News Logo
หน้าแรก
ใช้เงินสร้างชีวิต เพื่อให้ชีวิตหาเงินกลับมา

ใช้เงินสร้างชีวิต เพื่อให้ชีวิตหาเงินกลับมา

5 ก.ย. 2569 11:53
ผู้ชม 16 คน

ใช้เงินสร้างชีวิต เพื่อให้ชีวิตหาเงินกลับมา เศรษฐศาสตร์ขำขื่นของยุค Influencer และ Net Idol

สมัยก่อน ถ้าใครจะเป็น “คนมีอิทธิพล” ต่อสังคม ก็มักต้องมีอะไรบางอย่างมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถ ผลงาน หรือชื่อเสียงที่สะสมมานานพอ แล้วอิทธิพลจึงค่อยตามมา

เดี๋ยวนี้กระบวนการดูจะสั้นลงมาก

เปิดบัญชีโซเชียล ตั้งกล้อง ถ่ายตัวเองไปทำงาน ไปยิม กินข้าว ดื่มกาแฟ ลองเครื่องสำอาง ไปเที่ยวร้านใหม่ แล้วใส่คำว่า Influencer ลงในประวัติส่วนตัวได้เลย

Influence ใครนั้น ค่อยว่ากันทีหลัง

อีกคำหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Net Idol

คำว่า idol ฟังแล้วอย่างน้อยก็น่าจะมีอะไรบางอย่างให้คนชื่นชมหรืออยากเอาเป็นแบบอย่าง แต่ในโลกออนไลน์ทุกวันนี้ บางครั้งเงื่อนไขดูจะเหลือเพียงว่า “มีคนมอง”

มีคนดูมากพอ ก็เป็นไอดอลได้

ส่วนเป็นต้นแบบเรื่องอะไรนั้น ไม่จำเป็นต้องรีบตอบ

ความจริง คนจำนวนมากควรถูกเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่า content creator หรือ “ผู้สร้างเนื้อหา” ซึ่งไม่ใช่คำดูถูกเลย การทำคอนเทนต์ดี ๆ เป็นงานจริง ต้องใช้ทั้งความคิด การสื่อสาร การถ่ายภาพ การตัดต่อ และความเข้าใจคนดู

ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อคำว่า creator, influencer และ idol ถูกใช้ปะปนกัน จนกลายเป็นตำแหน่งทางสังคมที่ใครก็แต่งตั้งตัวเองได้

ในยุคนี้ ตำแหน่งบางอย่างดูจะเฟ้อเร็วกว่าค่าเงินเสียอีก

แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าภาษาคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับการใช้เงิน

เมื่อชีวิตธรรมดาเริ่มไม่น่าสนใจพอสำหรับการทำคอนเทนต์ คนทำคอนเทนต์ก็ต้องหา “เรื่อง” มาให้คนดู

วันนี้ไปยิม
พรุ่งนี้กินร้านหรูร้านใหม่
วันถัดไปเข้าคาเฟ่
อีกวันลองน้ำหอม
อีกวันซื้อเสื้อ
วันหยุดก็ต้องมีที่ให้ไป

ตอนแรกดูเหมือนกำลังเอาชีวิตมาทำคอนเทนต์

แต่ทำไปนาน ๆ ความสัมพันธ์อาจกลับด้าน

จากเดิมที่มีชีวิตแล้วจึงเอาชีวิตมาเล่า กลายเป็นต้องสร้างชีวิตขึ้นมาเพื่อให้มีอะไรเล่า

ตรงนี้ต่างหากที่เศรษฐศาสตร์เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อก่อนเราทำงานเพื่อหาเงินมาใช้ชีวิต

แต่เศรษฐกิจโซเชียลทำให้คนจำนวนหนึ่งเริ่มใช้เงินสร้าง “ภาพของชีวิต” หวังว่าสักวันภาพนั้นจะหาเงินกลับมาให้

ฟังดูเหมือนการลงทุน

คำถามจึงควรเหมือนการลงทุนทุกชนิด

ลงไปเท่าไร แล้วได้อะไรกลับมา

สมมุติมีผู้ติดตามสองสามพันคน ได้ค่าสปอนเซอร์คลิปละ 2,000 บาท ฟังดูเหมือนเริ่มหาเงินจากการเป็น creator ได้แล้ว

แต่ถ้าคลิปนั้นต้องกินอาหาร 800 บาท ค่าเดินทาง 300 บาท ซื้อเสื้อหรือเครื่องสำอางเพิ่มอีก 700 บาท ก็เหลือ 200 บาท

และนี่เรายังไม่ได้คิดค่าเวลาถ่าย ตัดต่อ เลือกเพลง เขียน caption และตอบ comment

คนเรามักจำ “เงินเข้า” ได้แม่น แต่ลืมถามว่าเงินออกไปก่อนหน้านั้นเท่าไร

ได้เงิน 2,000 บาทจึงไม่ได้แปลว่าหาเงินได้ 2,000 บาท

และเวลาของเราก็ไม่ได้ฟรีเพียงเพราะมันไม่มีใบเสร็จ

ในเศรษฐศาสตร์มีคำว่า opportunity cost หรือค่าเสียโอกาส

ถ้าเวลาสี่ชั่วโมงที่ใช้ทำคลิปสามารถนำไปทำงานอื่นได้เงิน 2,500 บาท แต่คอนเทนต์นั้นทำเงินได้ 1,500 บาท บัญชีอาจบอกว่าเรามีรายได้ 1,500 บาท

แต่เศรษฐศาสตร์อาจบอกว่า เราเลือกทางที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ 1,000 บาท

กำไรทางบัญชีจึงไม่ได้แปลว่ากำไรทางเศรษฐศาสตร์เสมอไป

เรื่องยิ่งน่าสนใจเมื่อรายจ่ายจำนวนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากใช้ชีวิตแบบนั้นจริง ๆ แต่เกิดขึ้นเพราะต้อง “มีอะไรให้โพสต์”

ไม่ได้อยากกินร้านแพง แต่ร้านนั้นถ่ายรูปสวย
ไม่ได้อยากซื้อเสื้อใหม่ แต่รู้สึกว่าใส่ชุดเดิมลงคลิปบ่อยไป
ไม่ได้อยากเปลี่ยนโทรศัพท์ แต่คิดว่ากล้องต้องดีกว่านี้

รายจ่ายเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการบริโภค แต่มันกลายเป็นต้นทุนของการรักษาภาพลักษณ์

ปกติเรามีคำว่า lifestyle inflation คือเมื่อรายได้สูงขึ้น ชีวิตก็แพงขึ้นตามไปด้วย

แต่ creator economy มีเวอร์ชันที่ประหลาดกว่านั้น

คือชีวิตแพงขึ้นก่อนรายได้จะมา

ต้องดูเหมือนประสบความสำเร็จก่อน หวังว่าความสำเร็จจริงจะตามมาทีหลัง

ไปยิมดี
กินร้านหรู
แต่งตัวดี
เดินทางบ่อย
ของใช้ต้องใหม่
ชีวิตต้องดูน่าสนใจ

เพราะถ้าธรรมดาเกินไป ก็กลัวไม่มีใครติดตาม

นี่จึงคล้ายธุรกิจที่เจ้าของต้องอัดเงินของตัวเองเข้าไปเรื่อย ๆ เพื่อรักษาภาพว่ากิจการกำลังไปได้ดี ทั้งที่ยังไม่เคยทำบัญชีจริง ๆ ว่ากำไรอยู่ตรงไหน

ที่สำคัญ รายได้จาก creator economy มักไม่แน่นอน แต่ lifestyle ที่สร้างขึ้นกลับกลายเป็นรายจ่ายประจำได้ง่าย

เดือนนี้มีสปอนเซอร์ เดือนหน้าก็อาจไม่มี

แต่มือถือที่ผ่อนอยู่ ค่ายิม เสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหารหรูและระดับการใช้ชีวิตที่ยกขึ้นมาแล้ว ไม่ได้หายไปพร้อมสปอนเซอร์

ตรงนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “กำไรต่อคลิป”

มันคือเรื่องกระแสเงินสดของทั้งชีวิต

แน่นอน มีคนที่ประสบความสำเร็จจริงจากเส้นทางนี้ บางคนเริ่มจากศูนย์แล้วกลายเป็น creator ที่มีรายได้สูง มีธุรกิจ มีฐานผู้ชม และมีอำนาจต่อรองกับแบรนด์

แต่สิ่งที่เราเห็นบนหน้าจอมีปัญหาทางสถิติอย่างหนึ่ง

เราเห็นคนที่สำเร็จมากกว่าคนที่ล้มเหลว

เรียกว่า survivorship bias

เราเห็นคนที่มีผู้ติดตามหนึ่งล้านคนแล้วพูดว่า “ผมก็เริ่มจากศูนย์”

แต่เราแทบไม่เห็นคนอีกจำนวนมากที่ซื้อกล้อง ซื้อไฟ ซื้อเสื้อผ้า ไปคาเฟ่ ทำคลิปมาสามปี แล้ววันนี้อาจมีผู้ติดตาม 4,731 คน และรายได้ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่ลงไป

คนเหล่านั้นไม่ได้ขึ้นมาเล่าเรื่องความสำเร็จ

เพราะไม่มีความสำเร็จให้เล่า

เกมจึงดูง่ายกว่าความเป็นจริงเสมอ

และยังมีต้นทุนอีกชนิดหนึ่งที่แพงกว่าเงิน

คือความเป็นส่วนตัว

เงินเสียไปยังหาใหม่ได้ แต่ภาพบ้าน ที่ทำงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ พฤติกรรมประจำวัน หรือข้อมูลว่าเราไปไหนเวลาใด เมื่อปล่อยออกไปสู่สาธารณะแล้ว บางส่วนแทบย้อนกลับไม่ได้

นี่คือความสูญเสียชนิดที่เรียกคืนไม่ได้อีก

ความเป็นส่วนตัวจึงเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่แปลกมาก

ตอนที่ยังมีอยู่ มันดูเหมือนไม่มีราคา

พอเสียไปแล้ว จึงเริ่มรู้ว่ามันแพง

ถ้าคนหนึ่งตัดสินใจแลกความเป็นส่วนตัวบางส่วนกับธุรกิจที่มีรายได้จริง มีแผน มีตลาด และผลตอบแทนคุ้มค่า ก็ถือเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์อย่างหนึ่ง

แต่ถ้ากำลังแลกมันกับยอดวิวสามพัน ไลก์สองร้อย และแชมพูฟรีหนึ่งกระปุก

อย่างน้อยก็น่าจะทำบัญชีก่อน

เพราะการเรียกตัวเองว่า Influencer ไม่ได้ทำให้กิจการที่ขาดทุนกลายเป็นธุรกิจที่มีกำไร

เหมือนกับการเขียนคำว่า CEO ไว้หน้าโปรไฟล์ ก็ไม่ได้ทำให้บริษัทที่ไม่มีลูกค้ามีลูกค้าขึ้นมา

สุดท้าย ความย้อนแย้งที่น่าขำขื่นที่สุดอาจเป็นเรื่องนี้

บางคนกำลังใช้เงินเก็บของตัวเอง เพื่อผลิตหลักฐานบนอินเทอร์เน็ตว่าตัวเองมีชีวิตที่ดี

แล้วรอให้คนแปลกหน้ากดหัวใจ เพื่อยืนยันว่าหลักฐานนั้นน่าเชื่อถือ

เราอาจไม่ได้อยู่ในยุคที่คนรวยขึ้น

แต่อยู่ในยุคที่การ “ดูเหมือนรวย” ทำได้ง่ายขึ้นมาก

และบางครั้ง สิ่งที่แพงที่สุดอาจไม่ใช่การเป็นคนมีเงิน

แต่คือการพยายามทำให้คนอื่นเชื่อว่าเรามีเงิน

ในโลกที่ทุกคนอยากเป็นคนสาธารณะ สิ่งที่หายากที่สุดในอนาคตอาจไม่ใช่ชื่อเสียง

แต่อาจเป็นคนที่พอใจกับชีวิตของตัวเอง แม้ไม่มีใครมอง

และบางที คนคนนั้นอาจเป็นคนที่มั่งคั่งและอิสระที่สุดในห้องก็ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เด็กวันนี้ สังคมวันหน้า และคำเตือนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน
เด็กวันนี้ สังคมวันหน้า และคำเตือนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน