การลงนามความตกลงมักกะฮ์ (Mecca Agreement) ระหว่างซาอุดีอารเบีย ตรุกี และปากีสถาน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วท่ามกลางความสับสนไม่แน่นอนของการขยายตัวของสงครามอิหร่าน ที่กลุ่มฮูตีในเยเมน(สนับสนุนโดยอิหร่าน)ประกาศปิดช่องทางเดินเรือผ่านช่องแคบบับอัลมันเดป(Bab el-Mandeb)ของเรือสินค้าซาอุดีอารเบีย
ส่งผลให้น้ำมันจากซาอุดีฯ กว่า 5 ล้านบาเรลต่อวันไม่สามารถส่งผ่านทะเลแดงตอนใต้ซึ่งเป็นเส้นทางใกล้ที่สุดสู่ตลาดเอเชียต้องไปใช้เส้นทางขนส่งทางเหนือ ผ่านคลองซุเอซและอ้อมทวีปแอฟริกา อันเป็นการเพิ่มเวลาเดินทาง 2-3 สัปดาห์และเพิ่มค่าใช้จ่ายกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลำ
@ สาระสำคัญของความ
ตกลงฯ
ความตกลงฉบับนี้เป็นการตกลงฉบับย่นย่อที่มีสาระเพียงแค่ระบุว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีทั้งสามประเทศ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ อาทิ การตั้งสำนักงานเลขาธิการ ภาระหน้าที่ของแต่ละประเทศ การเปิดรับสมาชิกเพิ่มเติม ฯลฯ ยังไม่มีการกล่าวถึงในชั้นนี้
การระบุการร่วมให้ความคุ้มครองประเทศสมาชิกในกรณีถูกโจมตีเป็นสาระสำคัญเดียวกับมาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโต้ จึงมีการเรียกขานความตกลงนี้ว่าเป็นการจัดตั้ง “นาโต้ตะวันออกกลาง”
@บทวิเคราะห์เบื้องต้น
แนวความคิดเรื่อง การจัดทำระบบความมั่นคงร่วมกัน (collective security) ในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องใหม่และมีการพูดถึงการจัดตั้งองค์กรคล้ายๆนาโต้เพื่อดูแลความมั่นคงของภูมิภาคกันมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากประเทศต่างๆ ตระหนักดีว่า การหวังพึ่งการคุ้มครองของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งยั่งยืนถาวร ประเทศในภูมิภาคซึ่งต่างก็เติบโตแข็งแรงทางด้านเศรษฐกิจ จำเป็นต้องจัดตั้งกลไกเพื่อดูแลระบบความมั่นคงร่วมของภูมิภาคขึ้นมาด้วยตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกนอกเหนือจากการคุ้มครองความมั่นคงโดยสหรัฐฯ และสงครามอิหร่านครั้งนี้ก็เป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดการรวมตัวในลักษณะดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงการเจรจาเตรียมการตั้งแต่เดิมมีประเทศร่วมกัน 4 ประเทศรวมอียิปต์ด้วย แต่เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่รัฐธรรมนูญอียิปต์ไม่อนุญาตให้ส่งกองกำลังไปรบในต่างประเทศ ดังนั้น ในการลงนามเบื้องต้นจึงมีเพียง 3 ประเทศแต่ก็เปิดช่องทางให้ประเทศอื่นสามารถเข้ามาร่วมได้ในภายหลัง ซึ่งเชื่อได้ว่าในการประชุมหารือรายละเอียดการดำเนินงานอียิปต์ก็คงได้รับเชิญให้ร่วมด้วยในฐานะแขกรับเชิญ
นอกเหนือจากเป้าหมายด้านความมั่นคงแล้ว ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่อาศัยความเข้มแข็งและก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางทหารของตุรกีและปากีสถาน เป็นพื้นฐานในการพัฒนาจัดตั้งแหล่งผลิตอาวุธยุโธปกรณ์ที่ทันสมัย อาทิ โดรน เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ ฯลฯ โดยอาศัยเงินทุนและกำลังซื้อจาก ซาอุดีฯ ก็ดูจะเป็นสูตรธุรกิจที่ลงตัวที่จะทำให้การดำรงอยู่ของความตกลงนี้ดำเนินไปได้โดยไม่สะดุด
@ท่าทีของประเทศที่เกี่ยวข้อง
เป็นที่รับทราบกันดีว่า เหตุผลในการลงนามความตกลงร่วมกันครั้งนี้ก็เพื่อเตรียมการรับมือกับสถานะการณ์ความมั่นคงในอนาคต หลังจากที่สหรัฐฯ ค่อยๆถอนตัวทางทหารออกไป ซึ่งจะทำให้ตะวันออกกลางเป็นพื้นที่แย่งชิงกันขยายอิทธิพลระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ดังนั้น การเปิดทางเลือกใหม่เพื่อไม่ต้องเลือกข้างระหว่าง 2 คู่อริ จึงเป็นทางออกที่ดีในการรักษาสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค
ทั้งนี้ ตุรกี ปากีสถานและซาอุดีฯ ต่างก็เป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงในภูมิภาคและต่างก็มีความตกลงทวิภาคด้านความมั่นคงกันอยู่แล้ว
โดยตุรกีเป็นประเทศสมาชิก
นาโต้ที่มีกองทัพใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเยอรมันนี มีอุตสาหกรรมอาวุธใหญ่อันดับต้นๆของโลก โดยเฉพาะโดรน ขณะที่ซาอุดีฯ เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลกมาช้านานและมีกองทุนความมั่นคงแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund)ขนาดมหึมาที่กระจายการลงทุนอยู่ทั่วโลก ส่วนปากีสถานก็เป็นประเทศมุสลิมประเทศเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ เป็นผู้สนับสนุนทางทหารรายสำคัญให้ซาอุดีฯ และมีบทบาทในการเป็นคนกลางเจรจายุติสงครามอิหร่านที่ได้รับการยอมรับสูง จึงถือว่าเป็นส่วนผสมในการรวมตัวที่ส่งเสริมกันและกันอย่างกลมกลืน
ดังนั้น การรวมตัวของสามประเทศเพื่อจัดทำระบบป้องกันประเทศร่วมกัน จึงจะมีผลกระทบชัดเจนต่อดุลแห่งอำนาจในตะวันออกกลาง เพราะเท่ากับเป็นการเสนอตัวขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจที่สาม เพื่อถ่วงดุลย์กับอิสราเอลและอิหร่านอย่างชัดเจน
เป้าหมายเฉพาะหน้าของการรวมตัวครั้งนี้อยู่ที่การร่วมกันแก้ปัญหาความมั่นคงของซาอุดีฯ จากการโจมตีทางอากาศและการปิดช่องแคบทางใต้ของทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน
แต่จากท่าทีเบื้องต้นของอิหร่านที่มิได้คัดค้านการลงนามความตกลงฯ ครั้งนี้ โดย IRGC แสดงท่าทีเห็นด้วยโดยนัยยะว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถให้การคุ้มครองประเทศเหล่านี้ได้ ขนาดฐานทัพตัวเองยังป้องกันไม่อยู่ ดังนั้น หากอิหร่านยอมพูดคุยกับกลุ่มฮูตีเพื่อระงับการโจมตีซาอุดีฯ ไว้ก่อนเพื่อเป็นการดึงสมาชิกความตกลงฯ ให้ถอยห่างจากสหรัฐฯ ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้อย่างมาก
ประเทศที่ดูจะไม่พอใจการทำความตกลงฯ ครั้งนี้มากที่สุดน่าจะเป็นอิสราเอล เพราะที่ผ่านมาอิสราเอลมีนโยบายและผลประโยชน์ขัดแย้งกับตุรกีอยู่มาก โดยผู้นำอิสราเอลถึงกับกล่าวว่า จบจากอิหร่าน ตุรกีก็จะเป็นเป้าหมายต่อไปของอิสราเอล และในสายตาอิสราเอล ความเป็นปึกแผ่นของมุสลิมนิกายซุนนี่ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของอิสราเอล
ประเทศที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษในชั้นนี้คือ UAE เพราะเป็นประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือในอ่าวอาหรับ (GCC) ประเทศเดียวที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกับอิสราเอลทั้งทางลับและเปิดเผย
ดังนั้น หาก UAE เลือกที่จะคงความร่วมมือใกล้ชิดกับอิสราเอลต่อไปก็จะกลายเป็นตัวป่วน (spoiler)ในการรวมตัวเป็นขั้วอำนาจใหม่ในครั้งนี้ แต่ถ้า UAE สามารถลดทิฐิในเรื่องปัญหาส่วนตัวกับซาอุดีฯ และเข้าร่วมมือกับสมาชิกความตกลงมักกะฮ์อย่างจริงจัง สมดุลของอำนาจในตะวันออกกลาง ที่มีอิหร่าน-อิสราเอล-มุสลิมซุนนี่เป็นแกนกลาง ก็จะถ่วงดุลกันและกันได้อย่างลงตัว อันจะส่งผลให้การใช้ความรุนแรงต่อกันค่อยๆลดลง




