News Logo
หน้าแรก
Kindleberger Trap กับดักความสัมพันธ์ ที่นำไปสู่ความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ

Kindleberger Trap กับดักความสัมพันธ์ ที่นำไปสู่ความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ

20 เม.ย. 2569 17:28
ผู้ชม 4 คน

การส่งสัญญานอย่างชัดเจนโดยประธานาธิบดีทรัมป์ว่า การเจรจาสันติภาพโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องขยับเลื่อนไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันเป็นการยืนยันถึงความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เดิมที่อิสราเอลยินยอมให้มีการหยุดยิงกับเลบานอนเป็นเวลา 10 วัน ต่อด้วยการประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุสโดยอิหร่าน เป็นสัญญานบวกต่อตลาดโลกเพียงสั้นๆ หลังจากนั้นอิหร่านก็กลับมาปิดช่องแคบอีกครั้ง เนื่องจากสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกมาตรการปิดช่องแคบของตนจนกว่าการเจรจาสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงกันภายในกรอบเวลา(อังคารที่ 21 เม.ย.)ประกอบกับคำขู่ต่างๆ ของนาย ทรัมป์ ทำให้สถานะการณ์ก็กลับมาตึงเครียดและดูไร้อนาคตที่จะยุติโดยเร็ววัน

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ชี้ให้เห็นว่า รูปแบบของการเมืองโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีสาระสำคัญ การเมืองแบบหลายขั้ว (multipolar world) ที่มีพลวัตรและสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว(ตามเทคโนโลยีสมัยใหม่)ได้กลายมาเป็นรูปแบบหลักของการเมืองโลกอย่างชัดเจน

สงครามอิหร่านที่ดูเหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอลกับอิหร่านก็จริง แต่บทบาทของจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะจีนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะในด้านหนึ่งจีนมีความใกล้ชิดทั้งทางด้านการเมือง การทหารและเศรษฐกิจกับอิหร่านอย่าง

ขณะเดียวกันจีนก็มีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับอิสราเอลและเป็นคู่แข่งขันที่สหรัฐฯต้องให้ความเกรงใจอยู่สูง

การแสดงบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาสงครามอิหร่านโดยสันติวิธีจะเป็นโอกาสที่จีนจะพิสูจน์ให้ประชาคมโลกเห็นว่า บัดนี้ จีนก้าวข้ามเข้ามาเป็นผู้นำโลกอีกประเทศหนึ่งอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจีนยังเลือกที่จะมีบทบาทผู้ประสานงานเบื้องหลังมากกว่า

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากบทเรียนของสหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นว่า การเป็นผู้นำหมายเลขหนึ่งของโลกนั้นมีราคาแพงมากและความคุ้มค่าไม่ชัดเจน และความพยายามสั่งสมซอฟเพาเวอร์ของจีน(เพื่อสร้างการยอมรับ)กับการดำเนินนโยบายแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (transitional diplomacy)อย่างที่สหรัฐฯ พยายามทำตอนนี้(และจีนซึ่งมีธรรมชาติของพ่อค้าก็มีความชื่นชอบอยู่ไม่น้อย)ก็ดูเหมือนจะไปกันไม่ได้

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า บทบาทคนกลางในการเจรจาของปากีสถานเกิดขึ้นได้เพราะมีจีนอยู่เบื้องหลัง และการที่ซาอุดีอารเบีย ตุรกี อียิปต์ ให้ความร่วมมือที่ดีแก่ปากีสถานก็มาจากอิทธิพลจีน และที่สำคัญคือ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนยกหูโทรศัพท์คุยโดยตรงกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและประเทศในอ่าวอาหรับอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้อิหร่านสามารถมุ่งเจรจากับสหรัฐฯ เป็นหลัก

การที่จีนยังคงยึดถือการดำเนินบทบาทผู้สนับสนุนเบื้องหลัง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะจีนยังไม่ประสงค์ที่จะถูกมองว่าพยายามจะขึ้นมาเทียบรัศมีด้านกำลังทหารกับสหรัฐฯ เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐฯและประเทศตะวันตกพยายามสร้างภาพของจีนว่า ต้องการทำทุกอย่างเพื่อเป็นหมายเลข 1 ของโลกแทนสหรัฐฯ

มีการสร้างวาทะกรรมโดยยึดถือสิ่งที่เรียกว่า Thucydides Trap (กับดักธูซิดิดิส) ขึ้นมาเป็นตัวอธิบายว่า โดยธรรมชาติฐานอำนาจใหม่ย่อมต้องการแซงผู้ครองอำนาจอยู่เดิม ขณะที่ประเทศผู้นำเดิมก็มีความหวาดระแวงว่าจะถูกแย่งอำนาจตลอดเวลา และบรรยากาศแบบนี้จะนำไปสู่สงครามใหญ่วันใดวันหนึ่ง

สหรัฐฯและค่ายตะวันตกมีแนวโน้มที่จะเชื่อแนวความคิดนี้แม้ว่าที่ผ่านมาจีนจะประกาศตัวตลอดว่าไม่ต้องการเป็นประเทศมหาอำนาจ (hegemon)และเน้นการทำงานร่วมกันในกรอบการเมืองพหุภาคี (multilateralism)เป็นหลัก แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของจีนก็ทำให้เป็นที่หวาดระแวงของประเทศอื่น

ในกรณีสงครามอิหร่านสหรัฐฯ ก็คอยเหลือบมองจีนอยู่ตลอดเวลา โดยกล่าวหาว่าจีนแอบส่งอาวุธและข้อมูลจากเรดาร์จีนให้อิหร่านมาตลอด และเป็นที่สังเกตว่า ในช่วงเวลานี้ญี่ปุ่นและพันธมิตรทางทหารสหรัฐฯ (ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์)ต่างก็มีกิจกรรมทางทหารในช่องแคบไต้หวัน(เรือลาดตระเวณญี่ปุ่น) และทะเลจีนใต้(การฝึกรบร่วม)เพื่อดึงความสนใจจากจีน

ในส่วนของจีนปรากฏว่า มีผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัสเซีย ยุโรป และประเทศอาหรับ เยือนเป็นทางการตลอดเวลาและในโอกาสพบปะกับมงกุฎราชกุมารสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE)

ผู้นำจีนได้แจกแจงหลักการ 4 ข้อ ที่ได้รับการอ้างถึงในฐานะหลักการพื้นฐาน(bottom lines)ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีน ประกอบด้วย

1) อำนาจอธิปไตย (sovereignty)

2)การเคารพซึ่งกันและกัน (mutual respect)

3)หลักนิติธรรมระหว่างประเทศ (international rule of law)

4)สิทธิอันชอบธรรมในการพัฒนา

ซึ่งแต่ละข้อล้วนเกี่ยวพันกับสงครามอิหร่านทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ความละเอียดอ่อนในการวางตัวในสงครามอิหร่านครั้งนี้อยู่ที่หลักการที่เรียกว่า Kindleberger Trap หรือกับดักคินเดลเบอร์เกอร์ ซึ่งศาสตราจารย์ โจเซฟ ไนย์ (Joseph Nye) ผู้โด่งดังจากการนำเสนอหลักการซอฟท์เพาเวอร์ เป็นผู้นำมาเผยแพร่ โดยชี้ให้เห็นว่าในกรณีที่ประเทศผู้นำเดิมอำนาจเสื่อมถอย แต่ประเทศที่มีการพัฒนาเข้มแข็งขึ้นมาใหม่ไม่พร้อมจะเข้ามารับบทบาทผู้นำโลกแทน ความวุ่นวายโกลาหลก็จะเกิดขึ้นในโลก

เหมือนเช่นวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 1930 ที่อิทธิพลโลกของอังกฤษถดถอยอย่างมาก ขณะที่สหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น ยึดถือนโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง (Isolationism) จึงทำให้โลกปั่นป่วน อันนำไปสู่ Great Depression และสงครามโลกครั้งที่ 2ในอีก 9 ปีต่อมา

ฉะนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดในตอนนี้มี 2 ประการคือ

1)สหรัฐฯ ถึงห้วงเวลาตกต่ำอย่างเป็นทางการหรือยัง โดยพิจารณาได้จากสิ่งที่ Joseph Nye เรียกว่า global public goods (สมบัติรวมของโลก) อาทิ ตลาดการค้าเสรี แหล่งเงินทุนที่สุดท้าย (Lender of last resort) เงินตราที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ กฎระเบียบระหว่างประเทศในด้านต่างๆ ถ้ายังมีความสามารถผลิต global public goods ได้ก็ถือยังไม่เข้าสู่ภาวะตกต่ำ

2) จีนมีความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นเสาหลักให้โลกในการผลิต global public goodsได้แค่ไหน รวมถึงการมีซอฟเพาเวอร์ที่เพียงพอให้คนพร้อมทำตามและพลังในการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือที่ไม่จำกัด

ในกรณีที่ตัวแปรต่างๆ ชี้ว่าสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะมหาอำนาจที่ตกต่ำแล้ว แต่จีนเองก็ไม่พร้อมจะเป็นผู้นำหมายเลข 1 ความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐฯ เพื่อประคับประคองโลกไม่เข้าสู่กับดัก Kindleberger Trap ก็อาจจะเป็นทางเลือกทางที่สามที่คิดไม่ถึงก็ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อตะวันตกไม่อาจจะครอบงำความคิดของโลกได้ต่อไป
เมื่อตะวันตกไม่อาจจะครอบงำความคิดของโลกได้ต่อไป