1. ปรากฏการณ์เหยียดอายุในสังคมไทย
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีปรากฏการณ์เหยียดอายุในโลกไซเบอร์ คือ มีลูกคนมีชื่อเสียงคนหนึ่งเขียนข้อความทางเฟซบุ๊ค ประนามคนที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองทำนองว่า “เป็นพวกคนแก่ แล้วจน และโง่อีกด้วย”
ข้อความดังกล่าวสะเทือนใจคนทั้งประเทศ ไม่เฉพาะแต่ผู้สูงอายุ (elderly people) แต่หมายรวมถึงผู้ที่มีพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุและเคารพรักครอบครัวและญาติมิตรที่เป็นผู้สูงอายุทุกคน หรือแม้แต่ผู้ที่รู้สึกรำลึกถึงพระคุณของพ่อแม่ผู้สูงอายุที่ล่วงลับไปแล้ว
การกระทำดังกล่าวมีความหมายในทางทฤษฎีว่าเป็นการเหยียดอายุ (ageism) หมายถึง การกีดกันคนโดยอาศัยพื้นฐานของอายุ อันนำไปสู่การมีกรอบการมองตายตัวในทางลบ (negative stereotypes) ต่อผู้สูงอายุ และสร้างความตึงเครียดระหว่างรุ่นอายุของคนขึ้นมาระหว่างคนวัยหนุ่มสาวกับผู้สูงอายุ
ข้อที่น่าคิด คือ ปรากฏการณ์ดังกล่าว เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคล (personal error) หรือความผิดพลาดเชิงระบบ (systematic error)
2. สมมติฐานเกี่ยวกับต้นตอของปัญหา
การศึกษาเรื่องการเหยียดอายุเมื่อที่มีการถกเถียงกันทางการเมือง (political debate) มักตั้งสมมติฐานว่ามีที่มาจากอำนาจของการสื่อสารออนไลน์หรือโซเชี่ยล มีเดีย (social media) เช่น งานของ Vidovicova & Honelova, 2018 ชื่อ “A Case Study of Ageism in Political Debates: Are Social Media A Latent Source of Generation Harted?”
การเหยียดอายุอาจเริ่มจากฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา แต่สามารถสร้างความเกลียดชังระหว่างคนต่างรุ่นกันได้ เช่น ในสาธารณรัฐเช็กในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2013, 2017 และ 2018 ฝ่ายขวาใช้ยูทิวป์และเฟซบุ๊ค รณรงค์ทางการเมืองให้ “ผู้สูงอายุ” ต่อต้านฝ่ายซ้าย
ส่วนในประเทศไทย น่าจะกลับกัน เพราะกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปสังคมอย่างรุนแรงและเกรี้ยวกราด เพิ่งเกิดเมื่อไม่เกินสิบปีมานี้
มีการสร้างวาทกรรมการเมือง ได้แก่ “คนรุ่นใหม่” “การเปลี่ยนแปลง” และ “บ้านใหญ่” เกิดขึ้น เพื่อส่งตัวหมาย (signifiers) ออกไปว่า “คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมืองจากคนรุ่นเก่า ไปสู่การเมืองใหม่”
ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายปลายทางของการเปลี่ยนแปลงขององค์ประธานที่สร้างวาทกรรมดังกล่าวนั้นคลุมเครือและส่อนัยถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันเดิม เช่น การประดิษฐ์คำว่า “มีรัฐพันลึกซ้อนอยู่ในรัฐไทย” หรือ “มีใบอนุญาตใบที่สอง” คอยสกัดกั้นไม่ให้พรรคคนรุ่นใหม่เติบโต
วิธีการที่ทั้งไทยและสาธารณเช็กใช้คล้ายกัน คือ กระทำผ่านทางสื่อออนไลน์ ดังนั้น เงื่อนไขของการเข้าไปครอบงำสื่อออนไลน์ จึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการสร้างทัศนคติทางการเมืองที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนต่างรุ่นต่างวัยกัน
ฝ่ายซ้ายไทยใช้วิธีการเทา ๆ ก่อน-- โดยการเข้าไปซื้อหุ้นสื่อที่มีบทบาทสำคัญในตลาดการเมืองไทย โดยเฉพาะเครือข่ายคุณ ส.
3. การบานปลายของปัญหา
การตอกลิ่มความแตกต่างระหว่างอายุของคนโดยสื่อออนไลน์ที่กระทำอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลานั้น ได้สร้างกรอบการมองตายตัวในทางลบระหว่างคนอายุน้อยกับคนอายุมากขึ้นในสังคมไทย
สื่อออนไลน์ใช้วิธีการสื่อสารที่ซึมลึก โดยนำเอาคนที่เอนเอียงทางการเมืองไปจัดรายการ เพื่อปลูกฝังทัศนคติทางการเมืองทางลบแก่ผู้สูงอายุและระบบการเมืองเดิม เช่น ผลิตคำว่า “อนุรักษ์นิยม” กับ “ก้าวหน้า” ขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกรุ่นคน ยกเอาความสวยความหล่อ ความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ขึ้นมา “กดทับ” (subjection) ความสามารถของคนรุ่นเก่า
แม้แต่นักวิชาการบางคนยังเต็มไปด้วยอคติระหว่างรุ่น เข้าใจว่า “เป็นกระแสการเมืองใหม่” จนกระทั่งบรรดาคลังสมองของต่างประเทศนำไปเผยแพร่ระดับโลกว่า “คนรุ่นใหม่” กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ “คนรุ่นเก่า” คัดค้าน โดยเฉพาะ “กองทัพ”
อคติเช่นนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น (generational conflict) และยัดเยียดมุมมองให้กับกลุ่มรุ่นคนที่มีอายุแตกต่างกันว่า มีมุมมองทางการเมืองต่างกัน ด้วยการจัดให้คนเป็นเสมือนแท่งคอนกรีตที่แยกออกจากกันเป็นแท่ง ๆ ดั่งไม่ใช่สิ่งมีชีวิตและมีความคิด อีกทั้งความคิดไม่สามารถข้ามรุ่นกันได้
ผลที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย คือ นักการเมืองพรรคหนึ่งได้สร้างกรอบการมองตายตัวให้กับคนไทยได้สำเร็จ ได้แก่
(1) ผู้สูงอายุไม่ควรดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป ควรเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นคนหนุ่มสาวอายุไม่มากเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ
(2) เกิดการปะปะกันระหว่างรุ่น (generational clash) โดยคนรุ่นใหม่มีความต้องการทางสังคมอย่างหนึ่ง แต่คนสูงอายุมีความต้องการทางสังคมอีกอย่างหนึ่ง
เช่น พรรคคนรุ่นใหม่เห็นว่า บำเหน็จบำนาญผู้สูงอายุเป็นสิ่งไม่จำเป็นต้องมี การมีบำเหน็จบำนาญสะท้อนถึงอาการเจ็บป่วยของสังคม ควรนำเงินไปใช้จ่ายเพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลาน
(3) การปะทะกันทางสื่อออนไลน์ ยิ่งยกระดับความตึงเครียดของการปะทะกันระหว่างรุ่น เพราะสื่อออนไลน์ถูกครอบงำโดยคนรุ่นเดียว แต่ผู้สูงอายุถูกเบียดขับออกไปจากการใช้สื่อ ดังนั้น พื้นที่ทางมนุษยธรรมทางไซเบอร์ของผู้สูงอายุจึงหดตัวลง
ดังตัวอย่างที่ลูกคนมีชื่อเสียงเบียดขับผู้สูงอายุที่มีทัศนคติทางการเมืองไม่ตรงกับตัวเองว่า “เป็นคนแก่ ยากจนและโง่”
ความสำเร็จของการเบียดขับผู้สูงอายุออกไปจากการเมืองดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง เห็นได้จากการคัดเลือกคนสมัครส.ส.ในเขตกรุงเทพมหานคร เกิดบรรทัดฐานใหม่ว่าต้องเป็นคนหนุ่มสาว หน้าตาดี มีการศึกษาสูง โดยเฉพาะจบจากต่างประเทศ พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว
(4) เกิดกระแสความเกลียดชังระหว่างรุ่น ซึ่งแฝงไว้ด้วยอคติและความต้องการเปลี่ยนแปลงสถาบัน
4. การรื้อถอดการเหยียดอายุ
ความคิดที่ว่า “คนรุ่นใหม่” ดีกว่า “คนรุ่นเก่า” และกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เป็นตัวหมายว่างเปล่า (empty signifiers) ที่ทิ้งช่องว่างเอาไว้ใน “ผู้เลือกตั้ง” ตีความตามใจชอบ
จนกระทั่งเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาอย่างแพร่หลายในสังคมไทยว่า คนรุ่นใหม่กำลังจะมาเปลี่ยนแปลงประเทศ และประเทศไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง เวลาที่ผ่านมาทั้งหมด คือ ความล้มเหลวและสูญเปล่า
แต่อันที่จริงนั้น เป็นการสร้างกรอบการมองตายตัวที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจาก
(1) ผู้สูงอายุไม่ใช่ “คนรกโลก” นอกจากจะได้สร้างคุณูปการณ์ให้กับชาติบ้านเมืองอย่างมากมายมหาศาลแล้ว ผู้สูงอายุยังเป็นเงื่อนไขของประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
การเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองโดยไม่คำนึงถึง “ภูมิปัญญา” ของผู้สูงอายุและเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ เป็นเรื่อง “เสี่ยง” และเป็น “อันตราย” มากกว่า “ผลดี” อย่างแน่นอน
(2) คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความคิดก้าวหน้าเสมอไป สังคมไทยเข้าใจผิดมากว่า “คนรุ่นใหม่” มีความคิดก้าวหน้าทุกคน แต่ที่จริง ความก้าวหน้าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ เนื่องจากความก้าวหน้าไม่ใช่กรอบความคิดตายตัว
ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา หัวขบวนของฝ่ายก้าวหน้า (the progressive movement) ก็มาจากพรรครีพับลิกันที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม เช่น ทีโอดอร์ รูสเวลท์ หรือการเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา ก็มาจากประธานาธิบดีลินคอห์น ที่สังกัดพรรครีพับลิกัน
(3) อดีตบางอย่างเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (path dependency) เช่น สถาบันสำคัญของประเทศ
(4) การเปลี่ยนประเทศไม่สามารถกระทำได้ “ราวเนรมิต” หรือ “พลิกฝ่ามือ” เหมือนโฆษณา นอกจากมีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่ต้องเข้าใจแล้ว ยังต้องเข้าใจหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ (a critical juncture) ที่มีปัจจัยผลักดันที่สำคัญด้วย
ตัวอย่างเช่น ปัญหาคอร์รัปชั่น หรือ “ทุนเทา” ไม่มีพรรคการเมืองใดในปัจจุบันพูดถึงต้นตอของปัญหา คือ นายทุนยึดกุมรัฐ (state capture) และอาชญากรรมองค์การที่มีรัฐต่างชาติหนุนหลัง (state-sponsored organized crime) อันเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าความสามารถของเจ้าหน้าที่ไทยในปัจจุบัน
คนหนุ่มสาวที่เป็นตัวแทนพรรคการเมืองหาเสียงว่าจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดย AI แต่ไม่เข้าใจว่าประเทศไทยได้วางรากฐานทางดิจิทัลเพียงพอและได้เข้าสู่การจัดการปกครองและเกิดสังคมทางไซเบอร์ (Socio-Cybernetic Governance) หมดแล้วหรือยัง
หรือว่าเป้าหมายของโลกในการเป็น E-State ในปี ค.ศ. 2030-2070 คืออะไร ภูมิปัญญาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องการเป็น “คนรุ่นใหม่” หรือ “รุ่นเก่า” แต่เป็นเรื่อง “ความรู้”
การแก้ปัญหาของประเทศจึงต้องกระทำผ่านทางความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (insight) ไม่ใช่ทำได้เพียงการโฆษณา (political marketing)
บางทีคนหนุ่มสาว อาจต้องแสวงหาประสบการณ์ และความรู้ที่ลึกซึ้ง ตลอดจนแสดงออกซึ่งความรู้ความสามารถดังกล่าวต่อสาธารณะ มากกว่าประวัติการจบการศึกษาจากต่างประเทศ หรือการฉวยโอกาสจากการตะโกน “ด่าคนอื่น” อย่างเกรี้ยวกราด
การเบียดขับผู้สูงอายุออกจากโลกไซเบอร์ นอกจากเป็นการทำให้พื้นที่ทางมนุษยธรรมหดตัวลงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความขัดแย้งระหว่างรุ่นที่มีแต่จะบานปลาย และยากต่อการแก้ไขเยียวยาได้ในภายหลัง
จึงไม่ใช่สังคมเท่ากันหรือคนเท่ากัน อย่างที่เรียกร้องแต่อย่างใด.. การเรียกร้องดังกล่าวเป็นเพียง “อุบาย” ที่จะครองอำนาจนำใหม่ในสังคมไทย




