News Logo
หน้าแรก
‘อนุทิน‘ประชุม คตท. นัดแรก คุยอะไรกันบ้างที่ไม่ได้อยู่ในข่าว

‘อนุทิน‘ประชุม คตท. นัดแรก คุยอะไรกันบ้างที่ไม่ได้อยู่ในข่าว

25 ก.ค. 2569 16:07
ผู้ชม 13 คน

ในบทความของผมเมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต (คตท.) ที่นายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นมาใหม่ ผมทิ้งคำถามไว้ว่า คตท. จะเป็นเพียงคณะกรรมการอีกชุด หรือจะเป็นโอกาสรอดจริงของไทย

.

เมื่อวานผมได้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องนั้นครับ เกือบสองชั่วโมงที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะตั้งแต่ต้นจนจบ

.

มติของที่ประชุมเป็นข่าวไปหมดแล้ว ทั้งโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา ที่ตั้งเป้าเห็นผลหน่วยงานนำร่องภายใน 6 เดือน การตั้งคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาสินบน การเตรียมกฎหมายเฉพาะคุมทุจริตการสอบเข้าทำงานท้องถิ่น กลไก 2 ลด 1 เพิ่ม ของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ การยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลใน EEC ไปจนถึง 6 ยุทธศาสตร์ Zero Corruption ของ กกร. และเพื่อนไม่ทน ใครยังไม่ได้อ่านลองหาอ่านได้จากข่าวหลายสำนักและเพจ ก.พ.ร. ครับ

.

แต่มติในกระดาษมันเล่าไม่หมดว่าในห้องคุยอะไรกัน ผมเลยขอบันทึกไว้สัก 6 เรื่อง

.

เรื่องแรก นายกฯ พูดเรื่อง OECD แบบคนที่เจอมากับตัว

ช่วงที่นายกฯ พูดเรื่องนี้ ไม่ได้อ่านจากเอกสารเลยครับ แต่เล่าจากการเดินทางเยือนต่างประเทศของตัวเอง ทั้งยุโรป เอเชีย อเมริกา ว่าไปที่ไหนคำถามที่เจอซ้ำ ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องโอกาสการลงทุน แต่เป็นเรื่องมาตรฐานและความโปร่งใสของระบบไทย ถ้าเราไม่มีมาตรฐานระดับ OECD ไปยืนอยู่เวทีไหนก็ลำบาก

.

ที่ทำเอาผมไม่คิดว่าจะได้ยินในห้องประชุมแบบนี้ คือนายกฯ ยกประสบการณ์ตัวเองเรื่องการต่อใบอนุญาตนักบิน บินมา 20-30 ปี ยังต้องมาเจอขั้นตอนที่ล่าช้า โดนดึงเรื่องกับตัวเอง คำว่า "ผมโดนมาแล้ว" จากปากหัวหน้ารัฐบาล มันบอกอะไรมากกว่ารายงานสถานการณ์คอร์รัปชันฉบับไหน ๆ

.

เรื่องที่สอง สิ่งที่ทุกฝ่ายในห้องพูดตรงกัน คือระเบียบภายในของหน่วยงาน

กฎหมายกลางจะเขียนดีแค่ไหน หน่วยงานจำนวนมากก็ยังมีระเบียบภายในของตัวเองเป็นข้ออ้างว่าเปิดไม่ได้ ทำไม่ได้ ผลคือข้อมูลภาครัฐไม่ได้มาตรฐานสากล เชื่อมโยงกันไม่ได้ อยากใช้ AI มาช่วยตรวจสอบก็ทำไม่ได้จริง เรื่องนี้นายกฯ พูดในห้องตรง ๆ ว่าต้องเข้าไปทะลวง ไม่ปล่อยให้ระเบียบภายในเป็นเกราะกันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผมเห็นด้วย และจะรอดูว่าจะทะลวงกันอย่างไร

.

เรื่องที่สาม ผมได้เสนอเรื่อง 25 ชุดข้อมูลเปิด

พอนายกฯ พูดเรื่องการเปิดเผยข้อมูลพอดี ผมเลยถือโอกาสนำเสนองานวิจัยของจุฬาฯ และ KRAC ที่ตอบคำถามว่า ถ้าจะเปิดข้อมูลเพื่อป้องกันคอร์รัปชันให้เกิดผลจริง ต้องเปิดอะไรบ้าง คำตอบคืออย่างน้อยที่สุด 25 ชุดข้อมูล งานวิจัยระบุไว้หมดแล้วว่ามีอะไรบ้าง อยู่ที่หน่วยงานไหน สถานะวันนี้เป็นอย่างไร

ทำไมต้องเป็นรายการชุดข้อมูล เพราะมันวัดได้จริงครับ วันนี้เปิดแล้วกี่ชุด เดือนหน้าเพิ่มอีกกี่ชุด เห็นกันจะจะ แถมยังตอบโจทย์เกณฑ์ OECD โดยตรงด้วย

.

เรื่องที่สี่ เบื้องหลังมติเรื่องการสอบเข้าทำงานท้องถิ่น

ข่าวรายงานแค่ปลายทางว่าจะมีกฎหมายเฉพาะคุมการทุจริตในการสอบเข้าทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดฐานความผิด มีช่องทางแจ้งเบาะแสอิเล็กทรอนิกส์ แล้วเสนอ ครม. ให้กฤษฎีกายกร่างต่อ แต่บทสนทนาก่อนถึงมตินั้นน่าสนใจกว่า นายกฯ พูดเรื่องการวิ่งเต้นฝากคนเข้าทำงานอย่างตรงไปตรงมาจากเรื่องที่เจอมาเอง และย้ำว่าระบบรับคนของรัฐต้องพิสูจน์ได้ว่าคนเก่งเข้าได้โดยไม่ต้องมีเส้น เมื่อคนที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมากลางวงคือหัวหน้ารัฐบาลเอง กฎหมายที่จะตามมาก็มีลุ้นว่าจะไม่ใช่แค่กระดาษอีกแผ่น

.

เรื่องที่ห้า อ่านวาระ EEC ให้เป็นมากกว่าโครงการไอที

มติเรื่องการยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลในพื้นที่ EEC มีรายงานในเพจ ก.พ.ร. แล้ว แต่มุมที่ผมอยากชวนมองคือ นี่ไม่ใช่แค่โครงการเอาระบบไอทีมาให้บริการ หัวใจของมันคือการทดลองแทนที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วยระบบดิจิทัลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ในพื้นที่จริง กับกระบวนการอนุมัติอนุญาตที่นักลงทุนต้องติดต่อมากที่สุด ถ้าพิสูจน์ได้ว่าลดทั้งเวลา ต้นทุน และช่องโกงไปพร้อมกัน เราจะมีต้นแบบที่เถียงยากไว้ขยายผลทั่วประเทศ และนั่นสำคัญกว่าตัวโครงการเสียอีก

.

เรื่องที่หก ข้อเสนอส่งท้ายจาก ดร.มานะ นิมิตรมงคล ที่ผมประทับใจที่สุด

ช่วงท้ายของการประชุม ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เสนอต่อนายกฯ ตรง ๆ ว่า ขอให้นายกฯ ส่งสัญญาณถึงหน่วยงานรัฐทุกแห่ง ให้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นและผลสำรวจของภาคเอกชนที่สะท้อนว่าพบปัญหาสินบนมากแค่ไหน โดยไม่ขู่ฟ้องร้องผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูล เพราะเมื่อไหร่ที่คนพูดความจริงต้องกลัวถูกฟ้อง ประชาชนก็จะไม่กล้าพูด และเมื่อไม่มีใครกล้าพูด ปัญหาก็ไม่มีทางถูกแก้ได้จริง

ผมประทับใจมากครับ เพราะนี่คือการทำหน้าที่ของภาคประชาสังคมอย่างแท้จริงต่อหน้าผู้มีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหาร ในบรรยากาศที่ใคร ๆ ก็อาจเลือกพยักหน้าเห็นด้วยกันไปหมด การมีคนลุกขึ้นพูดว่าอะไรคือเงื่อนไขที่จะทำให้กลไกทั้งหมดนี้ได้ผลจริง สำคัญไม่แพ้มติใด ๆ ในกระดาษ

.

Key takeaways จากนัดแรก

1. รัฐบาลวาง OECD เป็นแกนกลางของวาระต่อต้านคอร์รัปชัน ทุกมาตรการถูกโยงกลับมาที่มาตรฐานสากลและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่ใช่แค่การไล่จับคนโกง

2. อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คือระเบียบภายในของหน่วยงาน ไม่ใช่ตัวกฎหมายกลาง

3. การวัดผลกำลังขยับจากดัชนีความรู้สึก ไปสู่ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น จำนวนชุดข้อมูลเปิดที่เปิดจริง และหน่วยงานต้นแบบที่ปฏิรูปจริง

4. ภาคประชาสังคมในห้องนี้กล้าพูดเงื่อนไขที่จำเป็นต่อหน้าผู้มีอำนาจ ไม่ใช่แค่พยักหน้าตาม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้กลไกนี้มีความหมาย

มติวันนี้ส่วนใหญ่คือการตั้งกลไกเพิ่ม ต้องติดตามดูต่อว่ากลไกเหล่านี้จะส่งงานจริงกลับมา หรือจะเพิ่มชั้นการประสานงานเข้าไปอีกชั้น

.

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่าผมมองโลกสวยเกินไป พาทุกฝ่ายมานั่งคุยกันในรูปแบบคณะกรรมการ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างนั้นหรือ ต้องเรียนตามตรงว่าผมเองก็ไม่ได้เชื่อแบบนั้นครับ กลไกคณะกรรมการมีข้อจำกัดในตัวมันเอง ทั้งช้า ทั้งยุ่งยาก กว่าจะนัดประชุมได้แต่ละครั้งต้องรอเวลาของคนหลายสิบคน มติแต่ละข้อก็มักจบที่การตั้งอนุกรรมการไปศึกษาต่ออีกหลายชั้น

.

และเหตุที่ประเทศไทยต้องพึ่งกรรมการลักษณะนี้บ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบต่อต้านคอร์รัปชันของเรามีหน่วยงานทำงานซ้อนกันอยู่มาก มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายสิบฉบับ จนแทบไม่มีใครขยับอะไรได้โดยไม่ต้องประสานกับอีกหลายหน่วย พูดให้ถึงที่สุด การที่เราต้องตั้ง "กรรมการประสานงาน" ขึ้นมา ก็เป็นอาการหนึ่งของโรคที่เรากำลังพยายามรักษานั่นเองครับ

.

ต้องติดตามต่อว่า คตท. จะสามารถสร้างระบบถาวรที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง จนวันหนึ่งประเทศนี้ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการชุดนี้อีกหรือไม่ ผมจะติดตามและนำมาเล่าสู่กันฟังต่อครับ

#คตท #ZeroCorruption #opendata #ต่อต้านคอร์รัปชัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตอนจบก้าวสู่กรุงเบอร์ลิน: ถอดรหัสยุทธศาสตร์ CORRECTIVและ“Faktenforum”
ตอนจบก้าวสู่กรุงเบอร์ลิน: ถอดรหัสยุทธศาสตร์ CORRECTIVและ“Faktenforum”