ในวันที่บ้านเมืองหรือโลกวิกฤต เข็มทิศจะพังและดาวเหนือจะดูแล้วเห็นเพียงเลือนลาง
ในยามนั้น ผู้นำจะต้องเป็นเข็มทิศและคบไฟที่นำทางให้จงได้
คุณธรรมเท่านั้นคือลมหายใจที่จะหล่อเลี้ยงให้บ้านเมืองมีชีวิตต่อไปได้
วิกฤตนั้นไม่ใช่แค่ระบบพัง แต่คือภาวการณ์ที่ทิศทางแห่งธรรมนั้นดูสับสนปั่นป่วนครับ
"เข็มทิศ" ในที่นี้คือระบบคุณค่าและสถาบันที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นตัวบทกฎหมาย วัฒนธรรม หรือความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
เมื่อความจริงถูกแทนที่ด้วยความเห็นแก่ตัวและข้อมูลเท็จ
ในสภาพที่นักคิดร่วมสมัยเรียกว่า "ยุคหลังความจริง" (post-truth)
เข็มทิศนั้นก็จะแกว่งอย่างไร้ทิศครับ
อันตรายยิ่งกว่านั้นคือเมื่อสังคมยอมรับภาวะไร้ทิศทางว่าเป็นปกติ
จนเลิกถามถึงความถูกต้องหรือผิดถูก
ฮันนาห์ อาเรนต์(Hannah Arendt) เรียกสิ่งนี้ว่า "ความชั่วร้ายอันสามัญ" (banality of evil)
หรือ ความชั่วร้ายที่เกิดจากการไม่คิด ไม่ไตร่ตรองครับ
เธอเคยเตือนว่าเมื่อการเมืองปราศจากการไตร่ตรองทางจริยธรรม
มันจะกลายเป็นเพียงเกมแห่งอำนาจที่ไร้มนุษยธรรม
เมื่อสถาบันสั่นคลอน งสิ่งที่เหลือคือมนุษย์ที่มีคุณธรรมเท่านั้น
.ในจังหวะนี้สังคมไม่ต้องการแค่คนเก่งหรือคนฉลาด
แต่ต้องการ "คนดีที่ดำรงชีวิตเป็นธรรมะที่เคลื่อนไหวได้"
คือคนที่ประชาชนเห็น สัมผัส และศรัทธาได้จากการกระทำจริง ไม่ใช่คำพูดครับ
ผู้นำที่แท้มีสามคุณสมบัติ
หนึ่ง—คุณธรรมต้องต่อเนื่อง
ไม่ใช่ทำดีเฉพาะต่อหน้าสื่อต่อหน้ากล้องครับ
อริสโตเติลเรียกสิ่งนี้ว่า hexis หรืออุปนิสัยที่มั่นคง
ซึ่งเกิดจากการฝึกฝนกระทำดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหลอมรวมเป็นธรรมชาติที่สองของตัวตน
ความกล้าหาญที่แท้จึงไม่ใช่การฮึกเหิมเป็นครั้งเป็นคราว แต่คือการยืนหยัดในหลักการแม้จะอยู่ในที่ลับตาคน
เช่นเดียวกับ "ภาวนา" ในพุทธศาสนาที่ฝึกจิตจนกุศลธรรมกลายเป็นพื้นนิสัยไม่ใช่เป็นแค่อารมณ์ชั่วครู่ครับ
สิ่งนี้ต้องสม่ำเสมอในทุกลมหายใจของการทำงาน
ขงจื๊อก็สอนในท่วงทำนองเดียวกันว่า
"ผู้มีคุณธรรมย่อมไม่โดดเดี่ยว ย่อมมีมิตรมาเอง"
เพราะคุณธรรมที่มั่นคงย่อมดึงดูดผู้คนเข้าหาโดยไม่ต้องร้องขอ
สอง—ไม่จำเป็นต้องประกาศตน
เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้นำที่ดีที่สุด ประชาชนแทบไม่รู้ว่ามีอยู่… เมื่อภารกิจสำเร็จ ผู้คนจะพูดว่า 'เราทำเอง'"
เป็นเหมือนดาวเหนือที่เงียบแต่ส่องทาง
ไม่เรียกร้องให้ใครขอบคุณ แต่นำด้วยการทำให้เห็น
การนำที่แท้จึงไม่ใช่การสร้างภาพ
แต่คือการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่นครับ
สาม—ฟังเสียงแผ่นดินและตอบสนองด้วยการทุ่มเทเพื่อประโยชน์สุขมหาชน
ผู้นำต้อง "หายใจเข้า" ด้วยการรับรู้ทุกข์สุขของประชาชน
และ "หายใจออก" เป็นความหวังและความถูกต้องครับ
ย้อนแย้งยิ่ง: ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งต้องลดตนลง
การลดตนไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่คือการลดอัตตาเพื่อเปิดทางให้ปัญญาและความเมตตาทำงานครับ
เม่งจื๊อกล่าวว่า "ความชอบธรรมสำคัญกว่าประโยชน์"
และผู้ปกครองที่แท้ต้องมี "จิตใจที่ไม่อาจทนเห็นผู้อื่นทุกข์"
จิตใจเช่นนี้คือรากฐานของทุกนโยบายที่คำนึงถึงมนุษย์
มันไม่ใช่แค่ความสงสาร หากแต่คือแรงผลักให้ลงมือแก้ไข
ผู้นำที่ดีที่สุดคือผู้รับใช้
ไม่ใช่เพื่อให้ตนเด่น แต่เพื่อให้ผู้อื่นเดินได้ด้วยตัวเองครับ
อริสโตเติลเรียกสิ่งนี้ว่า phronesis หรือความรอบรู้เชิงปฏิบัติ
คือความสามารถตัดสินใจถูกต้องในสถานการณ์เฉพาะหน้าบนฐานของคุณธรรม
ไม่ใช่เมินเฉย ไม่ใช่ลอยตามกระแส
ด้านโรเบิร์ต กรีนลีฟ (Robert K. Greenleaf) นักคิดตะวันตกสมัยใหม่
ก็นิยาม "ผู้นำผู้รับใช้" (servant leadership) ว่ามีหัวใจคือการรับใช้เป็นภารกิจสูงสุด
โดยทดสอบได้จากคำถามว่า "ผู้ตามเติบโตขึ้นหรือไม่ เมื่ออยู่ภายใต้การนำ"
เช่นเดียวกับอุดมคติพระโพธิสัตว์ในมหายาน
ที่ตั้งปณิธานอุ้มทุกข์ของสรรพสัตว์ไว้ในใจ
โดยไม่ถือว่าตนเป็นศูนย์กลางครับ
อย่าเผาตัวเองจนมอด—จงเติมตะเกียงให้ส่องนานพอ
การเป็นแสงสว่างให้ผู้อื่น
มิใช่การเสียสละจนสิ้นแรง
แต่คือการมีแหล่งพลังภายในที่หมั่นเติมอย่างสม่ำเสมอครับ
ติช นัท ฮันห์ ( Thich Nhat Hanh) พูดถึง "ผู้นำที่ไม่มีตัวตน"
ที่ว่างพอจะบรรจุความทุกข์ของผู้อื่นโดยไม่สูญเสียตนเอง
และเตือนว่า "หากเราไม่สงบ เราก็ไม่อาจนำสันติสุขสู่ใครได้"
มาร์คัส ออเรลิอัส (Marcus Aurelius) จักรพรรดินักปรัชญาแห่งสำนักสโตอิก(Stoic) เตือนพระองค์เองทุกคืนว่า
"จงมองเข้าไปภายใน เพราะภายในมี"น้ำพุ" แห่งความดีที่ไม่มีวันเหือดแห้ง หากขุดหามันอยู่เสมอ"
และ "ยามเช้าจงบอกตนเองว่า วันนี้ข้าอาจพบคนอกตัญญู หยาบคาย ริษยา แต่ข้าไม่โกรธพวก เพราะเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน--ธรรมชาติอันเดียวกัน"
สองพันปีก่อนเขารู้แล้วว่าการนำโดยไม่ฟื้นฟูจิตใจคือการเดินสู่ความว่างเปล่า
ผู้นำที่หมดไฟย่อมนำใครไม่ได้นาน
จงฟื้นฟูตัวเองด้วยสมาธิ กัลยาณมิตร และการยึดมั่นในหลักการครับ
สรุป: เราทุกคนสร้างดาวเหนือร่วมกัน
ในโลกที่เสียงอึกทึกดังกลบความถูกต้อง
บ้านเมืองจะรอดได้ก็เมื่อเรากล้าที่จะเป็นเข็มทิศให้แก่กัน
ไม่ใช่ชี้แต่ทางที่ได้เปรียบ ที่จะได้เงินจากโครงการหลวง ที่จะได้ประโยชน์แต่เฉพาะตนเฉพาะกลุ่ม หากแต่ชี้ทางที่ควรค่าแก่การสร้างบ้านเมืองและยกระดับความเป็นมนุษย์ครับ
ฮันนาห์ อาเรนต์ ยังชี้ด้วยว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมศักยภาพในการ "เริ่มต้นใหม่" (natality—ภาวะการเกิดใหม่)
แม้ในวันที่มืดมิดที่สุด เราก็ยังสามารถริเริ่มการกระทำที่มีความหมายใหม่ได้เสมอ
ขอเพียงเราไม่ลืมว่าดาวเหนือที่จริงไม่ได้อยู่บนท้องฟ้า หากอยู่ในหัวใจที่กล้าทำดีและช่วยกันหายใจเข้าออกให้เป็นคุณธรรม
แม้พายุจะหนัก สังคมก็จะเป็นดังนาวาใหญ่
ที่ลอยลำฝ่าคลื่นสูงลมแรงในมหาสมุทรต่อไป




