คำพูดภาษาอังกฤษที่ว่า “The devil is in the details ”หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ”ปิศาจ(ตัวจริง)ซ่อนอยู่ในรายละเอียด” น่าจะเป็นคำอธิบายที่เหมาะสมที่สุดเมื่อพูดถึง บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่เพิ่งลงนามทางอิเล็คโทรนิคกันไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (17 มิ.ย. 69)
ในภาพความตกลงฯ ส่งผลให้อิหร่านต้องเปิดให้มีการเดินเรือบริเวณช่องแคบ
ฮอร์มุสเป็นปรกติ (เริ่มทันทีและกำหนดแล้วเสร็จใน 30 วัน) ขณะที่สหรัฐฯ ก็ต้องยกเลิกมาตรการปิดล้อมปากทางทะเลโอมาน ซึ่งนับเป็นข่าวดีต่อประชาคมโลกที่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงและตลาดหุ้นขยับตัวสูงขึ้นอย่างพร้อมเพรียง และที่สำคัญคือ แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อและการเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ก็เริ่มลดลงอย่างชัดเจน
สำหรับการเจรจารายละเอียดเรื่องนิวเคลียร์ นอกเหนือจากการให้คำมั่นสัญญาเป็นทางการของอิหร่านที่จะไม่พัฒนาหรือจัดหาอาวุธนิวเคลียร์มาครอบครองแล้ว รายละเอียดเรื่องการจัดการกับแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ รวมถึงรายละเอียดด้านเทคนิคอื่นๆ มีกรอบเวลาดำเนินงาน 60 วัน (อาจขยายได้ครั้งละ 30 วัน)ก่อนจะมีการลงนามในความตกลงฉบับสมบูรณ์กันต่อไป
โดยที่รายละเอียดของบันทึกความเข้าใจฯ ทั้ง 14 ข้อเป็นที่รับทราบกันทั่วไปอยู่แล้ว วันนี้เราจึงจะมาทำความเข้าใจในข้อที่ 1 ของความตกลงที่ถือว่าสำคัญที่สุดหากไม่ปฏิบัติตามก็เท่ากับความตกลงทั้งหมดก็ยกเลิกโดยปริยาย
สาระในข้อนี้ระบุให้ ยกเลิกการใช้กำลังสู้รบในทุกเวที รวมถึงที่เลบานอน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญให้หวั่นเกรงกันว่า ความตกลงนี้จะทำได้จริงหรือเปล่า เนื่องจากอิสราเอล ซึ่งเป็นคู่กรณีของเลบานอนไม่ได้เป็นคู่เจรจาความตกลงและประกาศจะไม่ปฏิบัติตามเรื่องนี้ และหลังการลงนามก็ปรากฏการใช้กำลังทหารโจมตีเลบานอน แม้ว่าสหรัฐฯ กาตาร์ และอิหร่านจะพยายามเจรจาไกล่เกลี่ยให้มีความตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮิสบุลลาห์ที่เป็นคู่กรณีกันโดยตรงได้สำเร็จ แต่การใช้กำลังทหารตอบโต้กันก็ยังมีอยู่ประปรายจนขณะนี้ (20 มิ.ย. 69)
คนจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจว่า สถานะการณ์ในเลบานอนเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับสงครามอิหร่านและทำไมอิหร่านจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ก็ต้องเรียนว่า ในการกำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอิหร่านได้ระบุให้อิสราเอลเป็นศัตรูหมายเลข 1 แต่เนื่องจากอิหร่านและอิสราเอลไม่มีพรมแดนติดกัน (ห่างกันประมาณ 900- 1,000 ไมล์)ดังนั้น อิหร่านจึงใช้วิธีจัดตั้งและสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธมุสลิมที่เป็นศัตรูกับอิสราเอล(ทั้งนิกายชีอะห์และซุนนี่)นอกประเทศ เพื่อเป็นหน่วยโจมตีอิสราเอล โดยมีกองกำลังฮิสบุลลาห์ (ในซีเรียและเลบานอน)และฮามาส (ฉนวนกาซ่า)เป็นพันธมิตรสำคัญที่คอยสร้างความพะว้าพะวังแก่อิสราเอลจนไม่มีพลังเพียงพอที่จะเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงกับอิหร่าน
หลังจากการปราบปรามกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซ่าอย่างสิ้นซากและความพ่ายแพ้ของ ฮิสบุลลาห์ในสงครามกลาง เมืองซีเรีย ก็เหลือเพียงฮิสบุลลาห์ในเลบานอนเท่านั้นที่ยังเป็นหอกข้างแคร่ของอิสราเอล
เนื่องจากฮิสบุลลาห์เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์เช่นเดียวกับอิหร่าน และเป็นประชากรกว่า 1 ใน 3 ของประชากรในเลบานอน ดังนั้น เมื่ออิหร่านถูกสหรัฐฯ/อิสราเอลโจมตีเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 กลุ่มฮิซบุลลาห์ในเลบานอนจึงเริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีภาคเหนือของอิสราเอลเพื่อช่วยอิหร่าน ทำให้อิสราเอลใช้เป็นโอกาสในการส่งกำลังทหารยึดครองพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอนและจัดตั้งเป็นเขตความปลอดภัย (safety zone)ของอิสราเอลอย่างถาวร
อิหร่านจึงถือว่าการยึดครองพื้นที่ของเลบานอนโดยกองกำลังอิสราเอล เป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามกับอิหร่านด้วย
แต่สำหรับอิสราเอลถือว่า การยึดครองพื้นที่ตอนใต้เลบานอนเป็นการป้องกันตัวเองจากการโจมตีโดยฮิซบุลลาห์และประกาศจะไม่ยอมถอนตัวจากพื้นที่ดังกล่าวจนกว่าฮิซบุลลาห์จะยินยอมวางอาวุธทั้งหมด
จึงเห็นได้ว่า ลำพังประเด็นเรื่องการระงับการใช้กำลังในเลบานอนก็มีความยุ่งยากและรายละเอียดที่ซับซ้อนที่อาจส่งผลให้บันทึกความเข้าใจฯ ถูกล้มเลิกได้ง่ายๆ
แต่ความหวังที่จะเห็นข้อยุติในสงครามอิหร่านก็ยังไม่หมดไปเสียที่เดียว เนื่องจากเรื่องนี้มีผลกระทบต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯและประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง ประกอบกับประเทศอ่าวอาหรับทั้งหมดก็ต้องการให้สงครามยุติโดยเร็ว ทุกฝ่ายจึงพยายามที่จะช่วยกันพูดคุยกับกลุ่มฮิซบุลลาห์ให้หลีกเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขให้อิสราเอลใช้เป็นข้ออ้างในการใช้กำลังทหาร
สำหรับทรัมป์เองก็ยังมีข้อต่อรองที่มีน้ำหนักมากกับอิสราเอลอีกอย่างน้อย 2 ข้อ คือ 1)การตัดความร่วมมือในปฏิบัติการทางทหารกับอิสราเอลอย่างเด็ดขาด(ให้รบคนเดียวสหรัฐฯไม่เกี่ยว) และ2) การงดการสนับสนุนทางการเมืองทุกรูปแบบต่อนาย เนทันยาฮู ในการเลือกตั้งในเดือนก.ย.หรือต.ค.นี้ ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นปัจจัยสำคัญในการรบและความอยู่รอดทางการเมืองของนาย เนทันยาฮู
สุดท้ายแล้วหากอิสราเอลยืนยันที่จะดำเนินนโยบายความมั่นคงสุดโต่งไม่สนใจใคร ก็มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเจรจาขอแยกเรื่องการใช้กำลังในเลบานอนออกไปเป็นความตกลงอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก(เน้นพิจารณาเรื่องอำนาจอธิปไตยและบูรณะภาพของดินแดนของเลบานอน เพื่อโดดเดี่ยวอิสราเอลจากประชาคมโลก)
ส่วนการเจรจายุติสงครามอิหร่านจะเน้นเฉพาะประเด็นเทคนิคของนิวเคลียร์ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร การคืนเงินและทรัพย์สินในต่างประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่ออิหร่านมากกว่า
และนี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมเหตุการสู้รบในเลบานอนจึงมาเกี่ยวพันกับการจัดทำความตกลงยุติสงครามอิหร่าน




