ทุกวันนี้ หากเราลองมองเข้าไปในสายตาของคนหนุ่มสาว หรือก้มมองลูกหลานในบ้าน เราอาจเห็นความกังวลใจลึกๆ ซ่อนอยู่
สังคมร่วมสมัยมีแนวโน้มเลี้ยงดูเยาวชนราวกับไข่ในหิน เราประคบประหงมด้วยความรักจนกลายเป็นความตามใจ เราปลอบประโลมทุกบาดแผลและพยายามยกโทษให้อย่างไร้เงื่อนไข เพราะเราถูกทำให้เชื่อไปแล้วว่า เด็กๆ คือ “เหยื่อ” ที่น่าสงสาร—
เป็นเหยื่อของอดีตที่ไม่สมบูรณ์แบบ เป็นเหยื่อของครอบครัวที่ไม่พร้อม หรือเป็นผล ผลิตที่บิดเบี้ยวของโครงสร้าง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยเอื้ออำนวย
อย่างไรก็ตามคำถามที่ผู้ใหญ่ทุกคนต้องหยุดคิดและทบทวนอย่างจริงจังคือ การมองลูกหลานเป็นเหยื่อเช่นนี้ กำลังช่วยพวกเขาจริงหรือ หรือแท้จริงแล้ว เรากำลังริดรอนศักดิ์ ศรีและพลังชีวิตไปจากพวกเขาโดยไม่รู้ตัว?
อย่าได้สอนให้เขาคิดว่าตนเองเป็นเพียง "เหยื่อ"ผู้ต่ำต้อย ยาก ไร้ หรือไร้อนาคตในผืนแผ่นดินนี้เป็นอันขาด มนุษย์มิใช่วัตถุบนสายพานโรงงานที่จะต้องจำนนต่อแม่พิมพ์เดิมเสมอไป
ปรัชญาชีวิตและประ วัติศาสตร์ของมนุษย ชาติสอนเราเสมอว่า คุณค่าอันสูงสุดของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ “เจตจำนงอิสระ” (Human Agency) มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพที่จะไม่ยอมเป็นทาสของอดีต และมีสิทธิธรรมอันชอบธรรมที่จะลุกขึ้นมาเป็น Creative Actor หรือผู้สร้างอนาคตใหม่ให้แก่ชีวิตตนเองและบ้านเมือง
เราอาจเลือกจุดเกิดไม่ได้ เราอาจเลือกครอบ ครัวที่มั่งคั่งพร้อมมูลไม่ได้ และเราไม่อาจย้อนเวลาไปแก้ไขประวัติศาสตร์ที่ขื่นขม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใคร—ไม่ว่าจะเป็นความยาก จน สภาพแวดล้อม หรือความอยุติธรรมใดๆ—จะพรากไปจากเราได้ คือเสรีภาพในการเลือกทัศนคติต่อสิ่งเหล่านั้น และความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้
การจะหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจและปัญญาเช่นนี้ เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการเลี้ยงดูและการศึกษา:
ประการแรก เปลี่ยนวิธีมองโลกรอบตัว: เห็น “ต้นทุนและโอกาส” ไม่ใช่เห็นแต่ “ความขาดพร่อง”
ต้องสอนเขาให้มองเห็นว่า แท้จริงแล้วเขามิได้เกิดมามือเปล่า การที่เขายังมีลมหายใจ มีชีวิต มีสติปัญญา มีครอบครัวคอยเกื้อหนุน มีชุมชนที่โอบอุ้ม มีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมอุดมการณ์ มีสมาคมมิตรสหาย และมีโอกาสได้เล่าเรียนศึกษานั้น—สิ่งเหล่านี้หาใช่เรื่องธรรมดาสามัญไม่ หากแต่คือ “ขุมพลังและโอกาสอันยิ่งใหญ่” ที่ชีวิตได้มอบให้ไว้ในมือ อยู่ที่ว่าเขาจะรู้จักหยิบฉวยสิ่งที่มีอยู่นี้มาร้อยเรียง ถักทอ และแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังแห่งการสร้าง สรรค์ได้อย่างไร
ประการที่สอง คืนความรับผิดชอบไว้ในกำมือของเขา
หยุดหยิบยื่นข้ออ้างประเภท “เพราะระบบไม่ดี เพราะสังคมล้มเหลว” มาเป็นโล่กำบังให้ความผิดพลาดหรือความเฉื่อยชา เมื่อเด็กเผชิญปัญหา ให้รับฟังด้วยความรัก แต่ต้องชวนเขาตั้งคำถามใหม่ ไม่ใช่ถามว่า ใครทำให้เราเป็นแบบนี้ แต่ให้ถามว่า ในจุดที่เรายืนอยู่นี้ ท่ามกลางทรัพ ยากร มิตรสหาย และต้นทุนที่เรามีอยู่ เราจะลงมือทำอะไรเพื่อเปลี่ยนมันได้ด้วยลำแข้งของเราเอง ความเชื่อมั่นว่าชีวิตอยู่ในกำมือตนเอง (Internal Locus of Control) คือประกายไฟดวงแรกที่จะปลุกพลังสู้
ประการที่สาม เชื่อมโยงเขากลับสู่มหากาพย์แห่งการต่อสู้ของบรรพชน
จงอย่าพร่ำสอนประ วัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าของสังคมในฐานะเรื่องราวของความอยุติธรรมที่น่าเคียด แค้นเพียงด้านเดียว แต่จงเล่าเรื่องราวของปู่ย่าตายาย ธรรมดาสามัญในแผ่นดินนี้ ที่เคยฟันฝ่าความแร้น แค้น วิกฤตสงคราม และความยากลำบากสารพัด แต่พวกท่านก็สู้ชีวิตจนตั้งหลักปักฐาน ก่อร่างสร้างบ้านแปงเมืองมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพื่อให้ลูกหลานได้ตระหนักว่า ในสายเลือดของพวกเขาไม่ได้ไหลเวียนด้วยดีเอ็นเอของเหยื่อที่รอคอยความเวทนา หากแต่คือสายเลือดของผู้รอดชีวิตและผู้บุกเบิกสร้างสรรค์
ประการที่สี่ มอบภาระและหน้าที่ที่หนักแน่น
ต้นไม้ที่เติบโตในเรือนกระจกที่ไร้ลมพัด ย่อมมีลำต้นที่เปราะหักง่าย เช่นเดียวกับมนุษย์ที่เติบโตมาโดยไม่เคยแบกรับภาระใดๆ ย่อมไม่อาจทนทานต่อแรงเสียดทานของชีวิตจริง จงกล้าที่จะมอบหมายหน้าที่ ให้เขารับผิดชอบงานที่แท้จริง ให้เขาได้สัมผัสความเหนื่อยยาก และที่สำคัญที่สุดคือ สอนให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและเป็นที่พึ่งพาของผู้อื่นได้ เมื่อคนหนุ่มสาวมองเห็นว่าตนเองมีหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่อครอบครัว ชุมชน และชาติบ้านเมือง ความสงสารตัวเองและความเปราะบางจะมลายหายไป เหลือไว้เพียงความกล้าหาญและความทรหด
การให้อภัยและการโอบอุ้มเป็นสิ่งงดงาม แต่ความเมตตาที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับความเชื่อมั่นในศักย ภาพของมนุษย์ เราต้องบอกลูกหลานด้วยสายตาที่มั่นคงว่า “เรารักและพร้อมอยู่เคียงข้างเธอเสมอ แต่เราเชื่อมั่นเหลือเกินว่าเธอไม่ได้ต่ำต้อย เธอไม่ได้ไร้อนาคต เธอเข้มแข็งกว่าอดีตของเธอ เธอมีต้นทุนชีวิต มีมิตรสหาย มีแผ่นดินนี้อยู่ข้างหลัง และเธอมีพลังพอที่จะเปลี่ยนทุกอุปสรรคให้กลายเป็นบันไดพาตัวเองและบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า”
ภารกิจของผู้ใหญ่ในวันนี้ จึงไม่ใช่การแผ้วถางโลกให้ราบเรียบไร้ขวากหนามจนกลายเป็นที่พักอันแสนสบาย หากแต่คือการช่วยขัดเกลาจิตใจของลูกหลานให้กลายเป็นดั่งเพชร—ที่แม้จะอยู่ท่ามกลางแรงกดทับและความมืดมิดเพียงใด ก็พร้อมจะเปล่งประกาย ส่องสว่างนำทางชีวิตตนเอง และแผ่ร่มเงาเป็นหลักชัยให้แก่สังคมสืบไป




