หลังจากที่มีข่าวกันครึกโครมว่า ทีมเจรจาสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถเจรจาบรรลุร่างความตกลงเบื้องต้นในกรอบเวลา 90 วัน เพื่อยุติการใช้กำลังและเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อการขนส่งสินค้าโดยเสรีเหมือนเดิม เพียงแต่รอให้ผู้นำสูงสุดของสองประเทศให้ความเห็นชอบเป็นทางการก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้เลย
ซึ่งนายทรัมป์เองก็ยืนยันเรื่องนี้ โดยขอเวลาเข้าประชุมกับเหล่าผู้นำด้านความมั่นคงของประเทศที่เรียกว่า Situation Room ก่อนออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่หลังจากการประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไม่ปรากฏการแถลงการณ์ใดๆในเรื่องนี้ ซึ่งสร้างความผิดหวังอย่างมากกับผู้ที่รอคอยเห็นสงครามครั้งนี้ยุติอย่างสันติ
ความไม่คืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงเรื่องนี้ ทั้งที่ นาย ทรัมป์ ได้ประกาศล่วงหน้าให้ผู้รับผลเสียจากการปิดช่องทางเดินเรือที่ช่องแคบฮอร์มุซเตรียมแสดงความยินดีกับครอบครัวได้เลยนั้น ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของผู้นำสหรัฐฯ ในสายตาประชาคมโลกถดถอยลงไปในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในชั้นนี้ เราลองมาดูกันว่า สาระสำคัญของร่างความตกลงตามที่ระบุไว้ใน web page ส่วนตัวของนาย ทรัมป์ ประเด็นไหนที่น่ามีปัญหาจนทำให้ไม่สามารถตัดสินใจให้ความเห็นชอบได้
1)กำหนดให้อิหร่านประกาศยกเลิกการดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ :
เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในไพ่ไม้ตายของอิหร่านในการเจรจาต่อรอง ซึ่งแม้ว่าอิหร่านเคยประกาศตลอดเวลาว่าไม่มีความตั้งใจในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่การไม่ระบุถึงสิ่งแลกเปลี่ยนที่อิหร่านจะได้รับตอบแทน โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร (ทั้งหมดหรือบางส่วน) และการส่งคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดในต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก
ทั้งนี้ ในช่วงเจรจาก็ปรากฏข่าวว่า จะมีการคืนเงินฝากธนาคารที่ถูกยึดอยู่ที่กาตาร์จำนวน 12,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน รวมถึงข่าวการเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายจากสงครามจำนวน 3 แสนล้านดอลลาร์ด้วย
2)การกำหนดให้มีการเคลียร์ทุ่นระเบิดและเปิดช่องแคบ
ฮอร์มุซแบบไม่มีเงื่อนไข โดยห้ามเก็บค่าผ่านทาง :
แม้ว่ารายได้จากค่าผ่านทางอาจสามารถหาทดแทนได้จากช่องทางอื่น แต่หากไม่มีความชัดเจนในเรื่องใครมีอำนาจควบคุมการเข้า-ออกช่องแคบฯ อย่างแท้จริง สุดท้ายแล้วอิหร่านก็อาจใช้กำลังปิดช่องแคบอีกเมื่อไหร่ก็ได้(ตามที่ทำมาแล้ว)
3)กำหนดให้สหรัฐฯร่วมมือกับจีนและองค์กรนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ (IAEA)นำแร่ยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะ 60% ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินขึ้นมาทำลาย:
เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยของอิหร่านโดยตรงและอิหร่านปฏิเสธการแทรกแซงของสหรัฐฯ มาโดยตลอด (หากเป็นกรณีอิหร่านร่วมมือกับจีนและ IAEA น่าจะเป็นไปได้มากกว่า)
4)เปิดให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรี เฉพาะเพื่อการพาณิชย์ภายใน 30 วัน:
ตามข้อเท็จจริงที่สหรัฐฯ มีฐานทัพเรือใหญ่อยู่ที่บาห์เรน การกำหนดให้เดินเรือได้เฉพาะเรือสินค้าจึงไม่น่าปฏิบัติได้จริง
5)ไม่ชัดเจนว่า ข้อเรียกร้องพื้นฐานในการยุติการสู้รบในอิหร่านและในสมรภูมิอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมจะถึงการใช้กำลังในเลบานอนและฉนวนกาซานั้น ได้รับการตอบรับอย่างไรจากอิสราเอล ซึ่งหากไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ประเด็นอื่นๆ ก็ไม่มีโอกาสจะเดินหน้าได้
จากพัฒนาการล่าสุดครั้งนี้ ทำให้เห็นได้ว่าหากฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่สามารถแยกปัญหาใหญ่เฉพาะหน้าที่เป็นปัญหาของโลก (global problem)จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซออกจากการแก้ไขปัญหาอาวุธนิวเคลียร์และข้อขัดแย้งด้านความมั่นคงระหว่างอิหร่านกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและฝังรากอยู่ในความขัดแย้งไม่ไว้วางใจกันเป็นเวลายาวนานได้แล้ว โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อแก้ไขปัญหาในกรอบเวลาที่มีจำกัดก็คงจะเกิดได้ยาก




