การเสนอร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้สังคมต้องกลับมาพิจารณาว่า การออกแบบระบบการเงินของสื่อสาธารณะเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระในการทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างไร
ประเด็นนี้ควรได้รับการพิจารณามากกว่าคำถามว่าไทยพีบีเอสควรได้รับเงินจากแหล่งใด เพราะแหล่งรายได้สัมพันธ์กับความมั่นคงในการดำเนินงานและความสามารถในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ หากสื่อที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต้องพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณรายปี สังคมย่อมต้องถามว่า จะมีหลักประกันใดป้องกันไม่ให้การจัดสรรงบประมาณกลายเป็นแรงกดดันต่อการทำงานของกองบรรณาธิการ ขณะเดียวกัน การมีหลักประกันความเป็นอิสระก็ต้องดำเนินควบคู่กับความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบในการใช้เงินสาธารณะ
การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการปรับแหล่งรายได้ขององค์กรหนึ่ง แต่เป็นโอกาสให้สังคมทบทวนว่า เราต้องการสื่อสาธารณะที่ทำหน้าที่อย่างไร และควรออกแบบหลักประกันความเป็นอิสระควบคู่กับระบบตรวจสอบอย่างไร คำถามเหล่านี้นำกลับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ทำไมสังคมประชาธิปไตยจึงต้องมีสื่อสาธารณะ
จุดกำเนิดของแนวคิดสื่อสาธารณะ
แนวคิดสื่อสาธารณะมีรากฐานตั้งแต่ยุคแรกของการกระจายเสียงในยุโรป โดยมองว่าการให้ข้อมูล ความรู้ และความบันเทิงเป็นบริการที่ประชาชนควรเข้าถึงอย่างทั่วถึง ตัวอย่างสำคัญคือ BBC ซึ่งมีสถานะเป็นบรรษัทสาธารณะตั้งแต่ ค.ศ. 1927 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังสงคราม บทเรียนจากการใช้สื่อเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการออกแบบระบบสื่อที่เป็นอิสระจากอำนาจทางการเมืองและรับผิดชอบต่อประชาชน
การสิ้นสุดของสงครามทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า สื่อควรมีบทบาทอย่างไรในสังคมประชาธิปไตย และจะทำอย่างไรให้สื่อไม่กลายเป็นเครื่องมือของรัฐหรือกลุ่มอำนาจทางการเมืองอีก
ในบริบทของการฟื้นฟูประชาธิปไตยหลังสงคราม สื่อกระจายเสียงจึงได้รับการพัฒนาให้มีภารกิจที่กว้างกว่าการนำเสนอข่าวหรือความบันเทิง แต่รวมถึงการให้ความรู้ การส่งเสริมวัฒนธรรม การนำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย และการสร้างพื้นที่สำหรับการอภิปรายเรื่องที่มีความสำคัญต่อสังคม
ระบบการกระจายเสียงเพื่อบริการสาธารณะ หรือ Public Service Broadcasting (PSB) มีหลักคิดสำคัญว่า การสื่อสารมวลชนควรรับใช้ประชาชนโดยรวม ไม่ใช่รับใช้รัฐบาลหรือมุ่งตอบสนองตลาดเพียงอย่างเดียว
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง
สื่อสาธารณะเกิดขึ้นจากคำถามว่า
เมื่อสื่อมีอิทธิพลต่อความคิดและการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างมาก
สังคมควรปล่อยให้การทำงานของสื่อถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐหรือกลไกตลาดเพียงสองด้านหรือไม่
จากบทเรียนสงคราม สู่ความจำเป็นของสื่อที่เป็นอิสระ
สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า การควบคุมข้อมูลข่าวสารสามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เมื่อรัฐสามารถควบคุมช่องทางการสื่อสารเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนย่อมมีโอกาสน้อยลงที่จะได้รับข้อมูลจากมุมมองอื่น และยากที่จะตรวจสอบสิ่งที่ผู้มีอำนาจกำลังดำเนินการ
บทเรียนดังกล่าวทำให้การออกแบบระบบสื่อหลังสงครามให้ความสำคัญกับ ความเป็นอิสระของสื่อ และการมีสถาบันสื่อที่ทำหน้าที่ต่อสาธารณะ
บทเรียนนี้ตอกย้ำหลักคิดสำคัญว่า การมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐไม่ได้หมายความว่าสื่อสาธารณะต้องเป็นสื่อของรัฐบาล แต่ต้องมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่และมีพันธกิจต่อประชาชน
แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสื่อสาธารณะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ก็อาจย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดียวกับที่แนวคิดสื่อสาธารณะพยายามป้องกัน นั่นคือการใช้สื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับผู้มีอำนาจแทนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจ
จากพฤษภาทมิฬสู่สื่อสาธารณะไทย

สำหรับประเทศไทย ข้อเรียกร้องให้มีสื่อที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐมีจุดเปลี่ยนสำคัญจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 การนำเสนอข่าวของสื่อโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐในขณะนั้นถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทั้งเรื่องการจำกัดข้อมูลและการนำเสนอที่ไม่สะท้อนเหตุการณ์อย่างรอบด้าน ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมเห็นว่า เมื่อผู้มีอำนาจควบคุมช่องทางข่าวสาร ประชาชนย่อมเสียโอกาสในการรับรู้ข้อเท็จจริงและตรวจสอบการใช้อำนาจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญต่อชีวิตและสิทธิของผู้คน
หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จึงเกิดแรงผลักดันให้ปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์ และเปิดพื้นที่ให้มีโทรทัศน์ที่เป็นอิสระจากรัฐบาล หนึ่งในผลที่ตามมาคือการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเริ่มออกอากาศใน พ.ศ. 2539 ภายใต้แนวคิด “ทีวีเสรี” อย่างไรก็ตาม ไอทีวีดำเนินงานในรูปแบบธุรกิจเอกชน มิใช่องค์การสื่อสาธารณะตามรูปแบบของไทยพีบีเอส การเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการจึงเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบสื่อ แต่ยังมีคำถามต่อไปว่า จะคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อจากทั้งอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างไร
การผลักดันโดยองค์กรวิชาชีพสื่อและภาคส่วนต่าง ๆ ดำเนินต่อมา จนประเทศไทยมีองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551 ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ในฐานะองค์การสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร การก่อตั้งไทยพีบีเอสจึงเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของความพยายามสร้างสื่อที่ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก โดยมีโครงสร้างการกำกับดูแลและแหล่งรายได้ตามกฎหมายเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว
เมื่อมองผ่านประวัติศาสตร์นี้ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะจึงมีความหมายต่อสิทธิในการรับรู้ของประชาชนโดยตรง บทเรียนพฤษภาทมิฬเตือนให้เห็นว่า การมีสถานีโทรทัศน์หลายช่องไม่ได้รับประกันว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน หากช่องทางเหล่านั้นยังถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจ
การพิจารณาเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสในวันนี้จึงควรถามด้วยว่า ระบบใหม่จะรักษาหลักประกันให้สื่อสามารถรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบผู้จัดสรรงบประมาณได้อย่างไร เพื่อให้การปฏิรูปช่วยเสริมความรับผิดชอบต่อประชาชนและคุ้มครองเสรีภาพทางบรรณาธิการไปพร้อมกัน
สื่อสาธารณะไม่ใช่สื่อของรัฐบาล

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ การมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐไม่ได้หมายความว่าสื่อสาธารณะต้องเป็นสื่อของรัฐบาลหรือทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของผู้มีอำนาจ สำหรับไทยพีบีเอส กฎหมายกำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แม้แหล่งเงินทุนและโครงสร้างทางกฎหมายของสื่อสาธารณะจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่หลักสำคัญคือความเป็นอิสระทางบรรณาธิการและความรับผิดชอบต่อประชาชน
สื่อสาธารณะจึงมีหน้าที่รับใช้ “สาธารณะ” ไม่ใช่รับใช้รัฐบาลหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การตรวจสอบนโยบายของรัฐ การนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่สื่อสาธารณะควรทำ
ดังนั้น การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายไทยพีบีเอส ซึ่งเสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงองค์การมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะเรื่องวินัยการเงินการคลัง แต่ต้องถามด้วยว่า “ระบบงบประมาณที่เสนอจะรักษาความเป็นอิสระและพันธกิจเพื่อสาธารณะได้อย่างไร” โดยเฉพาะเมื่อไทยพีบีเอสมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล ซึ่งมีบทบาทในการจัดทำและเสนอจัดสรรงบประมาณ การออกแบบระบบการเงินจึงต้องมีหลักประกันที่ป้องกันไม่ให้การจัดสรรงบประมาณกลายเป็นเครื่องมือกดดันการทำงานของสื่อ
ความมั่นคงทางการเงินยังมีความสำคัญต่อการผลิตเนื้อหาที่ตลาดอาจไม่สามารถสนับสนุนได้อย่างเพียงพอ สื่อเชิงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญ แต่ต้องคำนึงถึงรายได้ ผู้ชม และการแข่งขัน เนื้อหาที่มีต้นทุนสูงหรือมีผู้ชมเฉพาะกลุ่ม เช่น ข่าวเชิงสืบสวน รายการเพื่อเด็ก เนื้อหาด้านการศึกษา รายการสำหรับคนพิการ และเรื่องราวของชุมชนขนาดเล็ก จึงอาจไม่ได้รับการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีคุณค่าต่อสังคม สื่อสาธารณะมีภารกิจเติมเต็มพื้นที่เหล่านี้ โดยให้ความสำคัญกับคำถามว่า “ประชาชนจำเป็นต้องได้รับข้อมูลและเนื้อหาอะไร” และต้องมีทรัพยากรที่เพียงพอและคาดการณ์ได้เพื่อดำเนินภารกิจดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การมีหลักประกันทางการเงินไม่ได้หมายความว่าสื่อสาธารณะจะอยู่เหนือการตรวจสอบ ไทยพีบีเอสต้องอธิบายได้ว่าใช้เงินสาธารณะอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร การพิจารณาร่างกฎหมายจึงควรมุ่งสร้างระบบที่รักษาวินัยการเงินการคลังควบคู่กับความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ โดยประเมินความคุ้มค่าจากทั้งการใช้ทรัพยากรและผลลัพธ์ต่อสังคม เช่น การเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การเปิดพื้นที่ให้คนหลากหลายกลุ่ม และการตรวจสอบผู้มีอำนาจ เพราะคุณค่าของภารกิจเหล่านี้ไม่อาจวัดได้ด้วยรายได้หรือจำนวนผู้ชมเพียงอย่างเดียว
สื่อสาธารณะกับสิทธิในการรับรู้
ประชาชนมีความจำเป็นต้องรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของรัฐ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การศึกษา สาธารณสุข หรือเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ การมีสื่อที่นำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านและตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างจริงจัง ช่วยให้ประชาชนสามารถแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ
ในยุคที่ทุกคนสามารถเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ ปัญหาไม่ได้มีเพียง “การไม่มีข้อมูล” แต่กลับกลายเป็น “การมีข้อมูลมากเกินไป” จนยากที่จะรู้ว่าอะไรน่าเชื่อถือ สื่อสาธารณะจึงมีบทบาทในการคัดกรอง ตรวจสอบ และอธิบายข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ สื่อสาธารณะยังเป็นพื้นที่สำหรับผู้คนที่อาจไม่ได้รับความสนใจจากตลาด เพราะสังคมไม่ได้ประกอบด้วยคนกลุ่มเดียว แต่มีความหลากหลายทั้งในด้านอายุ อาชีพ ภูมิภาค ฐานะทางเศรษฐกิจ ความสนใจ และวิถีชีวิต
หากการผลิตสื่อขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชมและรายได้เป็นหลัก เนื้อหาของคนกลุ่มเล็กอาจถูกมองข้าม สื่อสาธารณะจึงมีภารกิจสำคัญในการทำให้เสียงของคนที่ไม่ได้มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการตลาดสามารถปรากฏในพื้นที่สาธารณะได้
ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่การให้ “พื้นที่” แต่ยังอยู่ที่การทำให้สังคมมองเห็นความหลากหลายและเข้าใจปัญหาของผู้คนที่แตกต่างจากตนเอง
สื่อสาธารณะต้องถูกตรวจสอบเช่นเดียวกัน
การบอกว่าสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ไม่ได้หมายความว่าสื่อสาธารณะจะถูกต้องเสมอ หรือไม่จำเป็นต้องถูกตั้งคำถาม ในทางตรงกันข้าม ยิ่งสื่อมีภารกิจต่อสาธารณะมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น ทั้งเรื่องความถูกต้องของข่าว ความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ การใช้เงิน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการแก้ไขข้อผิดพลาด
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมี “สื่อสาธารณะ” แต่คือการสร้างสถาบันสื่อที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และในขณะเดียวกันก็มีหลักประกันเพียงพอที่จะทำงานโดยไม่ถูกครอบงำจากรัฐบาล นายทุน หรือกลุ่มผลประโยชน์ใดกลุ่มหนึ่ง ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันเลือกตั้ง แต่ต้องอาศัยประชาชนที่เข้าถึงข้อมูล สามารถติดตาม ตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง
สื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระและมีคุณภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางประชาธิปไตย เพราะช่วยให้พื้นที่สาธารณะมีข้อมูลที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ในการอภิปรายและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของสังคม และนี่เองคือเหตุผลที่เราควรแยก “ปัญหาขององค์กร” ออกจาก “ความจำเป็นของสถาบัน”
การแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพ การบริหาร หรือความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรจึงควรมุ่งปรับปรุงองค์กรให้ตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้น พร้อมรักษาหลักประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ การรักษาวินัยการเงินการคลังและการคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อเป็นโจทย์ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน
ทำไม “วันนี้” เราจึงต้องการสื่อสาธารณะมากขึ้น
ในช่วงเวลาที่สื่อไทยกำลังถูกตั้งคำถามเรื่อง ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง ความเป็นอิสระ และความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ สังคมยิ่งต้องการพื้นที่ที่ประชาชนสามารถคาดหวังมาตรฐานทางวิชาชีพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบได้
โลกดิจิทัลทำให้ข่าวสารเดินทางเร็วขึ้น แต่ความเร็วไม่ได้แปลว่าความจริงจะถูกค้นพบเร็วขึ้นเสมอไป จำนวนผู้ติดตามไม่ได้แปลว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง ยอดการรับชมไม่ได้แปลว่าเนื้อหานั้นมีคุณค่าต่อสังคม และการมีความคิดเห็นจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเรามีข้อเท็จจริงที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ
ในสภาวะเช่นนี้ สังคมจึงต้องการสื่อที่มีภารกิจมากกว่าการแข่งขันเพื่อ “ความสนใจ” ของผู้ชม เราต้องการสื่อที่กล้าที่จะนำเสนอเรื่องที่คนอาจไม่ได้อยากฟัง แต่จำเป็นต้องรู้ ต้องการสื่อที่สามารถตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ โดยไม่ต้องถามก่อนว่าผู้มีอำนาจคนนั้นอยู่ฝ่ายไหน ต้องการสื่อที่สามารถยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง
และต้องการสื่อที่มองประชาชนไม่ใช่เพียงในฐานะ “ผู้ชม” หรือ “ตัวเลขเรตติ้ง” แต่ในฐานะ พลเมืองที่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลที่มีคุณภาพ
แล้วเราต้องการสื่อสาธารณะไปเพื่ออะไร
ท้ายที่สุด คำถามว่า “ทำไมต้องมีสื่อสาธารณะ” จึงอาจไม่ได้มีคำตอบเพียงว่าเพื่อผลิตข่าวหรือรายการเพิ่มเติม แต่คือการถามว่า เราต้องการให้ระบบข้อมูลข่าวสารของสังคมทำงานอย่างไร
หากเราต้องการสังคมที่ข้อมูลสำคัญไม่ถูกกำหนดโดยกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว ต้องการให้เสียงของคนตัวเล็กปรากฏในพื้นที่สาธารณะ และต้องการให้ผู้มีอำนาจสามารถถูกตรวจสอบได้ สื่อสาธารณะก็มีเหตุผลที่จะดำรงอยู่ โดยเฉพาะในวันที่ความน่าเชื่อถือของสื่อถูกตั้งคำถามอย่างหนัก สื่อสาธารณะยิ่งควรทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถคาดหวัง ความถูกต้อง ความเป็นอิสระ ความหลากหลาย และความรับผิดชอบ ได้
ข้อถกเถียงเรื่องร่างกฎหมายจึงควรมุ่งไปที่การออกแบบระบบการเงินและการกำกับดูแลที่ทำให้สื่อสาธารณะรับผิดชอบต่อประชาชนได้จริง ทั้งในด้านความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความเป็นอิสระ โดยมีหลักประกันเพียงพอให้ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ารัฐบาลหรือผู้จัดสรรงบประมาณจะเป็นใคร
ท้ายที่สุด เป้าหมายของสื่อสาธารณะไม่ควรเป็นการบอกประชาชนว่า “ต้องคิดอย่างไร
หากแต่ควรเป็นการทำให้ประชาชนมีข้อมูลมากพอที่จะ “คิดเอง ตั้งคำถามเอง และตัดสินใจด้วยตัวเอง”
เพราะในวันที่เรามีข้อมูลมากกว่าที่เคย แต่กลับไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง
สังคมอาจไม่ได้ต้องการสื่อน้อยลง เราอาจต้องการสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ




