News Logo
หน้าแรก
ถ้าไม่โกง ประเทศไทยมีเงินแก้ปัญหาและพัฒนาอีกเยอะ

ถ้าไม่โกง ประเทศไทยมีเงินแก้ปัญหาและพัฒนาอีกเยอะ

12 ต.ค. 2569 21:15
ผู้ชม 16 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ประเทศไทยมีปัญหาที่ต้องใช้เงินแก้อีกเต็มไปหมด การศึกษา เทคโนโลยี สาธารณสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ ระบบเตือนภัย โครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย สังคมสูงวัย ทุกอย่างต้องใช้เงิน และทุกครั้งที่ถามว่าทำไมไม่แก้ให้ดีกว่านี้ เราก็มักได้ยินคำเดิมว่า

“งบไม่พอ”

แต่ก่อนจะคิดว่าจะขึ้นภาษีอะไรอีก ผมอยากถามง่าย ๆ ว่า ประเทศไทยไม่มีเงินจริง หรือเงินที่เรามีมันหาย มันรั่ว และมันถูกใช้ผิดที่มากเกินไป

ปีงบประมาณ 2570 ประเทศไทยตั้งงบรายจ่ายไว้ถึง 3.788 ล้านล้านบาท นี่ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีเงินเลย เพียงแต่เรามีภาระรายจ่ายประจำสูงมาก ราว 2.786 ล้านล้านบาท หรือกว่า 73% ของงบทั้งหมด ขณะที่รายจ่ายลงทุนมีเพียงราว 20% และเงินอีกมหาศาลต้องไหลผ่านการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการก่อสร้าง สัมปทาน รัฐวิสาหกิจ การตรวจรับ และคณะกรรมการสารพัดชุด

คอร์รัปชันของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ คนรุ่นผมได้ยินเรื่อง “ปราบโกง” มาตั้งแต่เด็ก ผ่านมาสี่สิบกว่าปี เรายังตั้งกรรมการ ยังออกกฎหมาย ยังรณรงค์ ยังสอบ ยังจับ และก็ยังมีเรื่องใหม่ออกมาไม่รู้จบ ล่าสุด Corruption Perceptions Index ให้ไทย 33 คะแนนจาก 100 ลดลงจาก 34 คะแนน อันดับ 107 ในปีก่อน มาเป็นอันดับ 116 จาก 182 ประเทศ อย่างน่าละอาย

แต่ความเสียหายของคอร์รัปชันไม่ได้จบอยู่ที่เงินหลวงถูกโกง มันทำให้ต้นทุนทั้งประเทศแพงขึ้นด้วย ถ้าภาคเอกชนต้องเผื่อค่าใต้โต๊ะ ค่าผ่านทาง หรือค่าต๋งที่ไม่ควรเกิด เงินเหล่านั้นไม่ได้หายไปจากบัญชีบริษัทเฉย ๆ สุดท้ายก็ถูกบวกกลับเข้าไปในราคาสินค้า บริการ และโครงการ ประชาชนจึงจ่ายสองต่อ ต่อแรกเสียภาษี ต่อที่สองเสีย “ต้นทุนคอร์รัปชัน” ที่ซ่อนอยู่ในราคาของทุกอย่าง

แย่กว่านั้นคือ คนที่ทำของดีกว่า ถูกกว่า หรือทำงานเก่งกว่า อาจแพ้คนที่รู้จักคนถูกคน พอเป็นแบบนี้นาน ๆ การแข่งขันก็เสีย นักลงทุนต้องคิดต้นทุนประเทศไทยแพงขึ้น รัฐใช้เงินมากขึ้นเพื่อได้ของเท่าเดิม และเงินที่ควรเหลือไปทำโรงเรียน โรงพยาบาล ระบบน้ำ เทคโนโลยี หรืองานวิจัยก็หายไปเรื่อย ๆ

พูดง่าย ๆ คือ คอร์รัปชันทำให้ประเทศไทยแพง

แล้วยังมีเรื่อง “ธุรกิจการเมือง” อีก ถ้าการเข้าสู่อำนาจต้องใช้เงิน การเลือกตั้งต้องใช้เงิน การสร้างเครือข่ายต้องใช้เงิน การดันคนเข้าไปอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ต้องใช้ทรัพยากร คำถามแบบชาวบ้านก็คือ คนที่ลงเงินไปมากมาย เขาลงไปฟรีหรือ

ธุรกิจธรรมดาลงทุนก็หวังเอาทุนคืนและเอากำไร การเมืองถ้าถูกทำเป็นธุรกิจก็หนีตรรกะนี้ไม่พ้น เพียงแต่กำไรอาจไม่ได้มาเป็นเงินสดใส่กระเป๋าตรง ๆ แต่อาจมาเป็นโครงการ สัมปทาน งบประมาณ การผูกขาด กติกาที่ตัวเองได้เปรียบ คนของตัวเองในตำแหน่งสำคัญ หรืออำนาจที่ทำให้คนอื่นต้องเดินเข้ามาหา

ถ้าการเมืองกลายเป็นการลงทุน แล้วทุนถูกเอาคืนจากทรัพยากรของรัฐ สุดท้ายคนที่จ่ายก็ยังเป็นประชาชน

สิ่งที่น่ากังวลกว่าเมื่อก่อนคือ วันนี้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ตั้งคำถามแค่ว่า “ใครโกง” แต่เริ่มตั้งคำถามว่า ใครจะตรวจใคร

บนกระดาษเรามีครบ ฝ่ายบริหาร สภาล่าง สภาสูง องค์กรอิสระ บอร์ดรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการ และหน่วยงานตรวจสอบมากมาย แต่ถ้าประชาชนเริ่มมองว่าสายอำนาจของคนในรัฐบาล รัฐสภา การแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือคนในองค์กร ที่รัฐบาลมีส่วนกำกับดูแล มันเหมือนจะวกกลับไปหาเครือข่ายการเมืองชุดเดิมที่เราก็ทราบอยู่ว่า ใคร กลุ่มไหน ความเชื่อมั่นก็เริ่มพัง

เราเห็นเรื่องบางเรื่องที่คนธรรมดาฟังคำอธิบายแล้วรู้สึกว่า “มันไม่เมกเซนส์” เห็นเรื่องที่สามัญสำนึกบอกว่าควรตรวจ แต่สุดท้ายจบด้วยคำว่า “เป็นไปตามขั้นตอน”

อันตรายที่สุดจึงไม่ใช่คนไม่รู้ว่ามีปัญหา แต่อยู่ตรงที่คนเริ่มคิดว่า

รู้แล้วจะทำอะไรได้

ถ้ามาถึงตรงนี้ การแก้คอร์รัปชันแบบเดิมไม่พอแล้ว ตั้งองค์กรเพิ่มก็ไม่พอ ทำโปสเตอร์ไม่พอ จัดสัมมนาไม่พอ และการฝากอนาคตของประเทศไว้กับความหวังว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะเป็น “คนดี” ก็ไม่พอ

เพราะสุดท้ายมันยังเป็นคนตรวจคน และคนก็มีพรรคพวก มีบุญคุณ มีความกลัว มีตำแหน่ง มีอนาคต และมีผลประโยชน์

ทางออกจึงไม่ใช่หวังให้ทุกคนดี

แต่ต้องสร้าง ระบบที่ต่อให้คนไม่ดี ก็โกงยาก

จากคนตรวจคน เปลี่ยนเป็นระบบตรวจเงิน

ผมเคยเขียนแนวคิดเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การเชื่อมข้อมูลการเบิกจ่าย การใช้ AI ตรวจหลักฐาน ใช้ Graph Database ตามเครือข่าย ใช้โดรนและ IoT ตรวจหน้างาน ไปจนถึง Blockchain และ Smart Contract

วันนี้ของพวกนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีแห่งอนาคตแล้ว หลายอย่างมีใช้จริง หลายอย่างราคาถูกลงมาก และที่สำคัญคือประเทศไทยเองก็มีข้อมูลอยู่แล้ว

รัฐบาลปัจจุบันยังประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการว่าจะ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง” โดยพูดถึงการลดดุลพินิจ เปิดข้อมูลสาธารณะ บูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ เชื่อม Big Data และใช้ AI ตรวจจับความเสี่ยงการทุจริตด้วย

ถ้าจะทำจริง ผมเสนอว่าเริ่มแบบนี้

เงินรัฐทุกบาทต้องมี Digital Trail

หลักข้อแรกง่ายมาก เงินของรัฐทุกบาทต้องตอบได้ว่า ใครอนุมัติ จ่ายให้ใคร ซื้ออะไร กี่ชิ้น ราคาเท่าไร วันไหน ที่ไหน ใครตรวจรับ และเงินเข้าบัญชีไหน

ทั้งหมดต้องเชื่อมกัน

ไม่ใช่ข้อมูลหนึ่งอยู่กรมหนึ่ง อีกข้อมูลอยู่กระทรวงหนึ่ง บริษัทอยู่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภาษีอยู่อีกแห่ง การประมูลอยู่อีกระบบ พอเกิดเรื่องขึ้นมาทีต้องทำหนังสือขอข้อมูลกันเป็นเดือน

ระบบต้องต่อกันตั้งแต่ต้น

สมมุติหน่วยงานหนึ่งจัดสัมมนา 300 คน เบิกค่าอาหาร 300 ชุด แต่ข้อมูล POS ของร้าน ภาพถ่ายหน้างาน จำนวนผู้เข้าร่วม หรือข้อมูลอื่นบอกว่ามีคนเพียงครึ่งเดียว ระบบต้องขึ้นธง

ถ้าร้านเดิมออกใบเสร็จให้หน่วยงานเดิมในราคาสูงกว่าร้านอื่นผิดปกติซ้ำ ๆ ระบบต้องขึ้นธง

ถ้าหน่วยงานหนึ่งซื้อของชนิดเดียวกับหน่วยงานอื่น แต่แพงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่า ระบบต้องถามเอง

AI ไม่ต้องตัดสินว่าใครโกง หน้าที่ของมันคือบอกว่า

“รายการนี้ผิดปกติ ไปตรวจต่อ”

ราคากลางต้องถูกเทียบกับโลกจริง

ปัญหาบางโครงการเริ่มโกงกันตั้งแต่ก่อนประมูลเสียอีก

ของราคา 100 บาท ตั้งราคากลาง 180 บาท แล้วประมูลได้ 165 บาท จากนั้นประกาศว่าประหยัดงบได้ 15 บาท

ฟังดูดี แต่ประชาชนยังจ่ายแพงกว่าราคาปกติ 65 บาท

วิธีแก้คือ External Benchmarking ให้คอมพิวเตอร์ดึงราคาของโครงการลักษณะเดียวกัน ราคาตลาด ราคาวัสดุ ราคาซื้อของหน่วยงานอื่น และราคาต่างประเทศถ้าเทียบกันได้ มาวิเคราะห์อัตโนมัติ

ถ้าโรงพยาบาลหนึ่งซื้อเครื่องรุ่นเดียวกัน 10 ล้าน แต่อีกโรงพยาบาลซื้อ 17 ล้าน ระบบต้องถามว่าเพราะอะไร

ถ้าถนนลักษณะใกล้เคียงกัน จังหวัดหนึ่งสร้าง 100 ล้าน แต่อีกจังหวัด 180 ล้าน ระบบต้องถาม

ไม่ใช่สร้างเสร็จไปห้าปีแล้วค่อยมีคนพบว่าแพง

AI เหมาะกับงานนี้มาก เพราะมันไม่ได้ดูทีละโครงการ มันดูพร้อมกันได้เป็นหมื่นเป็นแสนรายการ อะไรหลุดจากฝูงมันเห็นทันที

ฮั้วประมูลต้องดูเป็นใยแมงมุม

บริษัท A, B และ C บนกระดาษอาจดูไม่เกี่ยวกันเลย แต่พอลากเส้นจริงอาจพบว่าอดีตกรรมการเคยอยู่บริษัทเดียวกัน ผู้ถือหุ้นเกี่ยวกัน ใช้ที่อยู่เดียวกัน มีผู้รับมอบอำนาจคนเดียวกัน ใช้สำนักงานบัญชีเดียวกัน เข้าประมูลด้วยกันตลอด และผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ

นี่คือสิ่งที่ Graph Database และ Graph Analytics เก่งมาก

มันไม่ได้ถามแค่ว่า “บริษัทนี้คือใคร” แต่มันถามว่า

บริษัทนี้โยงกับใคร

เจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงหรือ Beneficial Owner คือใคร

เกี่ยวกับคนเขียน TOR หรือไม่

เกี่ยวกับกรรมการตรวจรับหรือไม่

เคยเข้าประมูลกับบริษัทกลุ่มเดิมกี่ครั้ง

ใครผลัดกันชนะ

ใครเสนอราคาตามหลังกันอย่างผิดธรรมชาติ

พอข้อมูลทะเบียนบริษัท ผู้ถือหุ้น ภาษี การประมูล และสัญญาของรัฐถูกเชื่อมกัน การตั้งบริษัทหลายชื่อเพื่อทำเหมือนมีการแข่งขันจริงจะยากขึ้นมาก

งานก่อสร้างต้องดูของจริง ไม่ใช่เชื่อรายงานอย่างเดียว

เรามีโดรน ภาพดาวเทียม GPS, Computer Vision และ IoT Sensor อยู่แล้ว

ถ้ารายงานบอกว่างานเสร็จ 80% แต่ภาพโดรนและข้อมูลหน้างานบอกว่าได้ประมาณครึ่งเดียว ก็หยุดจ่ายก่อน

ถ้าบอกว่าทำถนนแล้ว 20 กิโลเมตร แต่ภาพดาวเทียมเห็น 12 กิโล ก็หยุด

ถ้าปริมาณวัสดุที่รายงานไม่สัมพันธ์กับข้อมูลหน้างาน ก็ขึ้นธง

AI สามารถเปรียบเทียบภาพจากครั้งก่อนกับครั้งปัจจุบัน วัดพื้นที่ วัดความก้าวหน้า และจับความผิดปกติได้โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเขียนรายงานว่า “ตรวจแล้วเรียบร้อย”

จุดสำคัญคือ เราต้องฝากความจริงของหน้างานไว้กับลายเซ็นของคนเพียงไม่กี่คนอีกต่อไป

Blockchain มีไว้ทำอะไร

Blockchain ไม่ได้มีไว้ซื้อเหรียญอย่างเดียว และก็ไม่ใช่ยาวิเศษแก้คอร์รัปชัน

แต่มีงานหนึ่งที่มันเหมาะมาก คือ ป้องกันการแก้หลักฐานย้อนหลังโดยไม่ทิ้งร่องรอย

เราไม่จำเป็นต้องเอาข้อมูลรัฐทุกอย่างขึ้น Blockchain เอาเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น TOR ราคากลาง ข้อเสนอของผู้ประมูล ผลประมูล สัญญา การแก้สัญญา รายงานตรวจรับ และข้อมูลสำคัญจาก Sensor

เอกสารแต่ละฉบับสร้าง Hash หรือ “ลายนิ้วมือดิจิทัล” แล้วบันทึกลง Permissioned Blockchain หรือ Distributed Ledger

ถ้ามีใครกลับไปแก้เอกสารแม้เพียงนิดเดียว Hash จะเปลี่ยน

ระบบรู้ทันทีว่าไฟล์ไม่ใช่ฉบับเดิม

ไม่ได้เอา Blockchain มาจับโจร แต่เอามาป้องกันไม่ให้ใครกลับไป “แต่งอดีต” ได้ง่าย ๆ

กรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นทั่วประเทศเป็นตัวอย่างชัดว่า ถ้ามีระบบแบบนี้ เรื่องจะไม่บานปลายขนาดนี้ ผลสืบสวนชี้ว่าคะแนนถูกแก้ในขั้นตอนประมวลผล และพบผู้ที่คะแนนถูกแก้โดยมิชอบเกือบหกพันราย ถ้ากระดาษคำตอบถูกสแกนและล็อกข้อมูลตั้งแต่วันสอบ มี Digital Trail ทุกครั้งที่อ่านหรือแก้คะแนน ใช้ AI ตรวจความผิดปกติของคะแนน ใช้ Graph Analytics ไล่ความเชื่อมโยงระหว่างผู้เข้าสอบ เจ้าหน้าที่ และเส้นทางการเงิน รวมถึงใช้ Blockchain หรือระบบ audit log ที่แก้ย้อนหลังไม่ได้ง่าย การแก้คะแนนเงียบ ๆ หลังสอบจะทำได้ยากมาก และถ้ามีใครพยายามแก้ ระบบก็จะทิ้งร่องรอยทันที ไม่ต้องรอให้เรื่องแดงหลายเดือนหรือหลายปีแล้วค่อยย้อนกลับไปไล่จับ

Smart Contract — เงื่อนไขไม่ครบ เงินไม่ออก

Smart Contract ฟังชื่อเหมือนเรื่อง Cryptocurrency แต่หลักมันง่ายมาก คือเอาเงื่อนไขการจ่ายเงินมาเขียนเป็นกฎที่คอมพิวเตอร์ตรวจได้

สมมุติงวดนี้ผู้รับเหมาจะเบิก 100 ล้านบาท ระบบตรวจว่า milestone ถึงหรือยัง ภาพหน้างานตรงหรือไม่ ผลตรวจวัสดุผ่านหรือไม่ เอกสารครบหรือไม่ มี red flag ค้างอยู่หรือไม่

ครบก็จ่าย

ไม่ครบก็ไม่จ่าย

ง่ายแค่นั้น

ระบบทุกวันนี้ชอบทำกลับกัน เงินออกไปแล้ว งานเสร็จแล้ว บริษัทปิดแล้ว คนเกษียณแล้ว เอกสารหายแล้ว แล้วค่อยตั้งกรรมการสอบ

ทำไมไม่กลับหัว

สงสัยก่อนจ่าย ดีกว่าวิ่งตามเงินหลังจ่าย

Zero-Knowledge Proof — โปร่งใสโดยไม่ต้องเปิดความลับหมด

อีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้ได้ในบางกรณีคือ Zero-Knowledge Proof หรือ ZKP

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ผู้เข้าประมูลต้องพิสูจน์ว่ามีเงินทุนตามเกณฑ์ มีหลักประกันครบ หรือมีคุณสมบัติทางการเงินตามที่กำหนด แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีทุกตัวให้คู่แข่งเห็น

ZKP สามารถพิสูจน์ว่า “ผ่านเงื่อนไข” โดยไม่ต้องเปิดข้อมูลลับทั้งหมด

ตรงนี้ช่วยแก้ข้ออ้างที่เราได้ยินบ่อยว่า “เปิดข้อมูลไม่ได้เพราะเป็นความลับทางการค้า”

บางเรื่องเปิดตัวเลขไม่ได้จริง แต่ยังพิสูจน์ความถูกต้องได้

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ AI หรือ Blockchain แต่คือเปิดข้อมูล

ต่อให้มี AI เทพที่สุดในโลก ถ้ารัฐเป็นคนเดียวที่เห็นผลวิเคราะห์ วันหนึ่งใครสั่งปิดก็จบ

ดังนั้น TOR ราคากลาง รายชื่อผู้เสนอราคา ผู้ชนะ Beneficial Ownership การแก้สัญญา งบที่เพิ่ม ความคืบหน้า ยอดเบิก และผลตรวจรับ ต้องเปิดในส่วนที่กฎหมายอนุญาต

และคำว่า “เปิด” ไม่ใช่เอา PDF สแกนเอียง ๆ 400 หน้าโยนลงเว็บไซต์แล้วบอกว่าประชาชนตรวจได้

ข้อมูลต้องเป็น Machine-readable Data

ค้นได้ ดาวน์โหลดได้ เชื่อมได้ และควรมี API ให้สื่อ นักวิชาการ นักพัฒนา มหาวิทยาลัย และประชาชนเอาไปวิเคราะห์ต่อเองได้

ถ้าระบบขึ้นธงว่าโครงการหนึ่งมีความเสี่ยง ประชาชนควรเห็นด้วยว่าอะไรทำให้ขึ้นธง ไม่ใช่มีเพียงเจ้าหน้าที่ไม่กี่คนเห็น แล้วสามารถกดปิดเรื่องได้เงียบ ๆ

นี่คือหัวใจของ Open Contracting คืออย่าฝากการตรวจไว้กับคนกลุ่มเดียว ให้คนข้างนอกช่วยดูด้วย

ประเทศอื่นทำแล้ว ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

ถ้าใครยังคิดว่าที่พูดมาทั้งหมดเป็นทฤษฎีสวย ๆ ลองดูประเทศที่ทำจริงแล้ว

เกาหลีใต้มี KONEPS เป็นระบบ e-Procurement แบบครบวงจร และมี BRIAS ซึ่งใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์ราคา จำนวนผู้ประมูล และวิธีประมูลเพื่อหาความเสี่ยงการฮั้วโดยอัตโนมัติ ถ้าเกิน threshold ก็ส่งตรวจต่อ ไม่ต้องรอให้มีคนร้องก่อน

สิงคโปร์มี GeBIZ รวมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้บนแพลตฟอร์มกลาง เปิดข้อกำหนด เกณฑ์ประเมิน ผู้ชนะ และมูลค่าสัญญา รัฐยังแยกคนประเมินออกจากผู้มีอำนาจอนุมัติ เพื่อให้เกิด checks and balances แทนที่จะให้คนกลุ่มเดียวทำตั้งแต่ต้นจนจบ

เอสโตเนีย ไปไกลกว่าจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเปิดข้อมูลรัฐจำนวนมากให้สาธารณะใช้ต่อได้ OECD ประเมินว่าเอสโตเนียทำได้ 89% ของเกณฑ์ด้านกฎหมายการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ และ 81% ในทางปฏิบัติ โดยข้อมูลที่เปิดมีทั้ง public tenders, business registry, land registry, เงินเดือนข้าราชการระดับสูง และข้อมูลการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่การเมืองกับกลุ่มผลประโยชน์

สามประเทศนี้ใช้วิธีไม่เหมือนกัน แต่หลักเหมือนกันหมด

ลดดุลพินิจของคน เพิ่มร่องรอยดิจิทัล เชื่อมข้อมูล และเปิดให้คนอื่นตรวจ

เพราะฉะนั้นคำว่า “ทำไม่ได้” ควรเลิกใช้ได้แล้ว

คนอื่นทำมาแล้ว

เหลือแต่ว่าเราจะทำจริงหรือไม่

ถ้าทำทั้งหมดนี้ คอร์รัปชันจะหายไหม

ไม่หาย 100%

ไม่มีประเทศไหนทำได้ คนโกงก็ฉลาด มีระบบใหม่เขาก็หาช่องใหม่

แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเงินทุกบาทตามได้ ราคาทุกตัวถูกเทียบกับตลาด บริษัททุกแห่งถูกโยงถึง Beneficial Owner, AI ตรวจ pattern การประมูล, Graph Analytics ดูเครือข่าย, โดรนกับ Computer Vision ดูหน้างาน, IoT ส่งข้อมูลจริง, Blockchain ป้องกันการแก้หลักฐานย้อนหลัง, Smart Contract ไม่ปล่อยเงินถ้าเงื่อนไขไม่ครบ และประชาชนเห็นข้อมูลด้วย

จะโกงง่ายเหมือนวันนี้ไหม

ไม่มีทาง

ปลอมใบเสร็จยากขึ้น ตั้งราคากลางมั่ว ๆ ยากขึ้น ใช้บริษัทในเครือมาฮั้วยากขึ้น แก้เอกสารย้อนหลังยากขึ้น เบิกเงินเกินงานยากขึ้น จ่ายเงินทั้งที่งานไม่เสร็จยากขึ้น

และที่สำคัญมาก

ปิดเรื่องยากขึ้น

นี่ต่างหากคือเป้าหมาย

เราไม่ต้องฝันถึงประเทศไทยที่ไม่มีคนคิดโกง เพราะคงไม่มีวัน

แต่สร้างประเทศไทยที่

อยากโกงก็โกงยาก

โกงแล้วซ่อนยาก

โกงแล้วได้เงินยาก

และโกงแล้วปิดเรื่องยาก

แค่นี้ประเทศก็เปลี่ยนไปมหาศาลแล้ว

แล้วใครจะเริ่ม

คำตอบง่ายมาก

รัฐบาล

เพราะรัฐบาลถือระบบงบประมาณ ถือกรมบัญชีกลาง ถือข้อมูลของหน่วยงานรัฐ และมีอำนาจเสนอและผลักดันกฎหมาย

ที่น่าสนใจก็คือ รัฐบาลชุดนี้ประกาศนโยบายเองแล้วว่าจะ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง” และในนโยบายทางการถึงกับระบุเรื่องเปิดข้อมูลสาธารณะ เชื่อม Big Data และใช้ AI ตรวจจับและประมวลผลเพื่อลดความเสี่ยงทุจริตไว้โดยตรง

ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งดี

ไม่ต้องเถียงกันแล้วว่าควรทำหรือไม่

ทำเลย

กำหนดให้เงินรัฐทุกบาทมี Digital Trail ใช้มาตรฐานข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ โครงการใหญ่ทุกโครงการผ่าน Automated Risk Screening ผู้ประมูลเปิด Beneficial Ownership ราคากลางผ่าน External Benchmarking งานก่อสร้างใหญ่มี Digital Monitoring เอกสารสำคัญตรวจการแก้ย้อนหลังได้ และการเบิกเงินผูกกับเงื่อนไขที่ระบบตรวจได้

จากนั้นรัฐสภาออกกฎหมายบังคับ ไม่ใช่ “ขอความร่วมมือ”

ป.ป.ช. สตง. กรมบัญชีกลาง และหน่วยตรวจสอบต้องเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time ข้อมูลที่เปิดได้ก็ให้ประชาชนเห็นด้วย

และต้องออกแบบตั้งแต่ต้นว่า ไม่มีคนหรือหน่วยงานเดียวมีสิทธิ์กดปิด red flag แล้วเรื่องหาย

ตรงนี้ต่างหากคือบทพิสูจน์ว่าคำว่า “แก้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง” เป็นนโยบายจริง หรือเป็นแค่คำพูดสวย ๆ อีกครั้งหนึ่ง

เพราะเทคโนโลยีมีแล้ว

องค์ความรู้มีแล้ว

ประเทศอื่นทำให้ดูแล้ว

และรัฐไทยเองก็พูดว่าจะทำแล้ว

ดังนั้นคำถามสุดท้ายไม่ใช่

ทำได้ไหม

แต่คือ

จะทำจริงไหม

ก่อนจะบอกประชาชนอีกครั้งว่างบไม่พอ ก่อนจะคิดขึ้นภาษี ก่อนจะบอกว่าไม่มีเงินทำโรงเรียน โรงพยาบาล ระบบน้ำ ระบบขนส่ง งานวิจัย หรือเทคโนโลยี ลองทำเรื่องนี้ให้จริงเสียก่อน

ทำให้เงินของประเทศไปถึงที่ที่มันควรไป

เพราะเงินที่หายจากคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี มันคือโรงพยาบาลที่ไม่ได้สร้าง โรงเรียนที่ไม่ได้พัฒนา ระบบระบายน้ำที่ไม่ได้ทำ งานวิจัยที่ไม่ได้รับทุน เทคโนโลยีที่ไม่ได้เกิด ระบบเตือนภัยที่ไม่มี ถนนที่แพงเกินจริง และโอกาสของประเทศที่หายไปพร้อมเงินก้อนนั้น

ประเทศไทยอาจไม่ได้จนอย่างที่เราชอบพูดกัน

เราอาจแค่ปล่อยให้เงินรั่วมานานเกินไป

ถ้าไม่โกง ประเทศไทยมีเงินแก้ปัญหาและพัฒนาอีกเยอะ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การแก้ไขกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน
การแก้ไขกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน