News Logo
หน้าแรก
แผ่นดินต้องการ “รัฐบุรุษ”

แผ่นดินต้องการ “รัฐบุรุษ”

20 ก.ค. 2569 16:23
ผู้ชม 16 คน

เราอยู่ในยุคโลกหมุนไวยิ่ง​ และเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงโกลาหล

ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้าอยู่นี้​ สิ่งที่บ้านเมืองกำลังขาดแคลนอย่างที่สุดไม่ใช่ “นักบริหารที่เก่งเทคนิค” หรือ “นักการเมืองที่เก่งการตลาด” จริงๆ​ เรากำลังขาด “รัฐบุรุษ” ผู้มีปรัชญาเพื่อแผ่นดินหยั่งลึกในหัวใจ

​ความแตกต่างระหว่างนักการเมืองทั่วไปกับรัฐบุรุษนั้นบอกได้ง่ายมาก​ คือ​ นักการเมือง​ คิดถึงแต่การเลือกตั้งครั้งต่อไปและความอยู่รอดเฉพาะหน้าแต่รัฐบุรุษจะคิดถึงความเจริญวัฒนาของชาติและคนรุ่นหลัง ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

​การตัดสินใจของผู้นำในวันนี้ คือโอกาสทองครั้งเดียวในชีวิตที่จะเลือกว่า จะเลือนหายไปตามกาลเวลา หรือจะสลักชื่อไว้ในความทรงจำของแผ่นดิน และนี่คือคำแนะนำ 5 ข้อ​ ที่จะเปลี่ยนผู้ครองอำนาจไปเป็นรัฐบุรุษ พร้อมทั้งเป็นเข็มทิศให้ประชาชนร่วมกันเลือกและเรียกหารัฐบุรุษ

​1. รัฐบุรุษต้องทลาย​ "อัตตา" เพื่อกลายตนเป็นรากแก้วของแผ่นดิน ผู้ที่จะเป็นเสาหลักให้บ้านเมืองนั้น ต้องทุบทำลายตัวตนให้กลายเป็นธุลีดินเสียก่อน

​จุดเริ่มต้นของรัฐบุรุษนั้น​ ไม่ได้อยู่ที่การมุ่งแสวงหาอำนาจ​ หรือถวิลหาแต่ความโด่งดัง หากแต่อยู่ที่การก้าวข้ามประโยชน์และศักดิ์ศรีส่วนตน รัฐบุรุษไม่ใช่คนที่ต้องการสปอตไลท์ที่ส่องสว่าง​ แต่พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น “รากแก้วที่คนอาจมองไม่เห็น” ยอมแม้ฝังตัวอยู่ในดิน ยอมเหน็ดเหนื่อยและแบกรับทุกอย่าง และส่งต่อน้ำและสารอาหารไปเลี้ยงต้นไม้ใหญ่--ประเทศไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

​2. รัฐบุรุษต้องซื่อสัตย์ต่อหลักการ และพร้อมรับผิดรับชอบต่อนามธรรมที่เรียกว่า​"ประวัติศาสตร์"

​คำว่า “ประวัติศาสตร์” ในวิถีของรัฐบุรุษ ไม่ได้หมายถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านพ้นและตายไปแล้ว แต่มันคือ “สายธารแห่งกาลเวลาที่เชื่อมโยง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ”

​อดีต คือรากเหง้า บทเรียน และต้นทุนทางปัญญาที่ส่งต่อมาถึงเราทั้งหลาย

​ปัจจุบัน คือพื้นที่หรือเวทีหรือสนามรบแห่งการดิ้นรน​ ลงมือทำและตัดสินใจในขณะนี้

​อนาคต คือผลลัพธ์ของสิ่งที่เราหว่านไว้ ซึ่งลูกหลานต้องเป็นผู้รับกรรมหรือรับผลบุญ

​การที่รัฐบุรุษ “รับผิดชอบประวัติศาสตร์” จึงหมายถึงตระหนักรู้ว่า ทุกการตัดสินใจในวันนี้(ปัจจุบัน)จะกลาย​ เป็นรากฐานที่กำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองในอีก 20, 30, 50 หรือ 100 ปี ข้างหน้า (อนาคต) ก็ได้​ เขาจึงยอมถูกคนในปัจจุบันมองอย่างไม่เข้าใจ ยอมบอบช้ำทางการเมืองในวันนี้ เพื่อจะปกป้องอนาคตของชาติ เพราะรู้ดีว่า​ "กาลเวลา" จะพิสูจน์ความถูกต้องในท้ายที่สุด

​3. รัฐบุรุษยืนสูงเด่นในหอคอยแห่งกาลเวลา มองออกเห็นภาพรวมเชิงประวัติศาสตร์

​ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้นและเปลี่ยนไปมาทุกวัน รัฐบุรุษจะไม่ใช่นักตอบโต้ข่าวรายวัน แต่คือผู้ที่ยืนบนจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์ มองเห็นอดีต เข้าใจปัจจุบัน และอ่านอนาคตได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

​เขาจะรู้ดีว่าสังคมของตนมีรากเหง้ามาจากไหน มีจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร และรู้ว่า “จังหวะเวลาไหน” ที่จักต้องเด็ดขาดเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและนโยบายของชาติ โดยไม่ฝืนหรือขัดกับสัจธรรมและจริตที่แท้จริงของบ้านเมือง

​4. รัฐบุรุษหลอมรวมความต่าง ผสานใจคนมากมายหลายกลุ่มในชาติ

​ผู้นำที่อ่อนแอมักชอบใช้วิธี “แบ่งแยกและปกครอง” เพื่อสร้างความขัดแย้งในหมู่ชนและรักษาอำนาจของตนไว้ แต่รัฐบุรุษจะทำในสิ่งตรงกันข้าม คือ “ผสานความขัดแย้งปรองดองเพื่อสร้างชาติ”

​เขามองความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่หน้าที่ของเขาเป็นสะพานเชื่อมโยงสองฝั่ง เป็นศูนย์รวมจิตใจ และสร้างพื้นที่หรือเวทียุติธรรมที่ทุกฝ่ายไว้วางใจได้

รัฐบุรุษไม่มองเพื่อนร่วมชาติเป็นศัตรู แต่ใช้ปรีชาญาณและความเมตตานำพาประชาชนข้ามพ้นกับดักแห่งความเกลียดชังกันและกัน

​5. ในที่สุดรัฐบุรุษจะก้าวลงอย่างสง่างาม ส่งต่อคบเพลิงให้คนรุ่นต่อไป

​ตัวชี้วัดรัฐบุรุษที่แท้จริง ไม่ใช่วัดในวันที่เขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ แต่วัดในวันที่เขาได้​ “ก้าวลงมาจากตำแหน่ง” แล้ว​ ดูสิว่าบ้านเมืองยังคงมั่นคง สถาพรอยู่ และเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้

​รัฐบุรุษคือสถาปนิกและวิศวกรผู้สร้างระบบและสร้างคน หน้าที่หลักของเขาคือการบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเหนือกว่าตนเองด้วยซ้ำ ไม่กลัวว่าจะถูกใครจากที่ไหนมาบดบังรัศมีพร้อมที่จะส่งต่อคบเพลิงแห่งปัญญาและส่งมอบสถาบันที่เข้มแข็งให้เป็นมรดกแก่แผ่นดิน เพื่อให้กลไกของชาติขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อชั่วลูกชั่วหลาน

​สาส์นถึงประชาชน: เราจะได้รัฐบุรุษไหม อยู่ที่ท่าน หยุดเลือก ‘นักการเมืองเฉพาะหน้า’ และร่วมกันหา ‘รัฐบุรุษ’ ดีกว่า

​อนาคตของบ้านเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ถืออำนาจฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ สายตาและหัวใจของประชาชนทุกคน ยามที่พวกเราเดินเข้าคูหา หรือยามที่เราส่งเสียงเรียกร้องทางการเมือง​ ​ที่ผ่านมา เรามักติดอยู่ในกับดักแห่งความพึงพอใจระยะสั้น เรามักหลงไปกับคำสัญญาฉาบฉวย มักชอบแนวนโยบายที่แจกจ่ายผลประโยชน์ชั่วคราวและในเฉพาะหน้า​ หรือชอบแต่ผู้นำที่เก่งในการสร้างภาพบนหน้าสื่อ แต่อย่าลืมครับ​ ผลลัพธ์ที่ได้คือบ้านเมืองที่ย่ำอยู่กับที่ และมีปัญหาใหญ่ในระดับโครงสร้างที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมรอการระเบิด

​ถึงเวลาแล้วที่พวกเรา—ประชาชนผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน—จะต้องยกมาตรฐานของตนให้สูงขึ้น

​จงหยุดมองหาเพียงแค่ "นักการเมืองที่ถูกใจ" หรือ "นักบริหารที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ" แต่จงร่วมกันมองหา และ เลือกสรรผู้นำที่มีความเป็นรัฐบุรุษ คนที่กล้าพูดความจริงกับพวกเรา คนที่ไม่ยอมประนีประนอมความไม่ถูกต้องเพื่อแลกกับคะแนนเสียง และคนที่กล้าตัดสินใจในเรื่องยากๆ เพื่ออนาคตของลูกหลานเราในวันข้างหน้า

อำนาจในการกำหนดว่าประวัติศาสตร์หน้าต่อไปของชาติจะเป็นอย่างไร อยู่ในมือของประชาชนทุกคน จงใช้มันเพื่อปฏิเสธสิ่งฉาบฉวย และเรียกหารัฐบุรุษมานำพาบ้านเมือง

​จาก "ผู้ครองอำนาจชั่วคราว" สู่ "ตำนานที่แผ่นดินไม่ลืม":

​สำหรับผู้นำที่มีอำนาจอยู่ในมือในเวลานี้...

ตำแหน่งหน้าที่ ลาภยศ และคำสรรเสริญฉาบฉวยในเวลานี้ เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวที่เมื่อเวลาผ่านไป คนพร้อมจะลืม มีผู้นำมากมายที่ลงจากตำแหน่งแล้วก็หายไปเหมือนสายลม​ที่พัดมาวูบเดียว​ และมีผู้นำกี่คนเองที่แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่ชื่อยังถูกกล่าวขวัญและเรียกหา​ ยังได้รับศรัทธาเป็นอย่างสูงจากประชาชน​ ?

​ความเป็น "รัฐบุรุษ" นั้นคือเกียรติยศขั้นสูงสุดที่เงินซื้อไม่ได้ และอำนาจบังคับเอาไม่ได้ มันคือความเป็นอมตะในสายธารแห่ง

กาลเวลา

สำหรับผู้มีอำนาจอยู่​​การเลือกทางเดินรัฐบุรุษนี้อาจต้องใช้ความเสียสละ ต้องกล้าขัดใจผู้คนในระยะสั้น และต้องเหน็ดเหนื่อยกว่าการเป็นผู้นำทั่วไปอย่างมหาศาล แต่นี่คือหนทางเดียวที่ทำให้การขึ้นสู่อำนาจของท่านมีคุณค่าสูงสุด จงเปลี่ยนอำนาจในมือให้กลายเป็น "มรดกเพื่ออนาคต" ลูกหลานในวันข้างหน้าย่อมจะหวลระลึกถึงท่านด้วยความกตัญญู

​วิถีรัฐบุรุษ: เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของการนำพาและการบริหาร​

การเป็น​ "รัฐบุรุษ" นั้น​ โดยสรุป​ คือการบรรลุสมดุลขั้นสูงสุด คุณต้องมีความเด็ดขาดเฉียบคมปานศาสตราวุธยามเผชิญวิกฤต

ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนดั่งมหาสมุทรยามรับฟังประชาชน คุณต้องมองภาพฝันไกลระดับศตวรรษ แต่ต้องแก้ปัญหาตรงหน้าได้ทันท่วงที​ ช้าไม่ได้​ พลาดหรือแพ้ไม่ได้

จง​อย่าให้อำนาจของท่านจบลงพร้อมกับวาระทางการเมือง และอย่าปล่อยให้เสียงประชาชนสูญไปกับสิ่งฉาบฉวย ถึงเวลาแล้วที่ทั้งผู้ตามและผู้นำจะได้ร่วมกันยกระดับจิตวิญญาณ และสลักชื่อของท่านไว้ในฐานะ "รัฐบุรุษผู้พลิกชะตาชาติ​ และวางรากฐานอันไม่มีวันสั่นคลอนให้แก่แผ่นดินนี้" ร่วมกัน!

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เนเน่ เสน่ห์แห่งความไม่สมบูรณ์แบบ
เนเน่ เสน่ห์แห่งความไม่สมบูรณ์แบบ