การพิจารณาเลือก เควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางฯ ครั้งนี้ จะเป็นการปลดล็อคความไม่แน่นอนในเรื่องนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ไปได้เปลาะหนึ่ง ส่วนคดีความของพาวเวลล์ที่อยู่ในศาลก็น่าจะมีการถอนฟ้องในที่สุด เพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา
โดย เจษฎา กตเวทิน อดีตเอกอัครราชทูต
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศชื่อ เควิน วอร์ช เป็นผู้รับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ(Federal Reserve) หรือ Fed เพื่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบแทน เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะพ้นตำแหน่งในเดือน พ.ค. ปีนี้
การแต่งตั้งประธานธนาคารกลางฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการแต่งตั้งตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ เนื่องจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นตำแหน่งที่ถือหางเสือกำหนดทิศทางและรักษาระดับความสมดุลในการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อันมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
หน้าที่หลักของธนาคารกลางฯ คือการควบคุมอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานให้อยู่ระดับเหมาะสมกับการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน โดยมีอัตราดอกเบี้ยธนาคาร และค่าเงินดอลลาร์เป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่ผ่านประธานาธิบดีทรัมป์มีปัญหาขัดแย้งทางนโยบายกับ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางคนปัจจุบันมาโดยตลอด เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้มีการลดดอกเบี้ยธนาคารให้เร็วที่สุดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ พาวเวลล์ เห็นว่า หากลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อที่จะแก้ไขได้ยาก (ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลได้อัดฉีดเข้าพยุงเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงโควิด) แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่สามารถปลด พาวเวลล์ ออกจากตำแหน่งได้อย่างใจนึก แม้จะเป็นผู้ที่แต่งตั้งมาด้วยตัวเอง (เมื่อปี 2017)

ข่าวนายเจอโรม พาวเวลล์ โดนสอบสวน (อ้างอิงรูปภาพจาก CBS)
เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่า ธนาคารกลางของทุกประเทศถือเป็นองค์กรที่ต้องทำงานโดยอิสระปราศจากการแทรกแซงจากทางการเมือง ดังนั้น การแทรกแซงใดๆ จากรัฐบาลย่อมจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ และค่าเงินดอลลาร์
แต่สุดท้ายแล้วเมื่อปลายปี 2025 พาวเวลล์ก็ต้องขึ้นศาลจากคดีความไม่ชอบมาพากลของโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารกลางฯ มูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้ประธานาธิบดียืนยันว่า เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมือง
แต่ความขัดแย้งระหว่างธนาคารกลางและทำเนียบขาวก็เป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ลดค่ามาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี การประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช มาเป็นประธานธนาคารกลางคนใหม่ ถือเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ถูกกาลเทศะของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะนอกจากเป็นการยุติความไม่แน่นอนทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นและตลาดทุนแล้ว วอร์ชที่ได้รับการคัดเลือก ไม่ใช่แค่สาวกทรัมป์ที่จะคอยรับคำสั่งมาปฏิบัติอย่างเดียว แต่เขาเป็นนักการเงินที่เป็นที่รู้จักและนับถือในฝีไม้ลายมือในวงการ
เมื่อปี 2006 เขาได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางฯ ที่อายุน้อยที่สุด (35 ปี) และอยู่ในตำแหน่งมาจนปี 2011 โดยระหว่างนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงในฐานะสายเหยี่ยวที่คอยป้องกันภาวะเงินเฟ้อ และเหตุผลในการลาออกเมื่อปี 2011 ก็เนื่องจากการคัดค้านมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน หรือ Quantitative Easing (QE) ที่พยายามอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตเงินกู้ที่อยู่อาศัย (Subprime crisis) ปี 2008-2010 เพราะมองว่าถ้ายังคงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่แก้ไขได้ยาก
ทั้งนี้ วอร์ช เคยอยู่ในรายชื่อผู้ที่ได้รับการพิจารณาเป็นประธานธนาคารกลางฯ มาครั้งหนึ่งแล้วในสมัยแรกของทรัมป์ เมื่อปี 2017 (แต่สุดท้ายพาวเวลล์ ได้รับเลือก) และยังเป็นผู้ที่อยู่ในรายชื่อผู้ได้รับการพิจารณาเป็นรัฐมนตรีคลังในสมัยทรัมป์ 2 เมื่อปี 2024 ด้วย
อย่างไรก็ตาม มีการสังเกตว่าในช่วงหลังๆ วอร์ช เริ่มหันมาสนับสนุนการลดดอกเบี้ยธนาคารตามที่ทรัมป์เรียกร้อง โดยมองว่า การคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูง (ปัจจุบันอยู่ที่ 3.6%) เป็นประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจในต่างประเทศเยอะๆ มากกว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศ และเป็นการขยายปัญหาเรื้อรังในเรื่องเงินกู้ครัวเรือนด้วย จึงคาดได้ว่าภายหลังจากได้รับตำแหน่ง การค่อยๆ ลดดอกเบี้ยธนาคารในระดับซึ่งไม่กระทบต่อภาวะเงินเฟ้อมากเกินไป จะได้รับการพิจารณาด้วยดี
สรุปได้ว่า การพิจารณาเลือก เควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางฯ ครั้งนี้ จะเป็นการปลดล็อคความไม่แน่นอนในเรื่องนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ไปได้เปลาะหนึ่ง ส่วนคดีความของพาวเวลล์ที่อยู่ในศาลก็น่าจะมีการถอนฟ้องในที่สุด เพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาในกระบวนการคัดสรรตามกฎหมาย





