News Logo
หน้าแรก
Perfect Days — เมื่อต้นโอ๊กไม่อยากยืนกลางพายุอีกต่อไป

Perfect Days — เมื่อต้นโอ๊กไม่อยากยืนกลางพายุอีกต่อไป

18 ส.ค. 2569 14:10
ผู้ชม 6 คน

มีนิทานอีสปเรื่องหนึ่งเล่าถึงต้นโอ๊กกับต้นอ้อ ต้นโอ๊กแข็งแรง ใหญ่โต และมั่นคง มันมองต้นอ้อที่ผอมบางและโอนเอนไปตามลมด้วยความรู้สึกเหนือกว่า ลมเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ต้นอ้อต้องก้มตัว แล้วสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอเช่นนี้จะมีอะไรน่าภูมิใจ จนกระทั่งพายุมา ต้นอ้อก้มลงตามแรงลม ปล่อยให้พายุพัดผ่านตัวมันไป ส่วนต้นโอ๊กยืนต้านอยู่กับที่ เพราะธรรมชาติของมันคือการยืนตรง และเพราะความแข็งแรงที่เคยเป็นข้อได้เปรียบทำให้มันไม่รู้จักวิธีอื่น สุดท้ายต้นอ้อยังอยู่ แต่ต้นโอ๊กล้มลง

นิทานเรื่องนี้มีอายุนับพันปี และคติของมันก็ตรงไปตรงมาตามแบบนิทานอีสป—บางครั้งการยืดหยุ่นอาจแข็งแรงกว่าการต่อต้าน แต่ระหว่างดู Perfect Days ของ Wim Wenders ผมกลับนึกถึงคำถามอีกแบบหนึ่งขึ้นมา ถ้าต้นโอ๊กรู้เสียแล้วว่าตัวเองไม่มีวันกลายเป็นต้นอ้อ มันจะทำอย่างไร?

Perfect Days (2023) - ชีวิตที่เรียบง่าย คือ "ชีวิตที่ดี" - Pantip

Perfect Days (2023) - ชีวิตที่เรียบง่าย คือ "ชีวิตที่ดี" - Pantip

Hirayama ไม่ได้มีชีวิตที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าประสบความสำเร็จ เขาตื่นนอน ทำกิจวัตรเดิม ขับรถไปทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ กินอาหารธรรมดา ถ่ายรูปต้นไม้ อ่านหนังสือ ฟังเทปเพลงเก่า แล้วกลับมานอน วันรุ่งขึ้นก็ทำอีก มองจากภายนอก ชีวิตแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

แต่ความน่าสนใจของ Perfect Days อาจไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า ทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงพอใจกับชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ แต่อยู่ที่คำถามว่า เขาผ่านอะไรมาจึงเลือกให้ชีวิตเหลือเพียงเท่านี้ หนังไม่ยอมอธิบายอดีตของ Hirayama ให้เราฟังอย่างสะดวกสบาย เราเห็นมันเพียงเป็นเศษเสี้ยว และยิ่งเห็น ก็ยิ่งรู้ว่าชีวิตปัจจุบันของเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาไม่เคยมีทางเลือกอื่น ตรงกันข้าม เขาดูเหมือนคนที่เคยรู้จักโลกอีกแบบหนึ่งดีเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นงานทำความสะอาดห้องน้ำ ตารางชีวิตที่แทบไม่เปลี่ยน หนังสือ ต้นไม้ กล้องถ่ายรูป และเทปคาสเซ็ต จึงอาจไม่ใช่ความจนตรอก มันอาจเป็นสถาปัตยกรรมของชีวิตที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากโลก หรือพูดให้แม่นกว่านั้น คือเพื่อกำหนดระยะห่างระหว่างตัวเองกับโลกเสียใหม่

ตรงนี้ทำให้ Hirayama แตกต่างจากต้นอ้อในนิทานอีสป ต้นอ้ออยู่รอดเพราะมันยอมโอนไปตามลม แต่ Hirayama ไม่ได้ดูเหมือนคนที่พร้อมโอนไปตามอะไรนัก เขามีกฎ มีระเบียบ มีรสนิยม มีความเงียบ และมีพื้นที่ของตัวเองอย่างชัดเจน ถ้าจะเปรียบ เขายังคงเป็นต้นโอ๊กอยู่ เพียงแต่เป็นต้นโอ๊กที่เลิกยืนกลางพายุ หรือบางทีอาจเป็นต้นโอ๊กที่เอาตัวเองไปปลูกไว้ในโหลแก้วเล็ก ๆ ลดพื้นที่สัมผัสกับโลกลงจนเหลือเท่าที่ตัวเองรับไหว

แต่โหลแก้วใบนั้นไม่ได้ปิดสนิท โลกยังเข้ามาถึงเขาได้ หลานสาวเข้ามา เพื่อนร่วมงานเข้ามา คนจากอดีตเข้ามา ความรัก ความสูญเสีย และความทรงจำของคนอื่นยังเดินผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นครั้งคราว Hirayama ไม่ได้ตัดขาดจากโลก เขาเพียงเลือกว่าความวุ่นวายของโลกจะเข้ามาใกล้เขาได้แค่ไหน และเขาจะยอมให้สิ่งใดอยู่ในชีวิตของตัวเองบ้าง

ความคิดนี้ทำให้ Perfect Days น่าสนใจกว่าคำอธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นหนังเกี่ยวกับ “ความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ” เพราะถ้ามองแบบนั้นเพียงอย่างเดียว หนังเกือบจะกลายเป็นโปสการ์ดสวย ๆ ที่บอกเราว่า จงมีความสุขกับแสงแดด ต้นไม้ หนังสือ และกาแฟหนึ่งแก้ว แต่ Hirayama ไม่ได้ดูเหมือนคนที่ค้นพบสูตรสำเร็จแห่งความสุข เขาดูเหมือนคนที่ค้นพบขนาดของโลกที่ตัวเองสามารถอยู่ร่วมกับมันได้ และสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

บางทีเขาไม่ได้มีความสุขเพราะชีวิตเล็กลง บางทีชีวิตจำเป็นต้องเล็กลงก่อน เขาจึงสามารถกลับมามองเห็นความสุขบางอย่างได้อีกครั้ง

คำถามที่หนังทิ้งไว้จึงน่าสนใจกว่าเดิมมาก การลดชีวิตลงจนเหลือกิจวัตรง่าย ๆ คือการหลบหนีหรือเปล่า? ถ้าใช่ แล้วการหลบหนีผิดตรงไหน? มนุษย์จำเป็นต้องยืนกลางพายุเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองกล้าหาญด้วยหรือ?

เราได้รับการสอนอยู่บ่อย ๆ ว่าชีวิตที่ดีต้องเติบโต ต้องก้าวหน้า ต้องออกจาก comfort zone ต้องเผชิญหน้า ต้องชนะ ต้องมีมากกว่าเมื่อวาน ราวกับการขยายชีวิตออกไปเรื่อย ๆ คือหลักฐานว่ากำลังใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง แต่ Perfect Days เสนอภาพตรงกันข้ามอย่างเงียบมาก บางทีความสำเร็จของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่การขยายชีวิตให้ใหญ่ที่สุด แต่อาจเป็นการรู้ว่าอะไรไม่จำเป็นต้องอยู่ในชีวิตอีกต่อไป

นี่จึงเป็นจุดที่นิทานต้นโอ๊กกับต้นอ้อกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง บทเรียนของนิทานอีสปคือ อย่าแข็งจนหัก จงรู้จักโอนอ่อนตามลม แต่ Perfect Days เหมือนจะเสนอทางเลือกที่สามให้ต้นโอ๊ก ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองโอนไม่เป็น ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งเป็นต้นอ้อ คุณอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนธรรมชาติของตัวเองเลย เพียงเรียนรู้เสียว่า พายุลูกไหนจำเป็นต้องยืนรับ และพายุลูกไหนเราไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปหา

Hirayama จึงไม่ได้ชนะโลก เขาไม่ได้เปลี่ยนโลกด้วย บางทีเขาอาจไม่ได้ให้อภัยโลกเสียทั้งหมดด้วยซ้ำ เขาเพียงจัดระยะห่างระหว่างตัวเองกับโลกใหม่ จนพบระยะที่ยังสามารถมองแสงลอดผ่านใบไม้ ฟังเพลงที่ตัวเองรัก อ่านหนังสือก่อนนอน และตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องต่อสู้กับทุกสิ่งอีกต่อไป

แสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้นั้น ภาษาญี่ปุ่นมีคำเรียกว่า KOMOREBI — 木漏れ日 เป็นคำที่หมายถึงแสงและเงาที่เกิดขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ลอดผ่านใบไม้ลงมา ลวดลายของมันเปลี่ยนไปตามลม ตามเวลา ตามตำแหน่งของใบไม้ และไม่มีขณะใดเหมือนเดิมเสียทีเดียว ที่น่าสนใจคือหลังจากเรื่องราวทั้งหมดจบลง หนังเลือกทิ้งคำนี้ไว้เป็นคำสุดท้าย ราวกับส่งกุญแจเล็ก ๆ ให้คนดูย้อนกลับไปมองสิ่งที่ Hirayama เฝ้ามองมาตลอดเรื่องอีกครั้ง

ตลอดทั้งเรื่องเขาถ่ายภาพต้นไม้และแสงเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทั้งที่ชีวิตของเขาดูเหมือนการทำสิ่งเดิมทุกวัน สิ่งที่เขามองกลับไม่เคยเหมือนเดิมเลย ต้นไม้ต้นเดิม สถานที่เดิม เวลาใกล้เคียงเดิม แต่ใบไม้เคลื่อนไหวต่างกัน แสงตกลงมาต่างกัน เงาเปลี่ยนรูป และช่วงเวลานั้นเมื่อผ่านไปก็ไม่สามารถเกิดซ้ำได้อย่างเดิมอีก

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมชีวิตที่ดูซ้ำของ Hirayama จึงไม่ได้หมายความว่าเขาพยายามทำให้ทุกวันเหมือนกัน ตรงกันข้าม เขาอาจสร้างชีวิตภายนอกให้เรียบง่ายและคงที่มากพอ เพื่อให้ตัวเองยังมีพื้นที่สังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ ของแต่ละวันได้ โลกของเขาเล็กลง แต่ความละเอียดของการมองโลกกลับมากขึ้น

ถ้าเช่นนั้นคำว่า Perfect Days ก็อาจไม่ได้หมายถึงวันที่ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเลย วันหนึ่งเพื่อนร่วมงานสร้างปัญหา อีกวันหลานสาวปรากฏตัว อดีตย้อนกลับมา ความสูญเสียของคนอื่นเดินเข้ามา และบางคืนความทรงจำก็ยังตามหลอกหลอน ไม่มีอะไร perfect ในความหมายที่เราคุ้นเคย แต่ภายในวันเหล่านั้นยังมีช่วงเวลาบางช่วงที่แสงลอดลงมาถึงเรา และบางทีสิ่งที่มนุษย์ทำได้ก็เพียงมองเห็นมันในเวลาที่มันเกิดขึ้น

และนั่นนำไปสู่ภาพสุดท้ายของหนังที่ทรงพลังมาก สีหน้าของ Hirayama ไม่ได้บอกเราง่าย ๆ ว่าเขา “มีความสุขแล้ว” บนใบหน้านั้นมีหลายสิ่งอยู่พร้อมกัน ทั้งความสุข ความเจ็บปวด ความทรงจำ ความสงบ และบางอย่างที่ยังไม่เคยหายไป รอยยิ้มกับน้ำตาไม่ได้หักล้างกัน เช่นเดียวกับ komorebi ที่ความงามไม่ได้เกิดจากแสงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแสงและเงาที่ปรากฏอยู่พร้อมกัน

บางที Hirayama ก็เช่นเดียวกัน เขาไม่ได้กำจัดความมืดออกจากชีวิตเพื่อให้เหลือแต่แสง เขาเพียงเรียนรู้ที่จะอยู่ในตำแหน่งที่แสงยังสามารถลอดผ่านเข้ามาได้

เหมือนต้นโอ๊กต้นหนึ่งที่ยังมีรอยพายุอยู่เต็มลำต้น มันไม่ได้ลืมว่าพายุเคยเกิดขึ้น ไม่ได้กลายเป็นต้นอ้อ และไม่ได้จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ใครเห็นอีกว่าตัวเองแข็งแรงเพียงใด มันเพียงเลิกยืนอยู่กลางพายุ เลือกพื้นที่เล็ก ๆ ที่ตัวเองยังอยู่ได้ แล้วเงยหน้ามองแสงที่ลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นครั้งคราว

มันยังเป็นต้นโอ๊กต้นเดิม

และบางที—แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามหา “เครื่องปั้นดินเผา” ภูมิปัญญาจากเมืองมอญสู่เมืองนนท์
ตามหา “เครื่องปั้นดินเผา” ภูมิปัญญาจากเมืองมอญสู่เมืองนนท์