News Logo
หน้าแรก
การสร้างความสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน

การสร้างความสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน

11 ก.พ. 2569 08:53
ผู้ชม 94 คน

1. การฟื้นตัวของชุมชน

การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน (community resilience) เป็นแนวคิดที่กำลังได้ความสนใจเป็นอย่างมากในหมู่นักพัฒนา ในฐานะที่เป็นยุทธศาสตร์การจัดการกับวิกฤติ โดยเฉพาะชุมชนที่เปราะบาง

รากฐานของแนวคิดการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนี้ มาจากแนวคิดทางภาวะนิเวศ โดยเฉพาะงานของฮอลลิ่ง (Holling) ซึ่งเน้นความสามารถของระบบนิเวศในการรักษาเสถียรภาพท่ามกลางสิ่งรบกวน อันสอดคล้องกับความคิดของฮายเอ็ก (Hayek) ที่เห็นว่าการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งไม่ควรทำ แต่ควรให้ชุมชนมีความสามารถปรับตัวเข้ากับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยรัฐไม่ต้องเข้าไปควบคุมมาก

ความคิดเรื่องการฟื้นตัวดังกล่าวขยายออกจากแนวคิดทางภาวะนิเวศ มาสู่กรอบทางสังคมและเศรษฐกิจ จนเข้ามาสู่อาณาบริเวณของการศึกษาการพัฒนาและการเมือง และเกิดกระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่ที่เน้นการกระทำของตัวแทนชุมชนและความสามารถปรับตัวของชุมชน กลายเป็นแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) ในปัจจุบัน

การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน จึงไม่ได้เป็นผลผลิตมาจากการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ตรงกันข้าม การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนต่างหาก ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ที่สุดของการอยู่ดีมีสุขของชุมชนและความมั่นคงของชุมชน

ปัจจุบันสหประชาชาติส่งเสริมแนวคิดการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วของชุมชนอย่างขนานใหญ่ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการลดภัยพิบัติของชุมชน นโยบายการพัฒนาจึงต้องกระตุ้นให้ชุมชนมีความรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของตัวเอง มากกว่าการพึ่งพารัฐแต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น รัฐต้องไม่คิดแทรกแซงชุมชนฝ่ายเดียว แต่ต้องหาทางสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและสามารถพัฒนาตัวเองได้

ประเด็นสำคัญของการพัฒนาในโลกปัจจุบัน จึงอยู่ที่นโยบายการพัฒนาจะเปลี่ยนชุมชนให้มีความสามารถปรับตัวเข้ากับปัจจัยที่มากระทบจากภายนอกได้อย่างไร ซึ่งแบ่งออกเป็นปัจจัยที่มากระทบอย่างรุนแรงในระยะสั้น (shocks) และปัจจัยที่เป็นตัวเร่งที่มีผลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (stressors)

การเปลี่ยนแปลงในด้านการพัฒนานี้ จึงเน้นไปที่นโยบายการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับชุมชนที่เปราะบาง โดยเปลี่ยนมุมมองจากการพัฒนาแนวกว้าง ไปเน้นการทำความเข้าใจพลวัตของชุมชนอย่างเป็นระบบโดยละเอียด และใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนแตกต่างกัน

หน่วยงานพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (the United Nations Development Programme) หรือ UNDP นิยามว่า “ความเปราะบางเป็นเงื่อนไขของมนุษย์ที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างหลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องใช้แนวทางที่แตกต่างกันในการทำให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในนโยบายการพัฒนา” (the UNDP defines vulnerability as a human condition influenced by various factors, indicating a need for a nuanced approach to resilience in development policies)

จากแนวคิดการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนดังกล่าว จึงเกิดโจทย์ใหม่ในการพัฒนายุคปัจจุบันว่า จะสร้างชุมชนใหม่ให้มีการดำรงชีวิตที่มั่นคงท่ามกลางปัญหาและสิ่งท้าทายที่เกิดขึ้นเป็นระบบได้อย่างไร แต่ไม่ใช่รัฐเข้าไปแทรกแซงโดยตรง

แม้เป็นแนวคิดที่ถูกวิพากษ์ว่ามองข้ามความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่อย่างน้อยที่สุดแนวคิดดังกล่าวได้กระตุ้นให้นักพัฒนาตระหนักถึงพลวัตทางสังคมที่ซับซ้อนและเน้นความสามารถการปรับตัวของชุมชนเข้ากับวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

2. ปัญหาการเมืองไทย

การเมืองไทย โดยเฉพาะจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา  เป็น “การเมืองที่ไม่มีชุมชน” (politics devoid of community) เพราะพรรคการเมืองไทยไม่มีพรรคใดเสนอแนวคิดเรื่องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนเป็นทางออกของประเทศ ทุกพรรคกลับมุ่งแทรกแซงชุมชน

ทั้ง ๆ ที่ “การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน” และ “การใช้อำนาจโต้กลับของชุมชน” อาจเป็นคำตอบที่ใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

2.1 สงครามไทยกับกัมพูชา

ช่วงปี พ.ศ. 2568 และ 2569 เกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาสองครั้ง ทหารและพลเรือนไทยบาดเจ็บและล้มตายหลายสิบคน ระหว่างสงครามนั้น คนในชุมชนหลายแสนคนต้องอพยพจากบ้านเรือนของตัวเอง เช่น บางอำเภอ ต้องอพยพคนออกจากชุมชนทั้งอำเภอ

ระหว่างที่อพยพในหลาย ๆ วันนั้น คนในชุมชนต้องมานอนตามวัดและสถานที่สาธารณะ บางคนต้องปล่อยวัวควายเรือกสวนไร่นาไว้ตามธรรมชาติ บางคนขาดยา อาหาร น้ำดื่ม นมเด็กเล็ก เงินประทังชีวิต และความช่วยเหลืออื่นในฐานะกลุ่มคนที่เปราะบาง เช่น เงินใช้จ่ายหลังสงครามจากการหยุดงาน บางคนโชคร้ายมาก ระเบิดของทหารกัมพูชาตกใส่กลางบ้าน

2.2 ความต้องการกลับสู่การดำเนินชีวิตตามปกติและอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อนักการเมือง

ความต้องการของคนในชุมชนช่วงที่เกิดสงคราม จึงได้แก่ การช่วยเหลือจากภายนอก  เพราะชุมชนอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขณะเดียวกัน ในใจของทุกคนรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อประเทศกัมพูชาที่ก่อสงคราม

ทว่าขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกโกรธและเกลียดนักการเมืองไทยที่ไม่แยแส ไม่เอาใจใส่ต่อปัญหาภัยพิบัติสงครามที่มีต่อชุมชน รวมไปถึงคนต่อต้านทหาร ทั้งที่ทหารกำลังต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตย และมีการแสดงพฤติกรรมดูหมิ่น เหยียดหยามประเทศตัวเอง เช่น การเอามือไขว้หลังขณะยืนเคารพธงชาติ การด่าทอทหารด้วยคำหยาบคาย เช่น กองทัพส้น..หรือคำกล่าวทำนองว่า “ตัดงบเครื่องบิน ไปซื้อเรือ ตัดงบเรือไปซื้อเรือดำน้ำ ตัดงบเรือดำน้ำไปซื้อกางเกงใน”—นี่มันต้องเป็นความรู้สึกเกลียดชังทหารมากขนาดไหน? จึงสามารถแสดงออกด้วยคำพูดเช่นนี้ได้

2.3 ปฏิกิริยาโต้กลับ

คนในชุมชนจำนวนมากแถบจังหวัดชายแดนนับล้าน ๆ คนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม รวมถึงพ่อแม่ทหาร ลูกหลานทหาร คนที่อดเป็นห่วงเป็นใยทหารไม่ได้ เมื่อมีโอกาสเลือกตั้ง จึงมีปฏิกิริยาโต้กลับ (backlash) ต่อนักการเมือง โดยการลงโทษพรรคการเมืองที่ต่อต้านทหาร และหันไปสนับสนุนพรรคที่รักษาประเทศ ซึ่งที่จริงเป็นพฤติกรรมการเมืองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของการเลือกตั้งหลังสงคราม ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย เช่น กรณีสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนติน่า ค.ศ. 1982 พรรคอนุรักษ์นิยมของนางแธ็ตเชอร์ที่สนับสนุนการทำสงครามและได้รับชัยชนะ ก็ได้รับเลือกตั้งประมาณ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์

แม้พรรคต่อต้านสงครามจะแก้ตัวภายหลังว่าไม่เคยด้อยค่าทหาร หรือเถียงกับแม่ค้าในตลาดจนเอ็นคอขึ้นให้เห็นเป็นเส้นว่า “ขอให้เอาคลิปมาดู” หรือคนในพรรคบางคนขออย่าได้เปิดคลิปโจมตีพรรคตน หรือกล่าวหาว่าเป็นเฟกนิวส์ของฝ่ายตรงกันข้ามที่ต้องการทำลายตน

แต่คำแก้ตัวเหล่านั้นไม่มีน้ำหนัก เมื่อมีหลักฐานเป็นดิจิทัลฟุตปริ้นท์ปรากฏอยู่ทั่วไป ตรงกันข้าม หลายคนกลับยิ่งมองว่าวิธีการแก้ตัวเช่นนั้นมักง่ายเกินไปและแสดงให้เห็นถึงการไม่มีสำนึกรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

ถึงจะอ้างภายหลังว่าพรรคนั้นก็เข้าข้างทหารชั้นผู้น้อย แต่อย่างไรก็ไม่ควรด่าทหารว่า “กองทัพส้น..” เพราะมีความหมายเหมารวมถึงทหารทุกคน

ถ้าหากทหารคนไหนไม่ดี พรรคนั้นทำไมไม่หาหลักฐานเอาผิด ปัจจุบันการทุจริตมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตอยู่แล้ว

เมื่อมองว่าทหารเลวหมด --จะมีคนเก่งที่สุดและฉลาดที่สุดที่จะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือปฏิวัติทางรัฐสภาโดยพรรคการเมืองพรรคนั้นพรรคเดียว ได้อย่างไร--ประเทศใดเคยแสดงเป็นตัวอย่างเช่นนั้นบ้าง

ยิ่งนักการเมืองพรรคนั้น สนใจเฉพาะการสร้างฐานมวลชนในเมืองและในมหาวิทยาลัย โดยไม่คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนในชนบท มุ่งเปลี่ยนประเทศโดยการเปลี่ยนโครงสร้างอย่างฉับพลัน อาจตรงใจบ้างกับคนหนุ่มสาวที่ไม่พอใจกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่เดิม

แต่กลับกันก็ได้แสดงให้เห็นว่า พรรคนั้นไม่ได้คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและการปรับตัวของชุมชนโดยตรง แต่มุ่งแย่งชิงอำนาจ ณ ศูนย์กลางของอำนาจ โดยไม่มีความคิดกระจายศูนย์อำนาจสู่ชุมชน โดยข้ออ้างว่าตน “ทำเพื่อประชาชน” อันที่จริงจึงไม่ใช่ “การเมืองใหม่อะไร” แต่เป็นวิธีการที่โบราณ เพราะข้ออ้างเช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว

2.4 ความไร้เดียงสาของนักการเมือง

นักการเมืองไทยบางพรรคนั้น เชื่อมั่นในทฤษฎีพหุนิยมจารีต (conventional pluralist theory) ที่เป็นรากฐานการคิดของกรัมชี (Gramsci) ในการสร้างฐานมวลชน

โดยเชื่อว่าหากระดมปัญญาชนมาสนับสนุนพรรคได้มากแล้ว จะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศได้ และจะแก้ปัญหาอื่นตามมาได้โดยง่าย โดยคิดว่า “รัฐ” มีฐานะเป็นเพียงเครื่องวัดทิศทางลม และย่อมหันเหไปตามแรงกระแสกดดันจากภายนอก ทั้งยังเคยตั้งความหวังว่า “จะเอามวลชนไปต่อรอง” อันเป็นการต่อรองครั้งยิ่งใหญ่ (the great compromise)

แม้แต่นักทฤษฎีพหุนิยมเอง เช่น ดาห์ล (Dahl) ได้แก้ไขทฤษฎีพหุนิยมจารีตของตัวเองว่า กลุ่มหลากหลายไม่ได้มีความเท่าเทียมกัน และรัฐไม่ได้เป็นกลาง โดยเฉพาะมีอำนาจตอบโต้ต่อกลุ่มหลากหลาย ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาของไทยก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ารัฐมีอำนาจโต้กลับ อย่างน้อยก็ฝ่ายทหารที่ถูกปรามาสว่า มีทหารไว้ทำไรและรบไปก็ไม่ชนะ ก็ตกอยู่ในเงื่อนไขที่จะไม่เลือกพรรคนั้นด้วยสัญชาตญาณของตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครสั่ง

2.5 นักการเมืองไทยขาดวิสัยทัศน์

การเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนถึงการขาดวิสัยทัศน์ของพรรคการเมือง ทุกพรรคมุ่งแจกแถม เอาเงินรัฐมาใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงรายได้

ไม่มีพรรคการเมืองไทยสร้างวิสัยทัศน์เลยว่า อนาคตของรัฐไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างใด โดยอาศัยทฤษฎีใด (state transformation theory)

เช่น รัฐส่วนใหญ่ในโลกหดตัวลงเป็นรัฐเล็ก (minimal state) และใช้เทคโนโลยีทางไซเบอร์ที่ก้าวหน้า (cybernetic governance) เช่น การเปลี่ยนจากการบริการตัวต่อตัวเป็นการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-service) การเปลี่ยนจากรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government) เป็นรัฐอิเล็กทรอนิกส์ (e-state) หมายถึง การสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและเอไอ และให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง เช่น ยุคโควิด 19 ประชาชนบางประเทศสามารถตรวจการติดโควิด 19 และรักษาตัวเองได้ทางอิเล็กทรอนิกส์

พรรคการเมืองไทย อย่างน้อยควรมีวิสัยทัศน์ว่ารัฐไทยในอนาคตจะหดตัวลงหรือไม่ และเป็นรัฐอิเล็กทรอนิกส์กับเขาหรือไม่ และด้วยนโยบายอย่างใด หรือการใช้นโยบายแจกแถม จะยิ่งสร้างความเป็นรัฐใหญ่ (statism) หรือไม่

ส่วนอีกจุดหนึ่ง คือ พรรคการเมืองไม่ได้มองบทบาทของชุมชน เช่น การนำแนวคิดในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนของสหประชาชาติมาใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยมีนโยบายพัฒนาชุมชนแตกต่างกันตามบริบทของชุมชน

เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ ผู้สมัครส.ส.ทุกคนในหาดใหญ่แสดงวิสัยทัศน์เฉพาะการสร้างเขื่อนกั้นน้ำและการระบายน้ำ แต่ไม่ใครพูดถึงการให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เช่น การสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การอพยพ และการจัดการน้ำท่วมโดยภาคพลเมืองในอนาคต

2.6 ความแตกแยกทางความคิดกำลังบานปลาย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดของความแตกแยกทางความคิด ระหว่างแนวคิดสถาบันนิยม (Institutionalism) กับแนวคิดสถาบันนิยมแนวใหม่ (New Institutionalism)

นักสถาบันนิยมของไทยส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย จึงต้องการแก้ไขกฎหมาย ด้วยการติดตั้งกลไกทางกฎหมายและหรือผ่อนคลายกลไกทางกฎหมายที่เป็นผลร้ายต่อนักการเมือง เพื่อให้นักการเมืองมีอำนาจมากขึ้น และมีการควบคุมจากภายนอกน้อยลง โดยเฉพาะการยกเลิกอำนาจตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญ โดยหวังว่านักการเมืองที่มีคุณภาพจะมีความสามารถควบคุมกันเอง

แต่นักสถาบันนิยมแนวใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสังคมวิทยา เช่น เอลิเนอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) ให้ความสำคัญกับผลกระทบทางสถาบันที่ไม่เป็นทางการที่มีผลต่อพฤติกรรม อันเป็นผลกระทบที่แท้จริง (rule in use) มากกว่ากฎเกณฑ์ทางกฎหมาย (rule in form) ซึ่งผลกระทบดังกล่าวต้องแก้ไขด้วยการสร้างพฤติกรรมรวมหมู่ (collective action) เพื่อลดต้นทุนการตัดสินใจของปัจเจก โดยเฉพาะการเพิ่มการควบคุมจากภาคพลเมือง (the third party enforcement) โดยรัฐทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร (information) และสร้างแรงจูงใจ (incentives) ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น การเป็นรัฐบาลแบบเปิด (open-government) อันเป็นพฤติกรรมในทางการปฏิบัติจริงมากกว่าการแก้กฎหมาย

เช่น การคอร์รัปชั่น จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ฝ่ายเดียวไม่ได้ ตามทัศนะของออสตรอม นั้น ต้องมีภาคพลเมืองเข้าไปทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่นร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยรัฐสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรปราบปรามคอร์รัปชั่นภาคพลเมืองและให้รางวัลนำจับ ไม่ใช่ปกปิดข้อมูลการคอร์รัปชั่นเป็นความลับ หรือปล่อยให้ภาคพลเมืองทำตามมีตามเกิดเหมือนที่เป็นอยู่

ขณะนี้นักการเมืองและชนชั้นกลางในประเทศไทยส่วนหนึ่งมองว่าการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศได้ และจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างดีขึ้นได้โดยอัตโนมัติ เหมือนแนวคิดการพัฒนาทุนนิยมของลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่มองว่าต้องพัฒนาภาคเมืองก่อนแล้วจะแผ่ผลกระจายความเจริญไปยังภาคชนบทเองโดยอัตโนมัติ เพราะมีหลักฐานว่าขณะนี้ นักนิติศาสตร์ไทยบางคนมองต้นตอของปัญหาการเมืองไทยว่าอยู่ที่รัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการมองปัญหาการเมืองง่ายเกินไป (oversimplified) ทั้งบางคนยังมองจากจุดยืนของพรรคการเมืองที่เคยถูกศาลวินิจฉัยยุบพรรคหรือตัดสิทธิทางการเมือง อันเป็นจุดยืนจากผลประโยชน์ของพรรคการเมืองมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะของประเทศ

แต่ผู้คนอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะนักวิชาการแนวสถาบันนิยมแนวใหม่และการพัฒนาประเทศ มองว่าปัญหาแท้จริงอยู่ที่การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และการขาดการควบคุมจากภาคพลเมือง ตลอดจนปัญหาของชุมชนเปราะบางและไม่เข้มแข็ง

แนวทางการแก้ปัญหาจึงเกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น ข้อเสนอของออสตรอม ให้เพิ่มอำนาจให้ภาคพลเมืองและเพิ่มอำนาจให้ชุมชน กระจายอำนาจเพื่อให้เกิดศูนย์กลางการตัดสินใจหลายศูนย์ (polycentrism) ไปสู่ชุมชน เช่น การให้ผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน (user) เป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การจัดการน้ำในเขื่อนชลประทาน เพื่อให้เกิดการต่อรองกันและแก้ปัญหาความเปราะบางของชุมชนด้วยตัวชุมชนเอง

ฝ่ายหลังจึงมองว่าปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่การเสริมสร้างอำนาจให้กับชุมชนและทำให้ชุมชนมีความสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสลับซับซ้อนด้วยตัวเองตามแนวทางที่สหประชาชาติผลักดันในปัจจุบัน

แนวคิดการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนที่ผลักดันโดยสหประชาชาติดังกล่าว จึงเป็นแนวคิดที่กระตุ้นให้คนมองปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าการมองปัญหาอย่างง่าย ๆ การแก้ไขต้องหันกลับไปหาฐานราก (bottom-up approach) มากกว่าการแก้ปัญหาโครงสร้างทางกฎหมายและแก้ปัญหาจากบนลงล่าง (top-down approach)

บางทีการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อาจสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจโต้กลับของสองภาคส่วน ได้แก่ อำนาจโต้กลับของชุมชน และอำนาจโต้กลับของรัฐ ขณะเดียวกัน แสดงถึงความต้องการแก้ไขปัญหาอย่างซับซ้อนตามพฤติกรรมที่เป็นจริง มากกว่าเพียงการแก้ปัญหารัฐธรรมนูญ

คนในชนบทอาจไม่มีการศึกษามากเท่ากับคนกรุงเทพฯ แต่ประสบการณ์ชีวิตก็สอนให้เขาปรับตัวเข้ากับความเป็นจริง และดำรงชีวิตที่ฝังรากลึกอยู่กับชุมชนและมีวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น กรณีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากปัญหาสงครามชายแดนที่เกิดขึ้นและการใช้อำนาจโต้กลับทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กล่าวแล้ว

ตรงกันข้าม คนกรุงเทพฯ อาจต่างคนต่างอยู่  โดยขาดการมีชุมชนของตัวเองและความเหนียวแน่นในชุมชน รวมทั้งอาจถูกครอบงำบงการจากการสร้างชุมชนจอมปลอมผ่านทางสื่อออนไลน์ของนายทุนใหญ่

ในแง่นี้คนในชนบทจึงไม่ใช่ “คนโง่” เพราะเขาน่าจะคิดถึงอนาคตในระยะยาว มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างฉาบฉวยตามอิทธิพลของการโฆษณาทางการเมือง เช่น การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งความจริงอาจไม่มีผลดีต่อใครเลย นอกจากความแตกแยกในชาติที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในระยะ 1-2 ปีนี้

รัฐบาลในอนาคตอันใกล้ อาจต้องมีนโยบายที่ชัดเจนด้วยการดับไฟตั้งแต่ต้นลม เมื่อรู้ดีว่ารัฐธรรมนูญไม่อาจแก้ได้ทั้งฉบับ ก็ควรบอกความจริงให้ประชาชนทราบ

เพราะคงไม่มีวุฒิสภาคนไหนออกเสียงให้ยกเลิกวุฒิสภา หรือไม่มีศาลรัฐธรรมนูญคนไหนวินิจฉัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับกระทำได้ง่ายกว่าการแก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งคงไม่มีใครยอมให้ใครมาจัดวางอำนาจสำคัญของสถาบันการเมืองใหม่ ดังที่หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคเสนอ เพราะรัฐเองก็มีอำนาจโต้กลับ ดังที่กล่าวมาแล้ว

หากการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับถูกตีตกไปในการทำประชามติครั้งที่ 2 หรือที่ 3 หรือโดยศาลรัฐธรรมนูญ จะยิ่งถูกนำเอาไปสร้างเป็นกระแสปลุกปั่นให้คนไทยเกลียดชังรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ และเกลียดกันเอง

ส่วนนโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ก็ควรไปให้ไกลกว่าการสร้างกระแสความนิยมชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายคนละครึ่งพลัสหรือนโยบายเศรษฐีใหม่ หรือนโยบายแทรกแซงอื่น ๆ ที่ไม่ได้สร้างความยั่งยืนต่อการพัฒนาชุมชน

การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่สามารถแก้ปัญหา “นิสัยถาวร” ของนักการเมืองได้ อย่างที่ใครอ้างอย่างแน่นอน..อยู่ที่ความเข้มแข็งของชุมชนต่างหากที่จะคัดง้างอำนาจนักการเมืองได้..เพียงแต่ต้องโหมทำกันอย่างจริงจังตามแนวทางสากลและใช้ความรู้ในการพัฒนาประเทศพอสมควร..

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม