบ" และในโลกที่วุ่นวายนี้ ผู้ที่จะยืนหยัดได้อย่างสง่างามที่สุดคือผู้ที่มีมิตรมากที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่มีอาวุธร้ายแรงที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถเปลี่ยนศัตรูที่อาจเป็นได้ให้กลายเป็นมิตรได้ทั้งหมด

หลักการของเรา: หกเสาหลักแห่งการทูตแบบไทย

หนึ่ง: เป็นมิตรกับทุกขั้วให้มากที่สุด

เราไม่ต้องตัดสินใจว่าอเมริกาหรือจีนดีกว่ากัน เราจะเป็นมิตรกับทั้งคู่ เราจะเป็นมิตรกับรัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา และทุกประเทศที่ต้องการสันติภาพและการค้าขาย

สำหรับประเทศไทย ไม่มีประเทศใดเป็น "ภัยคุกคาม" มีแต่ "มิตรที่เรายังไม่ได้ทำความรู้จัก"

สอง: คบมิตรใหม่ ไม่ทิ้งมิตรเก่า

อย่าคิดว่าเมื่อจีนใหญ่ขึ้นเราต้องหันหลังให้อเมริกา หรือเมื่ออเมริกาผันผวนเราต้องวิ่งเข้าหาจีนเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม เราจะเดินหน้าสร้างความตกลงทางการค้าเสรีกับทุกประเทศที่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร CPTPP สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียของรัสเซีย หรือกลุ่ม BRICS

สาม: ฟื้นศัตรูมาเป็นมิตร

นี่คือศิลปะการทูตขั้นสูงสุด ประเทศที่เคยมีความเห็นต่างกับเรา หรือมีประวัติความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนัก เราต้องใช้ความอดทนและความนุ่มนวลเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นมิตร ศัตรูในวันนี้คือมิตรในวันหน้าได้เสมอ ตราบใดที่เราไม่เผาสะพานทิ้ง

สี่: หลีกเลี่ยงการเป็นพันธมิตรทางการทหารในทุกกรณี

นี่คือภูมิปัญญาที่เราต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัด ไทยไม่จำเป็นต้องเป็น "แนวหน้า" ให้ใคร ไม่จำเป็นต้องส่งทหารไปรบในสงครามของมหาอำนาจ พันธมิตรทางการทหารคือการผูกมัดโชคชะตาเราไว้กับสงครามของผู้อื่น

ความมั่นคงของไทยไม่ควรมาจากการมีฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินเรา แต่มันควรมาจากการ ไม่มีใครอยากทำร้ายเราเลยต่างหาก

เราไม่ต้องมีฐานทัพอเมริกันเพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นมิตรกับอเมริกา เราไม่ต้องซ้อมรบกับจีนเพื่อให้จีนไว้ใจเรา เราแค่ต้องเป็นมิตรกับทุกคนจนไม่มีใครรู้สึกว่าจำเป็นต้องเป็นศัตรูกับเรา

ห้า: หลายมิตร คลุมเครืออย่างมีปัญญา

คำว่า "คลุมเครือ" ทางการทูตไม่ใช่การไม่มีจุดยืน แต่มันคือ การมีจุดยืนว่าเราจะไม่เป็นศัตรูกับใคร

· ถ้ามีคนถามว่าเราเชียร์ใครในความขัดแย้งระหว่างประเทศ เราตอบว่า เราเชียร์สันติภาพ เราเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และเราพร้อมเป็นคนกลาง

· ถ้ามีคนถามว่าเราเลือกจีนหรืออเมริกา เราตอบว่า เราเลือกประเทศไทย และประเทศไทยเป็นเพื่อนกับทุกคน

· ถ้ามีคนถามว่าเราอยู่ขั้วไหน เราตอบว่า เราไม่ได้อยู่ขั้วไหนเลย เราอยู่ในโลกทั้งใบ และโลกทั้งใบคือบ้านของเรา

นี่คือภูมิปัญญาตะวันออกที่สอนกันมาหลายพันปีว่า ต้นอ้อที่ลู่ตามลมย่อมไม่หักโค่น แต่ต้นโอ๊กที่แข็งขืนต้านพายุย่อมโค่นล้มลง

หก: ทันยุคสงครามไฮเทค เสริมกำลังป้องปรามแบบอสมมาตร

การที่เราจะเป็นมิตรกับทุกคนได้อย่างสง่างาม เราต้องไม่ใช่ผู้อ่อนแอที่ใครจะรังแกเมื่อใดก็ได้ตามอำเภอใจ

โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว สงครามไม่จำเป็นต้องใช้เรือบรรทุกเครื่องบินราคาเป็นแสนล้าน หรือกองทัพทหารนับล้านอีกต่อไป สิ่งที่สมรภูมิยูเครนและตะวันออกกลางกำลังสอนเราคือ "สงครามไฮเทคราคาไม่แพง" กำลังปฏิวัติโฉมหน้าการทหารของโลก

โดรน ซึ่งมีราคาถูกกว่ารถหรูหนึ่งคัน สามารถทำลายรถถังซึ่งมีราคาเท่ากับตึกหนึ่งหลังได้ มิสไซล์นำวิถี ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีซึ่งเข้าถึงได้มากขึ้นเรื่อยๆ สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจในสนามรบได้ในพริบตา

นี่คือ "ยุทธศาสตร์อสมมาตร" ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล ไม่ต้องซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ราคาแพงเวอร์จากมหาอำนาจ ไม่ต้องสร้างกองทัพให้ใหญ่โตเทียบเท่าใคร

สิ่งที่เราต้องมีคือกองทัพที่กะทัดรัด แต่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่เราจัดการได้

· ลงทุนใน โดรนรบและโดรนจารกรรม ที่สามารถผลิตเองหรือร่วมพัฒนาในภูมิภาค

· สร้างขีดความสามารถด้าน มิสไซล์ป้องกันภัย และ อาวุธปล่อยนำวิถีแม่นยำสูง ที่มีไว้เพื่อป้องปราม ไม่ใช่เพื่อรุกรานใคร

· พัฒนาระบบ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และ ไซเบอร์ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อไปรบกับใคร แต่มีไว้เพื่อส่งสารให้ชัดเจนว่า "ถ้าจะมีใครคิดลงมือกับเราโดยไม่เจ็บตัว นั่นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว"

เราไม่ต้องเป็นเสือที่ไล่ล่าใคร แต่เราต้องเป็นเม่นที่มีหนามแหลมคมพอตัว จนไม่มีใครคิดจะเขมือบเราเป็นอาหาร

แนวทางเช่นนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับงบประมาณของประเทศขนาดกลางอย่างเรา และยังช่วยลดการพึ่งพาการซื้ออาวุธจากมหาอำนาจที่มักมีเงื่อนไขทางการเมืองพ่วงท้าย

เราจะผูกมิตรกับทุกคน และในขณะเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะปกป้องตัวเองด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ราคาไม่แพง แต่ทรงพลังพอที่จะทำให้ผู้คิดร้ายต้องชะงัก

นี่คือไม้บรรทัดที่อ่อนแต่ไม่หัก ที่เสริมด้วยเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น

---

บทสรุป: ชัยชนะที่แท้จริงคือการไม่มีสงคราม

ทรัมป์จะอยู่หรือไป ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกาจะลงเอยอย่างไร ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนได้

แต่สิ่งที่เราทำได้แน่ๆ คือการสร้างความมั่นคงของไทยบนฐานของ "เครือข่ายมิตรภาพอันกว้างขวาง" เสริมด้วย "ความสามารถในการป้องปรามแบบอสมมาตร" ไม่ใช่บนฐานของอาวุธราคาแพงลิ่วหรือพันธมิตรทางทหารที่ผูกมัด

· จีนคือเพื่อนบ้านผู้ร่วมพัฒนา และประตูสู่ความเจริญของภูมิภาค

· รัสเซียคือมหาอำนาจผู้ยืนหยัดเพื่อโลกที่สมดุล และหุ้นส่วนพลังงานที่เราให้คุณค่า

· อเมริกาคือมิตรเก่าแก่ ที่เรายังคงรักษาความสัมพันธ์

· โลกทั้งใบคือโอกาส ไม่มีประเทศใดที่เราจำเป็นต้องทำให้เป็นศัตรู

· และเราพร้อมจะปกป้องตนเอง ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยในราคาที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

เราจะไม่เอาชนะใครด้วยกำลัง เราจะไม่ชนะสงครามใดๆ เลย

เราจะชนะด้วยการไม่มีสงครามต่างหาก

ในกระดานหมากรุกที่มหาอำนาจเล่นกัน ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยไม่ใช่การครอบครองดินแดนใด หรือการได้เป็นมหาอำนาจ

ชัยชนะของเราคือการเป็นประเทศที่ทุกขั้วอำนาจอยากเป็นมิตรด้วย ไม่มีใครมองว่าเราเป็นศัตรู และไม่มีใครกล้าคิดว่าเราคือเหยื่อที่อ่อนแอ

นี่คือเส้นทางของ "ไม้อ่อนที่ย่อมไม่หัก" อย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้นำด้วย
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้นำด้วย