News Logo
หน้าแรก
สนธิระบบอุปถัมภ์กับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่

สนธิระบบอุปถัมภ์กับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่

23 ก.ค. 2569 17:12
ผู้ชม 5 คน

ผมขอเริ่มด้วยข้อสังเกตที่อาจฟังดูย้อนแย้งครับ

ระบบอุปถัมภ์คือสิ่งที่เราทั้งรักทั้งชัง เราได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากมัน เราประณามมันว่าเป็นต้นเหตุแห่งการฉ้อฉล แต่ขณะเดียวกันเราก็ใช้มันในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว

นี่คือความย้อนแย้งประการแรกของมรดกทางอารยธรรมชิ้นนี้ มันไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือชั่วร้ายในตัวเอง แต่คือรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ฝังรากลึกมาหลายร้อยปี มันอยู่มาก่อนรัฐสมัยใหม่ ก่อนรัฐธรรมนูญ และก่อนระบอบประชาธิปไตย ก่อนที่รัฐจะหยั่งรากถึงหมู่บ้าน อุปถัมภ์คือสวัสดิการ คือกฎหมาย คือตาข่ายแห่งความปลอดภัยของชีวิตสามัญชนในโลกที่รัฐเข้าไม่ถึง

แต่เมื่อสยามก้าวเข้าสู่รัฐประชาชาติหลัง ๒๔๗๕ วัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่พึ่งพาความรู้จักมักคุ้น ก็ต้องปะทะกับโลกของ "คนแปลกหน้า" โลกของกฎหมาย พลเมืองเสมอภาค และระบบราชการที่ใช้หลักเหตุผล

แรงปะทะนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และนี่คือความย้อนแย้งประการที่สองครับ การเปลี่ยนแปลงนั้น "สำเร็จเพียงครึ่งเดียว" แต่ครึ่งที่สำเร็จกลับเป็นครึ่งของราชาธิปไตย ไม่ใช่ประชา​ธิปไตย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบที่สุดในการ​สนธิราชูปถัมภ์​เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรม พระองค์ทรงเป็น "เจ้าชีวิต" ตามจารีต แต่ทรงเลือกจะเป็น "ผู้ให้" มากกว่า "ผู้รับ" ทรงมีพระราชอำนาจตามจารีตที่จะสั่งการ แต่ทรงเลือกที่จะถามที่จะคุย มากกว่า​ ทรงมีพระราชทรัพย์พอเพียงที่จะพระราชทาน แต่ทรงเลือกที่จะสอนแทน นี่คือการเปลี่ยนแก่นแท้ของระบบอุปถัมภ์จาก "การให้เพื่อครอบงำ" ไปสู่ "การให้เพื่อการปลดปล่อย"

พระองค์ไม่ได้ทรงใช้พระราชทรัพย์และพระบารมีเพื่อสร้างฐานอำนาจ แต่ทรงใช้เพื่อสร้างโรงเรียน อาชีพ ความรู้ และศักดิ์ศรีให้แก่พสกนิกรที่จะพึ่งพาตนเองต่อไปได้ ผมขอเรียนว่า นี่คือความย้อนแย้งที่งดงามที่สุด เพราะพระองค์ทรงใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อ "ทำลาย" ระบบอุปถัมภ์แบบเดิม ทรงให้จนผู้รับไม่ต้องพึ่งพาพระองค์อีกต่อไป ทรงสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งพอที่เขาจะยืนอยู่บนลำแข้งของตนเองได้​ นับล้านๆ​ คน

นี่คือการ​ "ปฏิวัติเงียบ" ต่อจิตวิญญาณของระบบอุปถัมภ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แทบไม่มีใครมองเห็น​ รวมทั้งบรรดาคนหัวก้าวหน้าทั้งหลายเป็นอันว่าการอุปถัมภ์ ที่สร้าง​หนี้บุญคุณส่วนตัว แปรเป็นราชูปถัมภ์ที่สร้างภูมิคุ้มกันและให้อิสรภาพ กษัตริย์ผู้ที่เราคาดว่าจะรักษาระบบอุปถัมภ์ไว้ กลับเป็นผู้ที่"ปฏิวัติ" มัน พระราชาผู้ที่เราเคยคิดว่าจะทรงอยู่เบื้องบนสูงสุด กลับทรงก้มลงต่ำที่สุดเพื่อเข้าให้ถึงคนยากไร้นับแสนนับล้าน

ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงเป็น "นวัตกร" ผู้ยิ่งใหญ่ทรงใช้ศิลปวิทยา​การ​ เทคโนโลยี และข้อมูล​ มาขับเคลื่อนอย่างแม่นยำและได้ผล โครงการฝนหลวงคือ "นวัตกรรมเพื่อการให้" ที่พลิกฟ้าพลิกดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาคือ "ห้องปฏิบัติการทางสังคม" ที่ใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจ นี่คือการ​ "สนธิ" ภูมิปัญญาตะวันออกกับศาสตร์ตะวันตก สนธิ "บารมี" เข้ากับ "ข้อมูล" อย่างสนิทแนบแน่น

ส่วนรัชกาลปัจจุบันเล่า​ ท่านก็ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท สืบสานและต่อยอดแนวพระราช​ดำริอย่างแน่วแน่ ทรงให้พระราชูปถัมภ์ที่มุ่งปลดปล่อยพสกนิกรจากการเป็น "ผู้ขอ" หรือ "ผู้รอคอย" ไปสู่การเป็นผู้ลงมือทำด้วยตนเอง โครงการจิตอาสาพระราชทานมิได้เป็นเพียงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ แต่คือกระบวนการปลูกสร้างสำนึกพลเมืองไปด้วย​ ให้ตื่นรู้ว่า ทุกคนมีศักดิ์ศรีและพลังที่จะช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับการที่ทรงพระราชทานทุนการศึกษาแก่เยาวชนด้อยโอกาส ที่มิใช่การให้เพื่อให้พึ่งพิง เปรียบไปคือการให้ "เบ็ด" เพื่อให้พวกเขาตกปลาเองต่อไปและตลอดไป

ขอยกตัวอย่างอีกองค์หนึ่ง​ คือ​ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ก็ทรงสืบสานพระราชปณิธานนี้อย่างครบถ้วน ทรงเน้นการสร้าง "ทุนมนุษย์" ผ่านการศึกษา การโภชนาการ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อผู้ด้อยไม่ทรงเลือกที่รักที่ไม่รัก แต่ทรงเน้นการช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่ผู้พิการและด้อยโอกาสด้วยซ้ำ

ทั้งสามพระองค์ทรงพิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า ระบบอุปถัมภ์ไทยนั้น​ สามารถสนธิหรือรวมพลังกับคุณธรรมและนวัตกรรมได้จริง โดยมีพระราชหฤทัยบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง​ จึงทรงให้โดยไม่หวังผลตอบแทน

ทว่า สำหรับครึ่งของระบอบเลือกตั้งและระบบราชการนั้น กลับยังติดหล่มในอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมครับ

นักการเมืองจำนวนไม่น้อยมองงบประมาณแผ่นดินเป็นเสมือน "ของขวัญส่วนตัว" ที่ต้องแจกจ่ายให้ฐานเสียงเพื่อสร้างหนี้บุญคุณ

ระบอบประชาธิปไตยซึ่งประชาชนควรเป็นเจ้าของอำนาจ กลับกลายเป็นว่านักการเมืองทำตัวเป็น "ผู้ให้" และประชาชนเป็น "ผู้ขอ" ประชาธิปไตยถูกแปลงให้เป็นระบบที่กลับหัวกลับหาง​ คือประชาชน​"ต่ำต้อย" และเป็น​" ลูกมือ" ผู้นำและข้าราชการกลับเป็นผู้สูงส่ง ผู้บงการ​

ประชาชนที่เข้มแข็งคือฝันร้ายของนักการเมือง เพราะเมื่อพวกเขาพึ่งตนเองได้ เส้นสายและบุญบารมีของนักการเมืองก็หมดความหมาย นักการเมืองจึงต้องรักษาสภาพ "การพึ่งพิง" ไว้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชน นะครับแต่เพื่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้าต่างหาก

ส่วนระบบราชการเราก็ติดกับดัก "เทคนิคไร้หัวใจ" ยึดระเบียบเป็นที่ตั้งโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ร้อนของประชาชน และใช้อุปถัมภ์เพื่อสร้างฐานกำลังภายในและเพื่อผูกขาดอำนาจ ทั้งสองระบบ--การเมืองและราชการ--มองประชา ชนเป็นเพียง "ผู้รับ" ที่ต้องรอการหยิบยื่นให้จากเบื้องบน ไม่เคยคิดเปลี่ยนพวกเขาให้เป็น "เจ้าของอำนาจ" อย่างแท้จริง

นี่คือโศกนาฏกรรมไหมครับของระบอบประชาธิปไตยไทยครับ เรามีการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีพลเมือง เรามีรัฐธรรมนูญ แต่ว่าประชาชนยังไม่รู้สึกว่าตนนั่นแหละ​ มิใช่ใครอื่น​ คือเจ้าของประเทศ

คำถามสำคัญคือ เราจะก้าวข้ามความล้มเหลวนี้ได้อย่างไร ผมขอเสนอว่า เราจะต้องเรียนรู้จากครึ่งที่สำเร็จ และนำบทเรียนนั้นมาสนธิเข้ากับการสร้าง "สำนึกพลเมือง" ครับ

"สนธิ" ในที่นี้หมายถึงการหลอมรวมจนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่การประนีประนอมแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่คือการหลอมรวมจิตวิญญาณสองสิ่งในตัวตนของคนไทยทุกคน คือการเป็นทั้ง "พสกนิกรผู้ภาคภูมิ" และ "พลเมืองผู้ภาคภูมิ" ในบุคคลเดียวกัน

ฝั่งแรกคือความเป็นพสกนิกรผู้ภาคภูมิใจในราชันย์ครับ เราภาคภูมิที่ได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารในหลวงผู้ทรงอุทิศพระชนม์ชีพเพื่อปวงชนโดยไม่เลือกหน้า เราได้รับแรงบันดาลใจจากบรรดาพระราชกรณียกิจ เราเห็นแบบอย่างแห่งการให้เพื่อปลดปล่อย และเราสำนึกในพระเมตตาและกรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง

แต่การเป็น "พสกนิกร" ในความหมายใหม่ ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอและต้องพึงพิงแต่พระองค์ท่านร่ำไป แต่ต้องแปลว่าเราจะเข้มแข็งพอที่จะรับแรงบันดาลใจจากผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า และนำพลังนั้นมาทำดี มิใช่การยอมสยบ แต่คือการรับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่ทรงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้จริง

ฝั่งที่สองคือความเป็นพลเมืองผู้ภาคภูมิครับ นี่คือมิติที่เราต้องเร่งสร้างอย่างจริงจังผ่านการศึกษา-วัฒนธรรม เราต้องปลูกฝังสามสิ่งนี้ในจิตวิญญาณคนไทยทุกคน

หนึ่ง ความภูมิใจในความเป็นพลเมือง เราต้องเลิกภูมิใจแต่เพียงว่าเราเป็นลูกน้องใคร แล้วหันมาภูมิใจแทนว่าชุมชนเรานั้นดีขึ้นได้เพราะเราลงมือทำ คลองเราใสนั้นเพราะเราไม่ทิ้งขยะ ประเทศเรางดงามนั้นเพราะเราทุกคนช่วยกันดูแล

สอง สร้างคุณธรรมสาธารณะให้เกิด ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก "ฉันเป็นหนี้บุญคุณคนนั้นคนนี้" ไปสู่ "ฉันเป็นหนี้สังคม" เมื่อใครได้รับโอกาส ต้องตอบแทนคืนสู่ส่วนรวม ไม่ใช่ตอบแทนนักการเมืองเป็นการส่วนตัว

สาม การปกครองตนเองนั้นคือหน้าที่ การไปเลือกตั้งไม่ใช่แค่สิทธิ แต่คือหน้าที่ ในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ​ คือหน้าที่ของเจ้าของประเทศ เราต้องเป็นพลเมืองผู้เป็นเจ้าของรัฐเจ้าของประเทศด้วย ไม่ใช่แค่เป็นผู้น้อยผู้หย่อนบัตรเลือกนาย

เมื่อสองสิ่งนี้สนธิเข้าด้วยกัน​ จะได้พลเมืองที่สมบูรณ์ พลเมืองที่รู้พระมหากรุณาธิคุณ แต่ในขณะเดียวกันก็ลุกขึ้นมาสนองธรรมราชาและพระบรมราโชบายด้วยสองมือสองแขนของตนเอง

เราเห็นรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาหน้าดิน เราในฐานะพลเมืองก็จะลุกขึ้นมาปลูกหญ้าแฝกในชุมชนของเราเอง

เราเห็นรัชกาลปัจจุบันทรงระดมพลเมืองจิตอาสาทำความดีเพื่อส่วนรวม เราในฐานะพลเมืองก็จะรวมกันดูแลชุมชนของเราเองโดยไม่รอคำสั่งหรือคำเชิญจากใคร เราเห็นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงห่วงใยเด็กท้องถิ่นทุรกันดาร เราในฐานะพลเมืองก็รวมตัวเป็นอาสาสมัคร ไปสอนหนังสือ ไปและดูแลเด็ก

นี่คือการแสดงความจงรักภักดีด้วยการลงมือทำ มิใช่ด้วยการไปรับเสด็จและชื่นชมในพระเมตตาและพระกรุณาเท่านั้น เราไม่ได้ทำเพราะใครสั่ง แต่ทำไปเพราะเราสำนึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ และเป็นเจ้าของประเทศนี้

การเป็นพสกนิกรที่แท้จริง จึงไม่ใช่เพียงการรอคอยให้สถาบันและราชวงศ์ลงมาช่วย แต่คือการลุกขึ้นมาช่วยตัวเองและช่วยผู้อื่นด้วย ให้สมกับที่เราได้เกิดมาใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของธรรมราช

นี่คือเปลี่ยน "ผู้ขอ" มาเป็น "ผู้ให้" คือการแปรเปลี่นความจงรักภักดีจากการเฝ้าคอยรอรับพระมหากรุณาธิคุณ ไปสู่การถวายงานด้วยการทำหน้าที่พลเมืองให้ดีที่สุด

นี่คือหนทางข้างหน้าที่สังคมไทยต้องเดินไปครับ เป็นการนำบทเรียนจากครึ่งที่สำเร็จของราชาธิปไตยสนธิกับจิตใจพลเมืองที่ตื่นรู้และลุกขึ้นมาจับมือกันเป็นเจ้าของชะตากรรมของตนเอง

เมื่อใดที่เราทำได้​โดยพื้นฐาน อุปถัมภ์แบบไทยจะไม่ใช่เครื่องมือของระบอบฉ้อฉลอีกต่อไป แต่จะเป็นฐานที่มั่นประชา​ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผ่นดินต้องการ “รัฐบุรุษ”
แผ่นดินต้องการ “รัฐบุรุษ”