News Logo
หน้าแรก
เมื่อตะวันตกบอกว่า "คนดีไม่ใช่คำตอบ"

เมื่อตะวันตกบอกว่า "คนดีไม่ใช่คำตอบ"

6 มิ.ย. 2569 17:58
ผู้ชม 19 คน

ผมในฐานะผู้ศึกษารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามายาวนาน ได้ยินข้อถกเถียงหนึ่งจากฝ่ายนิยมตะวันตกอยู่เสมอครับ เขาบอกกับเราว่า "การมัวแต่ไปหวังพึ่งคนดีหรือผู้ปกครองที่มีคุณธรรมนั้นเป็นความคิดที่ไร้เดียงสา เป็นสูตรที่ไม่เคยแก้ไขการเมืองให้ดีขึ้นได้จริง สิ่งที่จำเป็นคือสถาบันต่างหาก ไม่ใช่คุณธรรมของปัจเจกบุคคล"

ข้อถกเถียงนี้ฟังดูสมเหตุสมผลเอามาก ๆ ในหูของคนร่ำเรียนมาทางสังคมศาสตร์กระแสหลักครับ เพราะมันตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ระบบที่ดีเท่านั้นที่จะจำกัดความเลวของมนุษย์ได้

แต่ผมอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาพิจารณาข้อโต้แย้งนี้อย่างถึงรากถึงโคน โดยใช้แว่นตาของพุทธปรัชญาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน เพื่อให้เห็นว่าเหตุใดการปฏิเสธ "คนดี" ออกจากสมการการเมืองนั้นไม่เพียงแต่ผิดพลาด แต่มันยังเป็นการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์และสังคมอย่างไม่ครบถ้วน

ข้อกล่าวหาของตะวันตก: "ระบบสำคัญกว่าคน"

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจจุดยืนของฝ่ายที่ผมจะโต้แย้งให้ชัดเจนเสียก่อนนะครับ

เขาบอกว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติสอนให้เรารู้ว่า เราไม่ควรไว้วางใจในความดีงามของใคร ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม หรือผู้นำที่มีบารมี เพราะมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงได้ และอำนาจนั้นมีแนวโน้มจะทำให้คนเสื่อม ดังที่ลอร์ดแอคตันกล่าวไว้

ดังนั้น แทนที่จะตั้งคำถามว่า "ใครควรปกครอง?" เราควรถามว่า "เราจะออกแบบกลไกอย่างไร ให้แม้แต่คนเลวมาปกครองก็สร้างความเสียหายได้น้อยที่สุด?" คำตอบของเขาคือ รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การถ่วงดุลอำนาจ หลักนิติธรรม และตลาดเสรี

ผมไม่ได้ปฏิเสธว่ากลไกเหล่านี้ไม่มีประโยชน์นะครับ แต่พุทธศาสนาเชื่อว่าเราควรมองให้ลึกลงไปกว่าการต่อสู้ระหว่าง "คนดี" กับ "ระบบดี" เพราะการแบ่งแยกเช่นนั้นยังไม่ถึงแก่นของปัญหา

เถรวาทตอบ: คนดีคือรากฐาน ระบบดีคือผลที่ตามมา

ในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทนั้น มีคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการปกครองอยู่มากมายครับ หนึ่งในนั้นคือ "อัคคัญญสูตร" ซึ่งอธิบายว่าสังคมมนุษย์และสถาบันทางการเมืองเกิดขึ้นได้อย่างไร

พุทธศาสนาเชื่อว่า ในยุคแรกมนุษย์มีจิตใจที่ประณีต มีศีลธรรมตามธรรมชาติ ยังไม่ต้องมีกษัตริย์ ไม่ต้องมีกฎหมาย แต่เมื่อจิตใจมนุษย์เริ่มเสื่อมลง เกิดความโลภ เกิดการลักขโมย มนุษย์จึงต้องมารวมตัวกัน เลือกบุคคลหนึ่งขึ้นมาเป็น "มหาชนสมมติ" (ผู้ที่มหาชนสมมติขึ้น) เพื่อทำหน้าที่รักษากติกาและลงโทษผู้ละเมิด

สังเกตให้ดีครับ สถาบันผู้ปกครองหรือรัฐบาลในพุทธปรัชญา ไม่ได้เกิดจาก "สัญญาประชาคม" แบบฮอบส์หรือล็อค ที่มนุษย์ใช้เหตุผลคำนวณผลประโยชน์ แต่มันเกิดจาก "ความเสื่อมทางศีลธรรม" ของมนุษย์ และถูกสร้างขึ้นเพื่อ "แก้ไขความเสื่อมนั้น" ให้กลับคืนสู่ความดี

ข้อนี้สำคัญมากครับ เพราะมันกลับหัวกลับหางกับตะวันตกโดยสิ้นเชิง ตะวันตกบอกว่า "มนุษย์เห็นแก่ตัวโดยธรรมชาติ เราจึงต้องมีระบบมาจำกัดความเห็นแก่ตัวนั้น" แต่เถรวาทบอกว่า "มนุษย์มีศักยภาพที่จะดีได้ สถาบันเกิดมาเพื่อฟื้นฟูความดีนั้น"

ด้วยเหตุนี้เอง ในทศพิธราชธรรมหรือจักรวรรดิวัตร จึงเน้นที่ "ธรรมะของผู้ปกครอง" อย่างเข้มข้น ผู้ปกครองต้องมี ทาน ศีล ปริจจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตบะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ และอวิโรธนะ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "คุณธรรมส่วนบุคคล" แต่มันคือ "เทคโนโลยีในการปกครอง" ที่จะทำให้สังคมสงบสุขโดยไม่ต้องใช้กฎหมายมากมาย

จะเห็นว่า ในทางเถรวาท "คนดี" (โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ดี) ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบย่อยของการเมืองที่ดี แต่มันคือเงื่อนไขจำเป็นของรัฐที่ดีเลยทีเดียว

มหายานตอบ: สถาบันก็เป็นเพียง "คน" ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อเราเข้าใจฐานของเถรวาทแล้ว ฝ่ายมหายานก็ช่วยขยายความต่อได้อย่างน่าสนใจครับ

ข้อผิดพลาดของพวกนิยมตะวันตกคือการมองว่า "สถาบัน" กับ "คน" เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันเด็ดขาด

ในทรรศนะพุทธปรัชญา สถาบันไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ลอย ๆ อย่างเป็นอิสระจากจิตใจของมนุษย์ สถาบันคือการแสดงออกของจิตใจของคนจำนวนมากที่มารวมตัวกัน

ถ้าคนในสังคมมีจิตใจที่เต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง และอัตตา สถาบันที่พวกเขาสร้างขึ้นก็จะสะท้อนสิ่งเหล่านั้นออกมา ไม่ช้าก็เร็ว

· ต่อให้มีรัฐธรรมนูญที่เขียนดีเพียงใด ถ้าผู้ตีความไม่ซื่อตรง มันก็กลายเป็นเครื่องมือแห่งอธรรมได้

· ต่อให้มีการเลือกตั้งที่เสรีเพียงใด ถ้าผู้ลงคะแนนถูกครอบงำด้วยอวิชชาและผลประโยชน์ระยะสั้น ก็จะเลือกแต่ผู้ที่จะนำพาไปสู่หายนะ

ดังนั้น การแยก "ระบบ" ออกจาก "คน" จึงเป็นความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐาน สรรพสิ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้น สถาบันกับมนุษย์ต่างก็เป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน จะให้สถาบันดีโดยที่คนไม่ดีนั้น ก็คือการพยายามสร้างปราสาทบนกองทราย

"คนดี" ในพุทธปรัชญาไม่ใช่ "คนดี" ที่ฝรั่งเข้าใจ

ทั้งเถรวาทและมหายานต่างเห็นพ้องกันในจุดหนึ่งที่สำคัญมากครับ คือ "คนดี" ในความหมายของพุทธศาสนานั้น แตกต่างจาก "คนดี" ในความเข้าใจของตะวันตกอย่างมาก

เมื่อฝรั่งพูดถึง "คนดี" พวกเขามักจะนึกถึงบุคคลผู้มีศีลธรรมส่วนบุคคล คือไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน มีความซื่อสัตย์สุจริตส่วนตน ซึ่งพวกเขาก็สามารถโต้แย้งได้ว่า "คนแบบนี้แหละที่พอเข้าสู่อำนาจก็อาจกลายเป็นทรราชที่ดีที่สุด เพราะเชื่อมั่นในความดีของตัวเอง"

แต่ "คนดี" ในอุดมคติของพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น "พระเจ้าจักรพรรดิ" ในเถรวาท หรือ "พระโพธิสัตว์" ในมหายานนั้น ไม่ใช่คนดีในความหมายเช่นนั้นเลย

คนดีในพุทธศาสนาคือผู้ที่ฝึกฝนตนให้ลดละ "อัตตา" ความยึดมั่นในตัวตนลงไปเรื่อย ๆ

· ในเถรวาท เน้นการขัดเกลากิเลสด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ปกครองที่ดีจึงต้องมี "ตบะ" คือการข่มกิเลสของตนเอง และมี "อวิโรธนะ" คือความไม่คลาดจากธรรม

· ในมหายาน เน้นการเข้าถึง "ศูนยตา" (ความว่าง) คือการเห็นว่าแม้แต่ตัวเราก็ไม่มีแก่นสารที่ถาวร พระโพธิสัตว์จึงทำความดีโดยไม่มี "อีโก้แห่งความดี"

การตัดสินใจของผู้นำในอุดมคติของพุทธจึงไม่ได้มาจาก "ความเชื่อมั่นในความดีของตนเอง" (ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง) แต่มาจาก "กรุณา" (ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) ผนวกกับ "ปัญญา" (การมองเห็นความจริงตามเหตุปัจจัย) ที่ไร้ตัวตน

เมื่อผู้นำเช่นนี้ใช้อำนาจ อำนาจนั้นจะไม่ทำให้เขาเสื่อม เพราะเขาไม่มี "ตัวตน" ให้อำนาจเข้าไปเกาะได้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของธรรมราชา

ดังนั้น การที่ฝรั่งบอกว่า "คนดี" ไม่ใช่คำตอบของการเมืองที่ดี พวกเขาอาจจะถูกในระดับหนึ่ง ถ้าเราพูดถึง "คนดีแบบโลก ๆ" แต่พวกเขาไม่รู้จัก "คนดี" ในความหมายของพุทธศาสนาเลย

เราต้องการทั้ง "อุปายะ" และ "วินัย" ไม่ใช่แค่ "กฎเกณฑ์"

ทั้งเถรวาทและมหายานต่างไม่ปฏิเสธความสำคัญของกฎเกณฑ์หรือระบบภายนอกครับ

ในเถรวาท เรามี "วินัย" ของพระสงฆ์ ที่เป็นระบบกฎเกณฑ์อันละเอียดอ่อนสำหรับการอยู่ร่วมกันของชุมชน นี่คือการยอมรับว่า แม้แต่หมู่ผู้ปฏิบัติธรรม ก็ยังต้องมีระบบภายนอกกำกับ เพียงแต่ระบบนั้นต้องตั้งอยู่บนฐานของ "คนดี" ที่พร้อมจะฝึกฝนตนเอง

ในมหายาน เรามี "อุปายะ" คือญาณปัญญาอันแยบคายของผู้ปกครองที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการให้เข้ากับสถานการณ์และจริตของผู้คน

ระบบกฎหมายที่ตายตัว ไม่สามารถมี "กรุณา" ได้ ต่อหน้าคนจนที่ถูกความอดอยากบีบบังคับให้ขโมยอาหาร กฎหมายที่ตายตัวบอกว่า "ผิด" และต้องลงโทษ แต่มีแต่ผู้นำที่มี "ปัญญาและกรุณา" เท่านั้น ที่จะมองออกว่า เราต้องลงโทษเพื่อรักษากฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย เพื่อไม่ให้เขาต้องกลับไปขโมยอีก

นี่คือสิ่งที่ระบบตรวจสอบถ่วงดุลเพียงอย่างเดียวทำไม่ได้ครับ มันต้องการ "คนดี" ที่มี "ปัญญา" ด้วย ไม่ใช่แค่คนดีที่ "ซื่อตรง" อย่างเดียว

สรุป: จงเลิกถามว่า "คนดีหรือระบบดี"

ผมขอยืนยันด้วยการวิจัยค้นคว้าและจากประสบการณ์ของผมในวงการเมืองและการบริหารในภาครัฐว่า เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ต้องเลือก "คนดี" หรือ "ระบบดี" อย่างใดอย่างหนึ่ง

พุทธปรัชญาทั้งเถรวาทและมหายานสอนเราว่า "คนดี" (ในความหมายที่แท้จริง) คือผู้ที่สามารถ "สร้างระบบดี" และ "ใช้ระบบดี" ได้อย่างมีชีวิตชีวา ในขณะที่ "ระบบดี" ที่แท้จริง ก็คือระบบที่เอื้อต่อการ "สร้างคนดี" ขึ้นมา

ทั้งสองสิ่งนี้เป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน แยกจากกันไม่ได้

การที่ฝรั่งบอกว่า "คนดีไม่ใช่คำตอบ" เป็นการพูดที่ถูกเพียงบางส่วน เพราะ "คนดีแบบโลก ๆ" ที่ยังมีอัตตาและอีโก้แห่งความดีนั้น ไม่เพียงพอจริง ๆ แต่ "คนดี" ในความหมายของพุทธศาสนา ซึ่งฝึกฝนตนเองให้ลดละอัตตา เปี่ยมด้วยปัญญาและกรุณา นั่นคือรากฐานเดียวที่มั่นคงของรัฐที่ดี

วันใดที่เราหันหลังให้กับการสร้างคน สร้างจิต สร้างปัญญา และผันตัวไปเป็นเพียง "วิศวกรแห่งสถาบัน" อย่างเดียว วันนั้นเราก็จะพบว่า สถาบันที่เราสร้างอย่างประณีตบรรจง ถูกปลวกแห่งกิเลสในจิตใจมนุษย์กัดกินจากภายในจนพังพินาศในที่สุด

ดังนั้น จงอย่าถามเลยว่า "คนดีหรือระบบดี" แต่จงถามว่า "เราจะสร้างระบบที่ผลิตคนดี และคนดีที่สร้างระบบให้มีชีวิตได้อย่างไร" ต่างหากครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อยากอยู่ 110 ปี
อยากอยู่ 110 ปี