News Logo
หน้าแรก
ส่องกล้องกระเพาะ ป้องกันมะเร็งได้เหมือนส่องลำไส้ใหญ่หรือไม่?

ส่องกล้องกระเพาะ ป้องกันมะเร็งได้เหมือนส่องลำไส้ใหญ่หรือไม่?

16 ต.ค. 2569 13:41
ผู้ชม 8 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

หลายคนเข้าใจว่าการส่องกล้องทางเดินอาหารเหมือนกันหมด ส่องลำไส้ใหญ่ป้องกันมะเร็งได้ ส่องกระเพาะก็น่าจะป้องกันได้เหมือนกัน แต่สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีจุดแข็งชัดเจน เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนมากค่อย ๆ พัฒนามาจากติ่งเนื้อก่อนมะเร็ง เมื่อส่องกล้องพบและตัดติ่งเนื้อออก ก็หยุดเส้นทางไปสู่มะเร็งได้ตั้งแต่ต้น การตรวจครั้งเดียวจึงได้ทั้งค้นหาโรคและป้องกันโรค

ส่วนมะเร็งกระเพาะอาหารไม่ได้มีติ่งเนื้อให้ตัดทิ้งก่อนเสมอไป รอยโรคระยะแรกมักเล็ก แบน และมีสีใกล้เคียงเยื่อบุกระเพาะปกติจนตรวจพบได้ยาก การส่องกล้องกระเพาะจึงเป็นการค้นหาโรค ไม่ใช่การป้องกันโรคแบบเดียวกัน

มะเร็งกระเพาะระยะแรกมักไม่ส่งสัญญาณเตือน

มะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรกมักไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการทั่วไปอย่างแน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดลิ้นปี่ ซึ่งเกิดจากโรคธรรมดาอื่นได้บ่อยมาก กว่าจะมีอาการชัดเจน เช่น น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือกลืนติด โรคมักลุกลามไปมากแล้ว

อุบัติการณ์เพิ่มขึ้นชัดเจนหลังอายุประมาณ 50 ปี แต่ไม่ได้แปลว่าคนอายุ 30 หรือ 40 ปีจะเป็นไม่ได้ ผู้ป่วยอายุน้อยพบไม่บ่อย แต่มีอยู่จริง และบางรายโรคดำเนินเร็ว

ทำไมอเมริกาไม่คัดกรอง แต่ญี่ปุ่นคัดกรอง

เพราะความชุกของโรคในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน สหรัฐอเมริกาไม่แนะนำให้คัดกรองมะเร็งกระเพาะเป็นประจำในคนทั่วไปที่มีความเสี่ยงปกติ เพราะโรคพบไม่บ่อยพอที่จะตรวจทั้งประชากรแล้วคุ้มกับค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากการตรวจ แต่ผู้มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่มยังได้ประโยชน์จากการส่องกล้อง

ญี่ปุ่นพบมะเร็งกระเพาะมากกว่า จึงมีระบบคัดกรองชัดเจนกว่า แนวทางของ National Cancer Center Japan แนะนำให้ผู้ไม่มีอาการเริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุ 50 ปี โดยเอกซเรย์กระเพาะด้วยแบเรียมตรวจได้ทุกปี ส่วนการส่องกล้องกำหนดช่วงห่างไว้ประมาณทุกสองถึงสามปี ขณะที่บางเทศบาลเริ่มให้บริการแบเรียมตั้งแต่อายุ 35 หรือ 40 ปี แต่เปิดให้ส่องกล้องตามโครงการเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป

เหตุผลไม่ใช่เพราะแบเรียมตรวจได้ดีกว่าการส่องกล้อง ถ้าถามว่าวิธีไหนเห็นเยื่อบุกระเพาะชัดที่สุดและเก็บชิ้นเนื้อได้ คำตอบคือการส่องกล้องแน่นอน แต่การออกแบบระบบให้คนทั้งประเทศกับการเลือกวิธีตรวจให้คนคนหนึ่งเป็นคนละโจทย์กัน

การส่องกล้องให้ประชากรหลายล้านคนต้องคิดถึงจำนวนแพทย์ จำนวนเครื่องมือที่ไม่ได้มีครบทุกเทศบาล ห้องตรวจ ค่าใช้จ่ายที่สูง ความเสี่ยงจากยาและหัตถการ รวมถึงเวลารอของผู้ป่วยที่มีอาการและควรได้ตรวจก่อน โครงการคัดกรองจึงไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะไม่มีโรคหลุดรอดเลย เพราะไม่มีวิธีใดทำได้ แต่ตั้งเป้าช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุดด้วยทรัพยากรที่มีและเกิดอันตรายน้อยที่สุด

การใช้แบเรียมเป็นด่านแรกแล้วส่งผู้ที่ผิดปกติไปส่องกล้อง จึงเป็นจุดเหมาะสมของระบบ ไม่ได้แปลว่าเป็นการตรวจที่ดีที่สุดสำหรับคนแต่ละคน คำถามที่ต้องแยกให้ออกคือ เรากำลังออกแบบระบบสำหรับคนทั้งประเทศ หรือกำลังตัดสินใจให้ผู้ป่วยคนหนึ่งที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว

แล้วส่องกล้องกระเพาะมีประโยชน์ตรงไหน

แม้ป้องกันมะเร็งไม่ได้เหมือนการตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ แต่การส่องกล้องกระเพาะยังสำคัญมาก เพราะมองหารอยโรคระยะแรกได้ เก็บชิ้นเนื้อจากบริเวณที่สงสัยได้ และประเมินได้ว่าเยื่อบุกระเพาะมีการอักเสบเรื้อรัง มีการฝ่อ หรือมีการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหรือไม่

อีกเรื่องที่สำคัญคือเชื้อ Helicobacter pylori หรือเชื้อเอชไพโลไร ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะ การตรวจหาและกำจัดเชื้อช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตได้ แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ โดยเฉพาะเมื่อเยื่อบุกระเพาะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ผู้ป่วยบางรายจึงยังต้องติดตามต่อเนื่อง

ประโยชน์ของการส่องกล้องจึงไม่ได้อยู่แค่คำตอบว่าวันนี้มีมะเร็งหรือไม่ แต่บอกได้ว่ากระเพาะของคนคนนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงระดับใด ควรกำจัดเชื้อหรือไม่ และควรติดตามถี่เพียงใด

ส่องกล้องทุกห้าปีแล้วปลอดภัยหรือไม่

ไม่มีระยะห่างเดียวที่เหมาะกับทุกคน และคำว่าส่องทุกห้าปีไม่ใช่หลักประกันว่าจะพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเสมอไป

ความเสี่ยงของแต่ละคนต่างกันตามอายุ ประวัติครอบครัว การติดเชื้อเอชไพโลไร สภาพเยื่อบุกระเพาะ และประวัติผ่าตัดกระเพาะ นอกจากนี้ผลการตรวจยังขึ้นกับการเตรียมกระเพาะ คุณภาพของภาพ เวลาที่ใช้ตรวจ ความละเอียดของแพทย์ และการเก็บชิ้นเนื้อในตำแหน่งที่เหมาะสม

แม้เคยส่องกล้องแล้วปกติ หากต่อมามีอาการเตือนก็ไม่ควรรอให้ครบกำหนดครั้งต่อไป เพราะมะเร็งอาจเกิดขึ้นใหม่ หรือรอยโรคขนาดเล็กอาจไม่เห็นชัดในการตรวจครั้งก่อน การส่องกล้องที่ปกติจึงลดความกังวลได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่การรับประกันอนาคต

ใครไม่ควรรออายุคัดกรอง

อายุเริ่มคัดกรองเป็นตัวเลขที่ใช้วางระบบสำหรับประชากร ไม่ใช่เส้นแบ่งว่าอายุน้อยกว่านั้นปลอดภัย

ผู้ที่มีอาการกลืนติด อาเจียนเรื้อรัง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ซีด น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อิ่มเร็วผิดปกติ หรือปวดลิ้นปี่ต่อเนื่อง ควรได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัย ไม่ใช่รอเข้าโครงการคัดกรอง

ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะ เคยตรวจพบเยื่อบุกระเพาะฝ่อหรือการเปลี่ยนแปลงก่อนมะเร็ง เคยผ่าตัดกระเพาะ มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิด หรือมาจากพื้นที่ที่พบมะเร็งกระเพาะสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนเป็นรายคน

ส่วนคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าต้องส่องกล้องทุกปี แต่ควรรู้ว่าตนเองเคยตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรหรือยัง มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง และการตรวจที่เลือกตอบคำถามที่อยากรู้จริงหรือไม่

สรุป

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ป้องกันมะเร็งได้โดยตรง เพราะพบและตัดติ่งเนื้อก่อนมะเร็งได้ ส่วนการส่องกล้องกระเพาะไม่ได้ให้ผลแบบเดียวกัน และการตรวจที่ปกติครั้งหนึ่งไม่สามารถรับประกันอนาคตได้

แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม มันเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหามะเร็งระยะแรก เก็บชิ้นเนื้อ ประเมินสภาพเยื่อบุกระเพาะ และวางแผนติดตามให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละคน

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าควรส่องกล้องหรือไม่ แต่ควรถามว่าเรากำลังตรวจเพราะอะไร มีความเสี่ยงแค่ไหน และระยะติดตามที่เลือกเหมาะกับคนคนนี้จริงหรือไม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อการส่งออกดีเซล ของรัสเซียเป็นมากกว่า เรื่องน้ำมัน
เมื่อการส่งออกดีเซล ของรัสเซียเป็นมากกว่า เรื่องน้ำมัน