จากการที่เขมรอ้างอิงกฏหมายทะเล ค.ศ. 1982 เพื่อนำประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อขัดแย้งทางทะเลและไทยก็ได้ตอบรับอย่างเป็นทางไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ได้แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ขั้นตอนและกรอบเวลาการดำเนินงานไว้ในเบื้องต้นแล้ว นั้น
เนื่องจากเรื่องนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศชาติในหลากหลายแง่มุม จึงเป็นสิทธิและหน้าที่อันชอบธรรมที่ประชาชนต้องเข้ามีส่วนร่วมรับทราบและให้ความเห็นจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้รัฐบาลทำหน้าที่ปกป้องรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เขียนจึงขอร่วมทำหน้าที่ดังกล่าว โดยการแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะที่อาจจะเป็นประโยชน์ ดังนี้
•อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฏหมายทะเล ค.ศ. 1982 เป็นกฏหมายระหว่างประเทศที่ไทยร่วมลงนามและยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มต้น และเราเองก็เป็นฝ่ายเรียกร้องให้เขมรยึดถือกฎหมายดังกล่าวในการพิจารณาแผนที่และหารือเรื่องเขตแดนทางทะเลมาโดยตลอด ดังนั้น การที่เขมรเข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญากฏหมายทะเลอย่างเป็นทางเมื่อต้นปีนี้ จึงควรถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่การเจรจาทวิภาคีเรื่องนี้จะมีหลักการกฏหมายระหว่างประเทศที่สองฝ่ายเห็นชอบมารองรับ
•ท่าทีที่ไทยยึดถือตลอดมาคือ ต้องบรรลุความตกลงเขตแดนทางทะเลเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเจรจาการใช้ประโยชน์ด้านพลังงานในเขตแดนของตน และตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การที่เขมรยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาฯ กฎหมายทะเลเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเจรจาในกรอบ MoU 44 ไม่คืบหน้า
•ไทยไม่ยอมรับแนวทางของเขมรที่ต้องการให้แบ่งพื้นที่ทับซ้อนคนละครึ่งเพื่อไปพัฒนาใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องรอให้การแบ่งเขตแดนทางทะเลเรียบร้อย
•แนวทางการจัดตั้งพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA)ในเขตพื้นที่ทับซ้อนเหมือนอย่างที่ทำกับมาเลเซียที่มีคนอ้างถึงบ่อยๆ ก็เริ่มด้วยการเจรจาภายใต้กฎหมายทะเล จนเมื่อชัดเจนแล้วว่า เมื่อพิจารณาตามหลักการของกฎหมายทุกแง่มุมแล้วยังปรากฏพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่จำนวนหนึ่ง(ต่างฝ่ายมีกฎหมายรองรับทั้งคู่) จึงค่อยหาทางออกร่วมกันโดยการแบ่งพื้นที่กันในรูปแบบพัฒนาร่วมกันคนละครึ่งไปพลางก่อน
•กระบวนการประนอมข้อขัดแย้งฯ เป็นเพียงการขอให้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายทะเลที่แต่งตั้งฝ่ายละ 2 คน พร้อมประธานที่เลือกกันขึ้นมา 1 คน พิจารณาให้คำแนะนำทางกฎหมายว่า ควรจะกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลกันอย่างไรและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเพื่อเป็นพื้นฐานของการเจรจาทวิภาคีในรายละเอียดกันต่อไป มิใช่เป็นกระบวนการศาลที่มีการตัดสินผิด-ถูก และที่สำคัญคือผลการพิจารณาไม่ข้อผูกพันทางกฎหมาย
การจะนำข้อเสนอแนะไปใช้แค่ไหน/อย่างไรก็ขึ้นกับการเจรจา 2 ฝ่าย ทั้งนี้ การที่มีการเกรงกันว่าเรื่องนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่ฝ่ายเขมรนำไปฟ้องศาลโลกต่อไปนั้น ต้องไม่ลืมว่าไทยเราไม่รับอำนาจศาลโลก
เป็นการด่วนสรุปและคาดเดาผลที่มีประเด็นแอบแฝงทางการเมืองมากเกินไป หากคอยคิดแต่ว่าไทยเราจะต้องเสียเปรียบหากพิจารณากันตามกฎหมายทะเล เพราะหากเราไม่ยึดกฎหมายทะเลแล้วเราจะเอาอะไรมาเป็นหลักยึดในการเจรจา
•กรณีพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างติมอร์ตะวันออก-ออสเตรเลีย ที่มีการพูดถึงว่า กระบวนการประนอมฯ มักจะให้ความเห็นใจประเทศเล็กมากกว่าประเทศใหญ่นั้น เป็นตัวอย่างของการพูดโดยไม่ดูข้อเท็จจริง เนื่องจากการอาศัยกระบวนการประนอมข้อขัดแย้งฯ ภายใต้กฎหมายทะเลเพิ่งใช้กันครั้งแรกในกรณีติมอร์ตะวันออก-ออสเตรเลีย และในกรณีนี้ออสเตรเลียใช้วิธีการเอาเปรียบประเทศติมอร์ตะวันออกมากมาย รวมถึงการดักฟังการประชุมครม.ติมอร์โดยหน่วยข่าวกรองออสเตรเลีย ซึ่งทำให้พรรคฝ่ายค้านของออสเตรเลียใช้เป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลอย่างได้ผลและเมื่อปี 2018 หลังจากพรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งจึงรีบจัดทำความตกลงเขตแดนทางทะเลที่เป็นธรรมกับติมอร์ฯ โดยไม่ต้องรอให้กระบวนการประนอมข้อขัดแย้งฯ สิ้นสุดแต่อย่างไร
•การอ้างว่า การพิจารณาตามกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนจากที่เคยทำแผนที่ไหล่ทวีปเอาไว้เมื่อ พ.ศ. 2516 นั้น มีความจริงครึ่งเดียว เพราะแผนที่ดังกล่าวเป็นการประกาศฝ่ายเดียวเพื่อตอบโต้แผนที่ฝ่ายเดียวของเขมร จึงยังไม่มีผลเป็นเขตแดนทางทะเลตามกฏหมาย
แม้ว่าสุดท้ายแล้วไทยเราอาจจะต้องขยับเส้นที่กำหนดทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง (contiguous zone) ที่เป็นเส้นฐานในการกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเขตไหล่ทวีปเข้ามาบ้าง
แต่เนื่องจากการจัดทำแผนที่ไหล่ทวีปของไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผิดกับแผนที่ของเขมรที่จัดทำโดยไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (คล้ายกับกรณีของจีนที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้)
ดังนั้น เมื่อนำหลักกฎหมายมาจับกันจริงๆ พื้นที่ที่ฝ่ายเขมรอ้างสิทธิในแผนที่จึงน่าที่จะถูกลดทอนลงไปมากกว่าไทย และเมื่อต่างฝ่ายต่างก็ต้องลดพื้นที่อ้างสิทธิลง พื้นที่ทับซ้อนตามที่ปรากฏในแผนที่แนบ MoU 44 ว่า มีขนาดถึง 16,000 ตร.กม.ก็ย่อมจะต้องมีขนาดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อไทย
•สุดท้าย หากทีมกฎหมายของไทยสามารถชูประเด็นความไม่น่าเชื่อถือของแผนที่เขมร ตามเหตุผลข้างต้น และเน้นว่าเป็นแผนที่ที่มีลักษณะล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของเพื่อนบ้าน ชัดเจน(กรณีเกาะกูด) จึงไม่สมควรเอามาใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการเจรจา
หรืออย่างน้อยที่สุดก็หาเหตุผลทางกฎหมายที่เข้มแข็งยืนยันว่า เขมรไม่มีทางเรียกร้องสิทธิเหนือเกาะกูดของไทย ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงภายในเขมรเอง จนสุดท้ายเราอาจจะได้เห็นเขมรต้องถอนเรื่องออกจากกระบวนการประนอมฯ ก่อนจะจบขั้นตอนการพิจารณาก็เป็นไปได้




