คำแถลงถึงประชาชนของทรัมป์เมื่อเช้าวันที่ 2 เม.ย. 2569 (เวลาไทย) สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนที่มีความคาดหมายว่า ทรัมป์จะใช้โอกาสนี้ประกาศถอนตัวออกจากสงครามอิหร่านและประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการ
ปรากฏว่า คำแถลงเป็นเพียงการสรุปท่าทีที่เคยพูดมาก่อนหน้าแล้ว เกี่ยวกับความสำเร็จในการทำลายล้างอิหร่าน(ทางกายภาพ)และสงครามน่าจะจบได้ในอีกไม่นาน โดยเน้นเพิ่มด้วยว่า ในช่วง 2-3 สัปดาห์หน้าจะมีการถล่มอิหร่านครั้งใหญ่ หากอิหร่านยังไม่ยอมเห็นพ้องกับข้อตกลงที่สหรัฐฯนำเสนอ (อิหร่านยอมแพ้สงครามแบบไร้เงื่อนไข)
สิ่งที่กลายเป็นสัญญลักษณ์พิเศษประจำตัวของทรัมป์คือ การพูดกลับไป-กลับมาและหลายๆอย่างก็ค้านกันเอง อย่างเช่นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรัมป์ใช้อ้างเป็นสาเหตุหลักของการโจมตีครั้งนี้ ก็เพียงกล่าวว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะ (enriched uranium)ของอิหร่านที่หลงเหลืออยู่นั้น ขณะนี้ถูกเก็บอยู่ใต้ดินลึกที่ยากจะนำออกมาใช้และสหรัฐฯ มีการตรวจจับโดยดาวเทียมอยู่ตลอดเวลา
แต่ในสถานะการณ์จริงก็ยังใช้เรื่องนี้เป็นเหตุผลอ้างในการที่อาจต้องมีปฏิบัติการทางบก หรือการที่อ้างถึงชัยชนะในการทำลายล้างประสิทธิภาพทางทหารของอิหร่านจนหมดแล้ว ทั้งที่อิหร่านยังคงยิงขีปนาวุธไปยังอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านอยู่ทุกวัน
สำหรับเรื่องช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการก่อให้เกิดปัญหาไปทั่วโลกนั้น ทรัมป์ออกตัวว่า สหรัฐฯ ไม่มีผลได้/ผลเสียจากพลังงานที่ส่งผ่านช่องแคบ พร้อมทั้งโยนความรับผิดชอบไปยังประเทศยุโรปและเอเชียตะวันออกที่ต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมากผ่านเส้นทางนี้
เท่ากับยอมรับว่ากำลังทหารอิหร่านที่คุมการเข้า-ออกช่องแคบอยู่มีความเข้มแข็งเกินกว่าสหรัฐฯ จะปราบได้ แม้ว่าสหรัฐฯ จะเคยทิ้งระเบิดปราบบังเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่ใครมีไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการกองกำลังทหารอิหร่านที่อยู่ตามเกาะขนาดใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งใกล้ปากทางช่องแคบได้
หากเป้าหมายของแถลงการณ์ของทรัมป์เพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจกับประชาชนอเมริกันว่า สงครามจะไม่ยืดเยื้อยาวนานและสหรัฐฯ จะเป็นผู้ชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ถือว่าประสบความล้มเหลว เพราะราคาน้ำมัน ตลาดหุ้นและคะแนนความเชื่อมั่นของรัฐบาล ต่างก็เดินหน้าตกต่ำลงอย่างชัดเจนภายหลังคำแถลง
จึงเกิดคำถามว่าสหรัฐฯ บุกอิหร่านครั้งนี้เพื่อประโยชน์ใครกันแน่ เพราะเป็นที่รับทราบกันว่า การบุกอิหร่านครั้งนี้ทรัมป์ยึดถือข้อมูลและหลักนิยมทางทหารจากอิสราเอลมาเป็นปฏิบัติแบบที่เกือบเป็นเนื้อเดียวกัน
ดังนั้น แถลงการณ์นี้จึงเป็นเพียงการสร้างความมั่นใจว่าให้กับอิสราเอลว่า สหรัฐฯ จะยังไม่ถอนกำลังโดยพลการและเหลือให้อิสราเอลรบอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน ส่วนการจะคาดการใดๆ เกี่ยวกับสงครามจึงไม่อยู่ที่ว่าทรัมป์พูดอะไร แต่อยู่ที่ว่าอิสราเอลมีท่าทีเป็นอย่างไรมากกว่า
ล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้กล่าว่า ศักยภาพทางทหารของอิหร่านโดนทำลายไปกว่า 70% และปัจจุบันอิสราเอลไม่ถือว่า อิหร่านเป็นภัยต่อความอยู่รอด (existential threat)ของอิสราเอลอีกต่อไป เป็นพัฒนาการที่ควรให้ความใส่ใจมากๆ เพราะเป็นท่าทีที่ให้ความหวังต่อการยุติสงครามในเร็ววันได้มากกว่าคำกล่าวของทรัมป์




