News Logo
หน้าแรก
ประชาธิปไตยกับราชาธิปไตย ความย้อนแย้งในการเมืองไทย

ประชาธิปไตยกับราชาธิปไตย ความย้อนแย้งในการเมืองไทย

24 มิ.ย. 2569 11:01
ผู้ชม 13 คน

เรามักติดหล่มอยู่กับการแบ่งขั้วที่ตื้นเขินครับ

พูดกันแต่เรื่องประชาธิปไตยในตำราตะวันตก ว่าด้วยความเท่าเทียมในคูหาเลือกตั้ง ว่าด้วยหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงอันเป็นไม้บรรทัดวัดความชอบธรรม

แต่ผมเห็นว่าความเป็นจริงของบ้านเรามันซับซ้อนกว่านั้นมากครับ ประชาธิปไตยไม่ได้มาจากคัมภีร์และตำราตะวันตกเท่านั้น หากแต่ตั้งอยู่บนจารีตแห่งแผ่นดินไทยด้วย

ตรงนี้แหละครับคือความย้อนแย้งที่น่าพิศวงที่สุด

เรามีราชาธิปไตยที่จำกัดอำนาจ ดำรงอยู่อย่างมั่นคงดุจเสาเข็มแห่งรัฐ ในขณะที่ประชาธิปไตยกับระบอบทหารผลัดกันรุ่งผลัดกันร่วง วนเวียนเหมือนนาฏกรรมเรื่องเดิมไม่รู้จบ

นี่คือความย้อนแย้งที่ทรงพลังนะครับ ประชาธิปไตยที่อ้างเจตจำนงของประชาชนกลับสร้างเสถียรภาพยั่งยืนไม่ได้ ส่วนสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกลับยืนหยัดเหนือกาลเวลา

ลองคิดดูนะครับ อะไรทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้

ผมว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่การที่ทรงกระทำประดุจ "สัญญาประชาคม" กับปวงชนครับ ทรงวางพระราชอำนาจทางการเมืองลงอย่างถาวร ไม่หวนกลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชอีก แม้จะมีผู้สนับสนุนให้ทรงรับอำนาจคืนเพื่อจัดการบ้านเมืองให้เด็ดขาดก็ตาม

การสละอำนาจเบ็ดเสร็จนี้เอง กลับกลายเป็นการ "แสดงธรรม" ครั้งใหญ่ ที่มีพลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยครับ

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเจ็ดแปดทศวรรษ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะที่ปลอดพ้นจากการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง ประชาชนจึงรู้สึกได้เองโดยไม่ต้องมีใครอธิบาย ว่าสถาบันนี้ปลอดมลทิน ปลอดพ้นจากความสกปรกโสมมของการแย่งชิงอำนาจ

ลองเทียบกันดูนะครับ ระบอบทหารและประชาธิปไตยเต็มไปด้วยการดิ้นรน แย่งชิง เปรียบเสมือนสิ่งที่แปดเปื้อน แต่สถาบันกษัตริย์กลับประดุจเครื่องหอม ดอกไม้งดงาม สีสันที่บริสุทธิ์

ตรงนี้ก่อให้เกิดความย้อนแย้งซ้อนความย้อนแย้งนะครับ ระบอบที่ยึดโยงกับประชาชนกลับหมักหมมด้วยมลทิน ส่วนระบอบที่ดูห่างไกลจากประชาชนกลับดำรงความบริสุทธิ์ไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

แปลกแต่จริงครับ

บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าสถาบันต้องการอำนาจนำทางการเมือง ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ การเลือกตั้งและการยึดอำนาจมีมานับแต่ปี 2475 แทบไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ภายหลังรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติก็ประทับอยู่นอกประเทศ จนถึงปี 2493 จึงเสด็จกลับนิวัติพระนครถาวร

ในยามที่นักการเมืองมัวแต่แย่งชิงผลประโยชน์ สถาบันกลับทรงทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขครับ ทรงเป็นหลักชัยที่จับต้องได้ มากกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งพร้อมจะถูกฉีกทิ้งได้ง่าย ๆ เสมอ

ผมขอยกตัวอย่างรูปธรรมสักเรื่องนะครับ

ห้วงสงครามอินโดจีนยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2518 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกำลังใจสูงสุดแก่ทุกฝ่าย ทรงแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นประจักษ์ว่า จะทรงเป็นคนไทยคนสุดท้ายที่ยืนหยัดรักษาแผ่นดินของบรรพชน แม้แต่รัฐบาล ทหาร และกองทัพ ก็รู้สึกว่าแผ่นดินไทยขาดพระองค์ท่านมิได้ครับ

และหากลองมองย้อนไปให้ไกลกว่านั้น หากไม่ทรงออกเยี่ยมเยือนดูแลราษฎรในทุกที่ ทั้งบนภูดอย ในชนบท ที่รายล้อมด้วยป่า ผู้คนที่อยู่ห่างไกล ยากไร้ และมักถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐ พรรคคอมมิวนิสต์ก็คงจะช่วงชิงพวกเขาไปได้ไม่ยาก แต่เพราะพระองค์ทรงเข้าถึงพวกเขา หลักชัยของรัฐจึงมิได้ตั้งอยู่แค่ในพระนคร หากแผ่ขยายไปถึงชายขอบทุกตารางนิ้วของแผ่นดินครับ

วิกฤตครั้งนั้นตอกย้ำให้เห็นประจักษ์ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่คือ "หลักชัย" ที่ดำรงอยู่จริงท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์

นี่คือความย้อนแย้งที่ลึกซึ้งอีกชั้นครับ ในยามที่ประชาธิปไตยและกลไกรัฐสั่นคลอน สิ่งที่มิได้แทรกแซงอำนาจการเมือง กลับกลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของรัฐ

การที่สถาบันต้องมีบทบาทในห้วงวิกฤต ไม่ได้แปลว่าสถาบันต้องการให้ประชาธิปไตยอ่อนแอนะครับ แต่เป็นเพราะประชาธิปไตยบ้านเรายังไม่ลงตัว ยังสร้างเสถียรภาพและคุณภาพชีวิตที่ประชาชนพึงพอใจไม่ได้ด้วยตนเอง สถาบันจึงเป็นเสมือน "ปราการด่านสุดท้าย" คอยประคองบ้านเมืองไม่ให้ล่มสลายไปพร้อมกับความขัดแย้ง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมประชาชนจำนวนมหาศาลพร้อมปกป้องสถาบันมากกว่าที่จะปกป้องนักการเมือง นี่คือความจริงที่พรรคการเมืองไทยมักมองข้าม หรือตั้งใจที่จะมองไม่เห็นครับ

ปัญญาชน คนชั้นกลาง ชาวมหาวิทยาลัย นักธุรกิจ และสื่อมวลชน เขาไม่ได้โหยหา "เผด็จการ" หรือ "ประชาธิปไตย" ในฐานะกรอบคิดว่างเปล่าหรอกครับ เพราะของพวกนี้ในบริบทไทยมัน "แปดเปื้อน"

สิ่งที่เขาโหยหาคือ "ธรรมาภิบาล" ที่เชื่อถือได้ ใครให้ได้ก็สนับสนุนทั้งนั้น

ตรงไปตรงมาอย่างนี้ครับ

และเราคงต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยไทยยังสอบตกในวิชาธรรมาภิบาลอย่างซ้ำซาก นักการเมืองมักติดกับดักความคิดที่ว่าอำนาจจาก "เสียงส่วนใหญ่" คือใบอนุญาตให้ทำอะไรก็ได้

แต่พวกเขาลืมไปครับ ว่าความชอบธรรมไม่ใช่สิ่งที่ซื้อได้ด้วยคะแนนเสียง มันคือ "ธรรม" ที่ต้องสั่งสม และต้องแสดงออกให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

นี่คือประเด็นสำคัญที่ผมอยากเน้นนะครับ ยิ่งพวกเขายึดมั่นว่าคะแนนเสียงคือความชอบธรรมสูงสุด พวกเขากลับยิ่งห่างไกลจากความชอบธรรมที่แท้จริง เพราะประชาชนแยกแยะออกระหว่างอำนาจตามกฎหมายกับอำนาจทางศีลธรรม

ถ้าประชาธิปไตยจะอยู่รอดในแผ่นดินนี้ ผู้นำต้องเลิกเป็นแค่ "นักฉวยโอกาส" ที่จ้องตะครุบอำนาจครับ แล้วหันมาเป็น "นักแสดงธรรม" ทำให้ประชาชนเห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิ์ แต่เป็นเรื่องของ "การทำคุณประโยชน์"

ธรรมในที่นี้ไม่ใช่คำสอนในวัดครับ แต่คือผลงานที่เห็นชัด คือการบริหารที่โปร่งใส คือความซื่อสัตย์ที่ตรวจสอบได้ คือการสร้างความเป็นธรรมให้คนทุกชนชั้นยอมรับ

ประชาธิปไตยอารยะ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เอาแต่ตะโกนด่าทอ หรือซ่อนตัวในเกราะกำบังจากอำนาจอื่น แต่คือประชาธิปไตยที่นำพาบ้านเมืองไปสู่ทางที่ถูกที่ควร ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความซื่อสัตย์ที่จับต้องได้ครับ

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการปฏิรูปกฎหมาย แต่มันคือการ "ปลูกฝังจิตวิญญาณ" ของความเป็นผู้นำครับ นักการเมืองต้องเลิกมองว่าการเลือกตั้งคือเส้นชัย แล้วเปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่า มันคือจุดเริ่มต้นของการแบกรับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่

เมื่อไหร่ที่นักการเมืองทำตัวเป็น "ภาชนะที่สะอาด" มากพอ เมื่อนั้นความโหยหา "อำนาจพิเศษ" จากภายนอกก็จะค่อย ๆ เหือดหายไปเอง โดยที่เราไม่ต้องไปกดดันใคร

นี่คือทางรอดเดียวของประชาธิปไตยในบริบทไทยครับ ไม่ใช่การทำลายระเบียบเดิมทิ้ง แต่คือการทำให้ประชาธิปไตย "เติบโต" จนมีที่ยืนอันสง่างาม เคียงคู่ไปกับราชาธิปไตยที่จำกัดอำนาจอย่างมีศักดิ์ศรี

และนี่คือข้อสังเกตสุดท้ายที่ผมขอฝากไว้ครับ

ประชาธิปไตยจะอยู่รอดได้ ก็ต่อเมื่อมันพิสูจน์ได้ว่ามีคุณค่าพอ ที่จะยืนเคียงข้างราชาธิปไตยด้วยสง่าราศีที่ไม่ด้อยกว่า ไม่ใช่ในฐานะคู่แข่งที่ต้องเอาชนะกัน แต่ในฐานะ "รัฐบาลแห่งความเจริญ" ที่เดินเคียงคู่ไปกับ "เข็มทิศทางจิตวิญญาณ" ของชาติ

นั่นคือโจทย์ที่ท้าทายที่สุดครับ เป็นโจทย์ที่วัดกึ๋น วัดหัวใจ วัดความรักชาติ ของคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำไทยในอนาคต

หากทำได้สำเร็จ นั่นมิใช่เพียงชัยชนะของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือชัยชนะของประชาธิปไตยและราชาธิปไตย ที่ยืนยงร่วมกันอย่างสมบูรณ์และยั่งยืนครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หลายโครงการรัฐ ทำไมถึงมีเอกชนมาเขียนทีโออาร์ให้
หลายโครงการรัฐ ทำไมถึงมีเอกชนมาเขียนทีโออาร์ให้