News Logo
หน้าแรก
ชนชั้นกลางกับพระมหากษัตริย์

ชนชั้นกลางกับพระมหากษัตริย์

17 มิ.ย. 2569 17:16
ผู้ชม 38 คน

ในห้วงเวลาที่แผ่นดินไทยเพิ่งผ่านพ้นคลื่นแห่งความโศกาอาดูร จากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพสกนิกรต่างเรียกขานด้วยความสนิทใจว่า “พระองค์ภา” ผมเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ทางสังคมที่บังเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือภาพของคนไทยทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชนชั้นกลาง” ในเขตเมือง ที่หลั่งไหลออกมาแสดงความอาลัยร่ำไห้ ราวกับผู้จากไปและผู้ที่ยังทรงพระชนม์อยู่ทรงเป็นบุคคลในครอบครัวใหญ่เดียวกันกับตน

​ปรากฏการณ์นี้หาใช่เพียงอารมณ์ชั่ววูบ หากเป็นประจักษ์พยานขั้นสูงสุดของสิ่งที่ผมใคร่เสนอมาโดยตลอดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยมิได้ถูกยึดโยงกับประชาชนผ่านอำนาจหรือจารีตแต่เพียงลำพัง หากมีกระบวนการ “ร่วมสร้างและตีความ” ที่ชนชั้นกลางเป็นผู้กระทำการสำคัญมาโดยตลอด ทุกหยาดน้ำตาและรูปภาพที่แชร์ต่อกันในโลกดิจิทัล คือผลลัพธ์ของการประกอบสร้างความหมายที่แนบชิดเสมือนสายเลือด ผ่านกลไกที่ผมขอเรียกว่า “จากระดับกลางขึ้นบน” อย่างแท้จริง

หากจะพินิจถึงแก่น กระบวนการนี้มิใช่การผลิตซ้ำความเชื่อตามที่ถูกกำหนด หากแต่คือ “การประกอบสร้างอุดมการณ์ในชีวิตประจำวัน” ซึ่งมีตรรกะทางชนชั้น วัฒนธรรม และเศรษฐกิจรองรับอยู่อย่างซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง ภายใต้ร่มเงาแห่งความโศกนี้ ขออนุญาตขยายความมุมมองดังกล่าว ผ่าน 5 ปริมณฑลแห่งความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันอย่างงดงาม

​1. สายใยแห่งครอบครัว: จาก “สถาบัน” สู่ “ครอบครัวใหญ่ของชาติ” ในสำนึกชนชั้นกลาง

​เหตุใดเมื่อเกิดการสูญเสียในวังหลวง ชนชั้นกลางจำนวนมากจึงรู้สึกเสมือนสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครัวเรือนของตนเอง? คำตอบคือ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ชนชั้นกลางไทยได้มีส่วนในการ “ร่วมสถาปนาความหมาย​" ให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และประชาชน จากการเป็น “องค์อธิปัตย์” อันศักดิ์สิทธิ์ห่างไกล มาสู่ “พ่อหลวง-แม่หลวง” และขยายต่อมาเป็น “พี่-น้อง” ในครอบครัวใหญ่ของแผ่นดิน

​การที่ในหลวง ร.9 ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรโดยมิทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงแบ่งเบาพระราชภาระและปรากฏพระองค์ในวิถีชีวิตของผู้คนอยู่เนือง ๆ สิ่งนี้ถูกชนชั้นกลาง “รับรู้” และ “ขยายผล” ผ่านสื่อสมัยใหม่ในแบบที่ทรงความเป็นมนุษย์สูงสุด ภาพของพระองค์ภาที่ทรงงานเพื่อประชาชน ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักกฎหมาย” ผู้ทรงพระปรีชา หรือแม้แต่พระอิริยาบถส่วนพระองค์ที่อบอุ่น สิ่งเหล่านี้ถูกชนชั้นกลางหลอมรวมเข้าเป็น “เรื่องเล่าแห่งครอบครัว” ที่ทรงพลัง พวกเขาจึงรู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุขได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ในทางทฤษฎี นี่คือการสร้าง “ชุมชนในจินตกรรม” ที่แนบชิดด้วยสายใยแห่งความรักมากกว่าเพียงความเป็นพลเมือง

​2. พันธมิตรทางอุดมการณ์: อำนาจเชิงศีลธรรมที่ชนชั้นกลางเลือกยึดมั่นและเทิดทูน

​ในสำนึกของชนชั้นกลางที่เติบโตมากับเศรษฐกิจทุนนิยมและความปรารถนาจะเห็นบ้านเมืองโปร่งใส ระบบการเมืองที่มักถูกสั่นคลอนด้วยผลประโยชน์นั้น ทำให้พวกเขามองหาหลักชัยทางจริยธรรมที่อยู่เหนือวัฏจักรเช่นว่านั้น และพวกเขาได้ “ค้นพบ” และ “ร่วมเทิดทูน” สถาบันกษัตริย์ให้ดำรงฐานะนี้

​ผมมิได้มองว่านี่คือการ “สร้างภาพ” หากแต่เป็นการ “ตระหนักรู้” ในพระบารมีที่ดำรงอยู่อย่างเป็นกลางและแข็งขัน ในหลวง ร.9 ทรงเป็นแบบอย่างสูงสุดของการครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม ทรงใช้พระอัจฉริยภาพเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรอย่างแท้จริง จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาโลก ชนชั้นกลางผู้รักความเที่ยงธรรมจึงผูกพันกับสถาบันฯ อย่างมีเหตุผลและศรัทธาควบคู่กัน ประดุจ “สัญญาประชาคมเชิงสัญลักษณ์” ที่พวกเขาได้ร่วมลงนามด้วยใจสมัคร การเชิดชูสถาบันจึงเป็นการเชิดชู “ความดี” ที่จับต้องได้ และเป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักคุณธรรมสูงสุดของชาติ

​3. เศรษฐกิจพอเพียง: ภูมิปัญญาล้ำยุคของในหลวง ร.9 สู่ “ศิลปะการจัดวางตนเอง” ในโลกสมัยใหม่

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มิได้หยุดอยู่เพียงตำราเกษตรทฤษฎีใหม่ หากถูกชนชั้นกลางในเมืองนำไปปรับใช้และยกระดับให้กลายเป็นวิถีปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาและสร้างสมดุลให้แก่ตนเองภายใต้ระบบทุนนิยมการเงินที่เชี่ยวกราก

​กระบวนการนี้คือกรรมวิธีที่ชนชั้นกลางน้อมนำพระราชดำรัสมาแปลงเป็นแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวันเพื่อปกป้องจิตวิญญาณของตน มนุษย์เงินเดือนเห็นคุณค่าของการออมและการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ผู้ประกอบการยึดหลักการเติบโตอย่างมั่นคงไม่ประมาท หลักคิดเรื่อง “ภูมิคุ้มกัน” ที่ทรงเน้นย้ำนั้น ล้ำสมัยและสอดรับกับโลกที่ผันผวนอย่างยิ่ง การน้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติ จึงเป็นการ “ถวายความเคารพทางปัญญา” ต่อพระปรีชาญาณอันเลิศล้ำของในหลวง ร.9 อย่างเงียบ ๆ และเป็นเครื่องยืนยันว่าสถาบันกษัตริย์มิได้อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย หากแต่ทรงเป็น “ผู้ประทานกรอบจริยธรรม” ที่ช่วยให้พวกเขามีทิศทางในโลกทุนนิยมได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องรู้สึกแปลกแยกทางศีลธรรม

​4. ทุนทางวัฒนธรรม: ความภูมิใจในพระอัจฉริยภาพระดับโลกกับสำนึกแห่งอารยะ

​ชนชั้นกลางไทยมิได้เพียงศรัทธา หากพวกเขา “ภาคภูมิใจ” ในความเป็นเลิศทางวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์ พวกเขาชื่นชมดนตรีพระราชนิพนธ์แจ๊สของในหลวง ร.9 ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ตื้นตันกับพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนา และทึ่งในหลักการทางวิทยาศาสตร์ของฝนหลวง

​การชื่นชมนี้มิใช่เพื่อการแบ่งแยก หากคือการ “ร่วมกันเป็นเจ้าของ” มรดกทางภูมิปัญญาอันสูงส่งนี้ มันหลอมรวมให้เกิดสำนึกว่า พวกเขากำลังเป็นพลเมืองของชาติอารยะ ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศิลปินและอัครนักประดิษฐ์ผู้เปี่ยมด้วยพระวิริยะและพระปรีชาสามารถระดับโลก เช่นเดียวกับที่พระองค์ภาทรงได้รับการยอมรับในฐานะ “เจ้าฟ้านักกฎหมาย” ผู้ทรงงานเพื่อความยุติธรรมในเวทีระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียง “รสนิยม” หากคือความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติที่ถูกถ่ายทอดผ่านการรับรู้ของชนชั้นกลาง

5. สมอทองคำแห่งแผ่นดิน: สถาบันกษัตริย์กับการเป็นหลักประกันสูงสุดของชีวิตและสังคม

​ในท้ายที่สุด ชนชั้นกลางในฐานะผู้ที่มีทรัพย์สิน ครอบครัว และอนาคตที่ต้องวางแผน ตระหนักดีว่าเสถียรภาพของชีวิตผูกติดอยู่กับความสงบร่มเย็นของประเทศ พวกเขามองเห็นด้วยประจักษ์ชัดว่า ในทุกครั้งที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤต พระบารมีของสถาบันกษัตริย์คือ “สมอเรือ” (Anchor) และ “ร่มโพธิ์ร่มไทร” ที่ยึดโยงสังคมมิให้แตกสลาย

​นี่มิใช่เพียงตรรกะการเอาตัวรอดในเชิงเศรษฐกิจมหภาค หากเป็น “ความไว้วางใจในพระวิสัยทัศน์และพระเมตตา” ที่จะทรงนำพาประเทศให้ผ่านพ้นภัยพิบัติไปได้เสมอ การจากไปของพระองค์ภา ทำให้ชนชั้นกลางยิ่งซาบซึ้งว่า สายสัมพันธ์ในครอบครัวใหญี้ เปราะบางและทรงคุณค่าเพียงใด การปกป้องและธำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ จึงมิใช่หน้าที่ หากคือการปกป้อง “ครอบครัว” และ “บ้าน” ของพวกเขาเองอย่างถึงที่สุด

​บทสรุป: องค์อธิปัตย์ในดวงใจและครอบครัวของชนชั้นกลางไทย

​การอาลัยท่วมท้นต่อ "พระองค์ภา" เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนสัจธรรมที่ว่า สำหรับชนชั้นกลางไทย สถาบันกษัตริย์มิได้เป็นเพียง “หุ้นส่วน” หรือ “สมอเรือ” ในเชิงโครงสร้างอำนาจเท่านั้น หากคือ “ครอบครัว” ในมิติทางจิตวิญญาณ เป็นที่มาของศีลธรรม ความภูมิใจ และความอบอุ่นใจอย่างมาก​ ​กระบวนการ “จากระดับกลางขึ้นบน” ได้เปลี่ยนให้ความภักดีไม่ใช่ข้อผูกมัดตามกฎหมายหรือประเพณี หากคือ “ความรัก” ชนิดที่เมื่อต้องสูญเสีย ก็สามารถทำให้หัวใจของทั้งแผ่นดินแตกสลายและกลับมาเยียวยากันใหม่ได้อีกครั้ง

​หากเรามองจากล่างขึ้นบน สถาบันพระมหากษัตริย์คือบ่อเกิดแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

หากมองจากบนลงล่าง คือศูนย์รวมแห่งประเพณีจารีตอำนาจ

ทว่าเมื่อมองจาก “กลางขึ้นบน” เราจะเห็นความจริงที่งดงามและลึกซึ้งไปอีกมุมหนึ่ง นั่นคือภาพของครอบครัวใหญ่ที่ชนชั้นกลางได้ร่วมกันสร้าง​ ร่วมกันรัก​ และพร้อมที่จะสืบสานและปกป้องไว้นานเท่านาน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัมพาตจากการวิพากษ์: วิกฤตในหอคอยงาช้าง
อัมพาตจากการวิพากษ์: วิกฤตในหอคอยงาช้าง