ฝนหนักผิดปกติคือภัยธรรมชาติครับ แต่ความเสียหายหลังฝนตกไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติทั้งหมด
น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนครั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจกรณีฐานไว้ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของ GDP ทั้งปี โดยกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียวคิดเป็นประมาณ 7,014 ล้านบาท หรือ 57% ของผลกระทบทั้งหมด และตัวเลขนี้ยังไม่รวมความเสียหายต่อบ้าน รถยนต์ สินค้าคงคลัง และทรัพย์สินอีกหลายประเภทด้วยซ้ำ
วันที่ 28 กันยายน ปภ. รายงานว่าพื้นที่น้ำท่วมใน 27 จังหวัดและกรุงเทพฯ กระทบประชาชน 576,449 ครัวเรือน หรือเกือบ 1.8 ล้านคน
จึงไม่มีข้อสงสัยว่าฝนครั้งนี้หนัก
แต่ความหนักของฝนอธิบายได้เพียงว่า ทำไมน้ำถึงท่วม
มันไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดในปี 2569 ประชาชนยังต้องเปิด Google Maps สลับกับเว็บราชการ ไล่ดูกล้อง CCTV ถามกันเองใน LINE ว่าถนนไหนผ่านได้ และรอให้คนในพื้นที่โพสต์ว่าน้ำสูงกี่เซนติเมตร ก่อนตัดสินใจว่าจะออกจากบ้านหรือไม่
ถ้าประชาชนต้องเอา Google, LINE, ข่าวออนไลน์ และคำบอกเล่าจากคนปลายซอยมาประกอบกันเองจนกลายเป็น “ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติส่วนบุคคล”
ปัญหาคงไม่ได้อยู่ที่ฝนอย่างเดียวแล้วครับ
วันที่ 27 กันยายน เวลา 10.31 น. กรุงเทพมหานครยังต้องเตือนให้หลีกเลี่ยงถนนสายหลักถึง 31 เส้นทาง เพราะน้ำท่วมขัง และบางช่วงของวิภาวดีรังสิตน้ำสูงจนรถเล็กผ่านไม่ได้
การจัดการน้ำท่วมเมืองสมัยใหม่ ในหลักการแล้วไม่ได้ซับซ้อนนักครับ
ต้องรู้ว่าฝนกำลังมา
รู้ว่าน้ำกำลังขึ้นตรงไหน
คาดว่ามันจะไปทางไหน
เตือนประชาชนก่อนจะเข้าไปเจอปัญหา
และมีที่ให้น้ำส่วนเกินไป เมื่อระบบปกติรับไม่ไหว
ฟังดูพื้นฐานมาก
ซึ่งนั่นแหละครับที่น่าเป็นห่วง
เพราะบ้านเรามักบอกประชาชนได้ว่า
“กรุงเทพฯ มีโอกาสฝนตก 80%”
แต่คนกำลังจะขับรถกลับบ้านไม่ได้อยากทำข้อสอบอุตุนิยมวิทยา
เขาอยากรู้ว่า
“รถผมจะผ่านไหม”
และอยากรู้ก่อนถึงน้ำ ไม่ใช่หลังเห็นรถคันหน้าดับอยู่กลางถนนแล้วจึงได้ข้อมูลภาคสนามฟรี ๆ
สิงคโปร์ทำเรื่องนี้ต่างออกไป
PUB รวมข้อมูลจากเซนเซอร์ระดับน้ำกว่า 1,000 จุด, CCTV กว่า 500 ตัว, rain gauges, weather radars และตำแหน่งรถตอบสนองเหตุการณ์เข้าไว้ในระบบเดียว มีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง และใช้ X-band radar ช่วยคาดรูปแบบฝนล่วงหน้าประมาณ 30 นาที เพื่อคาดพื้นที่เสี่ยงและส่ง Quick Response Team ได้เร็วขึ้น
สังเกตนะครับ
เขาไม่ได้มี sensor ไว้เพื่อรายงานว่า “เรามี sensor”
เขามี sensor เพื่อให้รู้ว่า ต้องทำอะไรต่อ
ความแตกต่างเล็ก ๆ แบบนี้ บางประเทศเรียกว่า “การบริหาร”
ทีมตอบสนองของ PUB สามารถปิดถนน เบี่ยงการจราจร และมี portable flood barriers กับ inflatable flood bags พร้อมใช้ ข้อมูลเตือนภัยก็ส่งถึงประชาชนผ่านหลายช่องทางตามสถานการณ์จริง
เขาจึงพยายามเปลี่ยนคำว่า
“ฝนตกหนัก”
ให้กลายเป็น
“ตรงไหนจะท่วม เมื่อไร และประชาชนควรทำอะไร”
อันแรกคือพยากรณ์อากาศ
อันหลังคือ บริหารภัยพิบัติ
ส่วนญี่ปุ่นใช้หลักฟิสิกส์ง่ายยิ่งกว่า
ถ้าน้ำมากกว่าที่ท่อรับได้ ก็ต้องหาที่ให้น้ำอยู่
โตเกียวจึงมีทั้ง floodways, retention facilities และ Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel ซึ่งสามารถระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีการประเมินว่าช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมได้ราว 148.4 พันล้านเยนใน 18 ปีแรก
กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องขุดวิหารใต้ดินแบบญี่ปุ่นทั่วเมือง
แต่อย่างน้อยควรขุด “หลักคิด” ขึ้นมาใช้บ้าง
เมืองที่บริหารน้ำเป็นไม่ได้ถามแค่ว่า
“จะสูบน้ำออกเร็วแค่ไหน”
แต่ถามว่า
“ถ้าระบายไม่ทัน น้ำส่วนเกินจะไปอยู่ที่ไหน”
ถ้าคำตอบคือ
“อยู่บนถนนก่อนครับ เดี๋ยวค่อยสูบ”
นั่นก็ถือเป็นนโยบายอย่างหนึ่งเหมือนกัน
เพียงแต่ประชาชนอาจไม่ทราบว่าได้สมัครเข้าร่วมไว้ตั้งแต่เมื่อไร
ประเทศไทยไม่ได้ขาดหน่วยงานด้านน้ำ
ตรงกันข้าม เรามีมากจนบางครั้งต้องใช้แผนผังองค์กรช่วยจำ
มีส่วนกลาง
มี กทม.
มีจังหวัด
มีเทศบาล
มีกรมทางหลวง
มีกรมชลประทาน
มีกรมอุตุนิยมวิทยา
มี ปภ.
มีหน่วยงานระบายน้ำ
แต่เมื่อน้ำไหลจากคลองหนึ่ง ผ่านถนนหนึ่ง ข้ามอีกเขตหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง
น้ำกลับมีปัญหาสำคัญครับ
มันไม่รู้ว่าควรรายงานตัวกับหน่วยงานไหน
น้ำไม่รู้จักเส้นเขต
ฝนไม่รู้จักกรม
คลองไม่รู้จักเทศบาล
มีแต่ระบบราชการนี่แหละครับ ที่รู้เขตอำนาจของตัวเองอย่างละเอียดน่าชื่นชม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รวมศูนย์หรือกระจายอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่ง
ปัญหาคือเรามีหลายหน่วยงาน แต่ยังทำให้หลายหน่วยงานทำงานเหมือนระบบเดียวกันไม่ได้
ข้อมูลคนละชุด
มาตรฐานคนละแบบ
ช่องทางเตือนคนละแห่ง
งบประมาณคนละก้อน
ส่วนประชาชนมีหน้าที่เหมือนกันคือ
เปิดให้ครบทุกแอป แล้วขอให้โชคดี
และเมื่อเกิดปัญหา สิ่งที่ดูเหมือนจะทำงานประสานกันได้ดีที่สุดกลับเป็น
การกระจายความรับผิดชอบ
สิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องการจึงไม่ใช่โครงการแสนล้านทุกเรื่อง
แค่มีระบบกลางที่รวมเรดาร์ฝน ระดับคลอง ระดับถนน CCTV สถานะเครื่องสูบน้ำ และแบบจำลองน้ำ แล้วแปลเป็นภาษาที่คนใช้ชีวิตเข้าใจ เช่น
“ถนนลาดกระบังช่วงนี้น้ำ 22 ซม. ระดับกำลังเพิ่ม รถเล็กควรหลีกเลี่ยง”
แทนที่จะหยุดอยู่ที่
“กรุงเทพมหานครมีโอกาสฝนตก 80%”
เพราะประชาชนไม่ได้อยากรู้ว่าเมฆมีความมั่นใจแค่ไหน
เขาอยากรู้ว่าบ้านจะท่วมหรือเปล่า
CCTV และ sensor ก็ควรมี SLA ชัดเจนว่าเสียแล้วต้องซ่อมภายในกี่ชั่วโมง มี uptime ขั้นต่ำเท่าไร และจุดวิกฤตมีระบบสำรองหรือไม่
ไม่ใช่ลงทุนติดกล้องไว้เพื่อให้ประชาชนกดเข้าไปเจอ
“ไม่สามารถเชื่อมต่อได้”
ถือว่าอย่างน้อยระบบก็ยังเตือนภัยได้หนึ่งอย่างครับ
เตือนว่าอย่าฝากความหวังไว้กับกล้องตัวนี้
และหลังน้ำลด ควรมี public post-mortem เปิดเผยตรงไปตรงมา
จุดไหนท่วม
ทำไมท่วม
ท่วมนานเท่าไร
ปั๊มไหนเสีย
กล้องไหนดับ
sensor ไหนขัดข้อง
จะแก้อย่างไร
ใครรับผิดชอบ
ใช้งบเท่าไร
และเสร็จเมื่อไร
เพราะคำว่า “ถอดบทเรียน” ไม่มีประโยชน์นัก ถ้าปีหน้าเราเปิดหนังสือแล้วพบว่าบทเรียนยังเป็นบทเดิม
และถ้าจุดเดิมท่วมซ้ำ ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ แต่ทุกครั้งยังเรียกว่า
“เหตุสุดวิสัย”
วันหนึ่งสิ่งที่อาจสุดวิสัยจริง ๆ อาจไม่ใช่ปริมาณฝน
แต่อาจเป็น ความสามารถของประชาชนที่จะเชื่อคำนี้ต่อไป
ประเทศที่จัดการภัยพิบัติได้ดีไม่ได้สั่งฝนให้หยุดตก
เขาเพียงทำให้รัฐ
รู้ก่อน
เตือนก่อน
เตรียมก่อน
และลงมือก่อน
ประเทศไทยยังไม่ต้องเป็นโตเกียวหรือสิงคโปร์พรุ่งนี้ก็ได้ครับ
เอาแค่เรื่องพื้นฐานก่อน
เวลาถนนกำลังจะท่วม ขอให้หน่วยงานรัฐรู้ก่อน LINE หมู่บ้านสักครั้ง
เท่านี้ก็นับว่าเริ่มพัฒนาแล้วครับ




