1. ปรากฏการณ์ของปัญหา
ขณะนี้ดูเหมือน “องค์การสาธารณะของไทย” กำลังประสบกับวิกฤติการสื่อสาร ที่เห็นได้ชัด คือ องค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญสององค์การ ได้แก่ ก.ก.ต. กับป.ป.ช.
(1) ก.ก.ต. มีบทบาทในการจัดการเลือกตั้ง โดยดึงอำนาจดังกล่าวมาจากกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ตอนแรก ๆ นั้น ก.ก.ต. ทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง
ผู้คนพากันนึกถึง ก.ก.ต. อย่างอดีตผู้ว่าอย่างคุณยุวรัตน์ กมลเวชช และคณะ ก.ก.ต. ชุดแรก ที่ขยัน เอาจริงเอาจังและจับทุจริตการเลือกตั้งเป็นล่ำเป็นสัน จนกลายเป็นแม่แบบในอุดมคติของ ก.ก.ต.
แต่หลังจากนั้น การทำงานของ ก.ก.ต. ก็ค่อย ๆ แผ่วลง ยิ่งสมัยรัฐบาลทักษิณ ก.ก.ต. ไปแก้ไขข้อมูลพรรคการเมือง จนติดคุกติดตะราง
พอถึงสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีมีปัญหากับก.ก.ต.บางคน ถึงขั้นปลดออกก่อนกำหนด ข้อหาหลักที่ก.ก.ต.คนนั้นโดน คือ พูดมากเกินไป
หลังจากนั้น กลายเป็น “ภาพจำ” ให้บรรดา ก.ก.ต.เกรงกลัว ยึดคติตามกันว่า “เงียบให้มากที่สุด” และทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้นานที่สุด โดยเฉพาะอย่าไปพูดอะไรให้กระทบกระเทือน “ผู้มีอำนาจ”
จนกระทั่งมาถึงสมัย ก.ก.ต. ปัจจุบัน เพิ่งทำหน้าที่เลือกตั้งแล้วเสร็จไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือน ก.ก.ต.ชุดนี้ น่าจะถูกคนไทยจำนวนไม่น้อย สงสัยในการทำหน้าที่ว่าอาจมีปัญหาในการเลือกตั้งอย่างน้อยสามประการ คือ
ประการแรก ปล่อยให้มีการซื้อเสียงอย่างเอิกเกริก เช่น บางเขตใช้เงิน 80 ล้านบาท
ประการที่สอง นับคะแนนไม่ถูก เกิดการร้องเรียนให้ ก.ก.ต. นับคะแนนใหม่หลายเขต แม้ว่าบางเขตเมื่อนับแล้วคะแนนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็เกิดกระแสเรียกร้องต่ออีกอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สาม การติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งเอาไว้ ซึ่งกลายเป็นปัญหากระทบต่อการเลือกตั้งที่ต้องกระทำเป็นการลับ ซึ่งปรากฏขณะนี้ว่ามีความเห็นแตกกันเป็นสองแนว
แนวหนึ่ง เห็นว่าก.ก.ต. มีอำนาจทำได้ตามกฎหมายและมีเหตุผลที่ควรทำ เพื่อป้องกันบัตรปลอม
แต่อีกแนวหนึ่ง เห็นว่า ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นการลับ เพราะสามารถสืบย้อนไปได้ว่าใครเลือกให้ใคร
(2) ส่วนอีกองค์การหนึ่ง คือ ป.ป.ช. มีปัญหาหนักกว่า ก.ก.ต. เพราะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากตำรวจและกำลังถูกดำเนินคดี
จนพนักงานในองค์การ ป.ป.ช. ออกมาแถลงการณ์เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก โดยอ้างเหตุผลว่าเคยเป็นถึงตุลาการ น่าจะคำนึงถึงจริยธรรมตุลาการ
การเรียกร้องของพนักงาน ป.ป.ช.นี้ ทำเอาตุลาการหลายคนไม่พอใจ เพราะมองว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับองค์การ เมื่อเขาออกจากการเป็นตุลาการไปแล้ว ก็ไม่น่าจะมาอ้างจริยธรรมตุลาการอะไรอีก
พูดง่าย ๆ เป็นความผิดของเขาในฐานะเป็น ป.ป.ช. ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ไม่ใช่เอาจริยธรรมตุลาการไปปรับใช้กับการกระทำดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม คนที่ถูกกล่าวหาว่ามัวหมองใน ป.ป.ช. ดูเหมือนจะไม่ได้มีคนเดียว
2. วิกฤติการสื่อสารสาธารณะ
ปัญหาข้างต้น น่าจะจัดได้ว่า “เป็นปัญหาในขั้นที่รุนแรงมาก” หรือเป็น “วิกฤติ” เพราะมีผลกระทบต่อองค์การที่ทำหน้าที่สำคัญต่อสาธารณะ แต่ทว่า ทั้ง ก.ก.ต. และ ป.ป.ช. กลับไม่ออกมาสื่อสารสาธารณะ (public communication) มีบ้างที่ปล่อยให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการบางคนออกมาพูดในนามองค์การ
ความจริงการสื่อสารสาธารณะเป็นหน้าที่หลักของ ก.ก.ต. และป.ป.ช. ซึ่งกรรมการระดับสูงต้องออกมาสื่อสารสาธารณะด้วยตัวเอง เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์การ และต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อ “ชื่อเสียง” ขององค์การ
การไม่ออกมาสื่อสารต่อสาธารณะของผู้บริหารสูงสุดของ ก.ก.ต. และป.ป.ช. จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึง “วิกฤติ” ของการสื่อสารขององค์การสาธารณะ
3. วิกฤติของการสื่อสารขององค์การคืออะไร
คำว่า “วิกฤติ” (crises) ของการสื่อสารขององค์การ หมายถึง สิ่งที่กำลังคุกคาม (treat) หรือสร้างความแปลกประหลาด (surprise) ให้แก่องค์การ และจัดเป็นความเร่งด่วน (urgency) ซึ่งองค์การจำเป็นต้องรีบตอบโต้
เดิม มุมมองเรื่องการจัดการกับวิกฤติของการสื่อสาร มุ่งไปที่ “ชื่อเสียง” (organizational reputation) อย่างเดียว แต่ปัจจุบัน ขยายออกไปถึงผลกระทบต่อชุมชน (community impacts) ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้า ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. ชื่อเสียงไม่ดี ชุมชนก็ไม่เชื่อถือ และอาจไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชน เป็นต้น
การตอบโต้ขององค์การสาธารณะต่อวิกติการสื่อสารและการสื่อสารในขณะที่เกิดวิกฤติ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
ประการแรก การสื่อสารทางปฏิบัติ (operational communication) องค์การต้องสื่อสาร โดยเน้นที่ความเร่งด่วนและข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์เพื่อการตัดสินใจ
ประการที่สอง การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (strategic-oriented communication) องค์การต้องเตรียมการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
ประการที่สาม การสื่อสารเพื่อรักษาชื่อเสียงองค์การ (reputation-oriented communication) เพื่อรักษาความน่าชื่อถือขององค์การเอาไว้ให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่มาถูกทำลายในขณะที่ตัวเองมีอำนาจ และปรับปรุงการทำหน้าที่ของตนให้ดีขึ้น เพื่อสนับสนุนชุมชนให้ดำเนินชีวิตต่อไปโดยปกติสุข เช่น จัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยเพื่อเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองโดยสันติ หรือปราบปราบการทุจริตอย่างจริงจัง ไม่ให้เป็นที่ครหา
4. สาเหตุที่องค์การสาธารณะไม่ต้องการสื่อสารสาธารณะ
สาเหตุที่องค์กรอิสระ เช่น ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. ไม่ทำการสื่อสารสาธารณะนั้นน่าจะเป็นเพราะคิดกันอย่างง่าย ๆ ว่า “เงียบให้มากที่สุด แล้วจะอยู่ได้นาน” หรือ “พูดมากไป อาจกระทบต่อผู้มีอำนาจ” ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติอีกอย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก องค์กรอิสระเหล่านั้น อาจไม่ได้ตั้งให้ใครเป็นผู้มีหน้าที่สื่อสารสาธารณะ (public information officers or PIO) ที่มีอำนาจเต็ม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เช่น การที่เลขาธิการ ก.ก.ต. ออกมาตอบโต้ต่อการวิพากษ์ของสังคมทำนองว่า “หากไม่เชื่อถือคณะกรรมการ ก็ไม่ต้องไปเลือกตั้ง” ซึ่งที่จริงการพูดเช่นนั้นเป็นการทำลายมิตรภาพและความสัมพันธ์กับชุมชนการเมือง อย่างไรก็ตาม ต่อมาเลขาธิการ ก.ก.ต. ออกมาขอโทษ โดยอ้างว่าเป็นปัญหาการสื่อสาร
ประการที่สอง ผู้มีหน้าที่สื่อสารสาธารณะ ไม่กล้าสื่อสาร เพราะกลัวการตีความผิด (fears of misinterpretation) หรือการเกิดการสื่อสารทางลบตามมา (or negative media coverage) ทำให้ช่องทางการสื่อสารติดเป็นคอขวด เช่น กรณีการสื่อสารของ ก.ก.ต. ในปัจจุบันที่ดูเหมือนเลขาธิการ ก.ก.ต.ทำหน้าที่อยู่คนเดียว จนดูเหมือนตอบโต้ต่อการรุมโจมตีไม่ทัน
ประการที่สาม สื่อมวลชนมีเวลาจำกัดและต้องเร่งรัดการสื่อสาร จึงสื่อสารได้ไม่ลึก เพราะยังค้นคว้าหาข้อมูลได้ไม่เพียงพอ ยิ่งสื่อมวลชนที่มีความโอนเอียงทางการเมืองด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำหน้าที่สื่อสารเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง จึงยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจกัน และทำให้การร่วมมือกันสื่อสารสาธารณะไม่มีประสิทธิผล อีกทั้งปัญหายังเกิดจากการที่องค์กรอิสระ เช่น ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. ไม่ได้สนใจที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ในการสื่อสารร่วมกันกับสื่อมวลชน และหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารสาธารณะเท่าที่ควร
5. ทำไมองค์การอิสระจำเป็นต้องมีการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ
สาเหตุที่องค์การอิสระ เช่น ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. จำเป็นต้องมีการสื่อสารสาธารณะ นั้น ตามทฤษฎีการสื่อสารแล้วก็เพื่อการสร้างความรู้ (knowledge creation) เพราะกระบวนการได้มาซึ่งความรู้ของมนุษย์มาจากกระบวนการให้เหตุผลโดยการสื่อสาร มากกว่าข้อมูลที่ถูกซ่อนเร้นหรือปกปิดเอาไว้
ถ้าหากคนทั่วไปไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของ ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. เขาก็ไม่มีความรู้เรื่องการจัดการเลือกตั้งของ ก.ก.ต. หรือการปราบปรามการทุจริตของ ป.ป.ช.
เมื่อประชาชนไม่มีความรู้ เขาก็ไม่มีความเข้าใจ เขาจึงถูกชักนำโดยกระบวนการสื่อสารอื่น ที่อาจเป็นผลร้ายต่อ ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. ได้โดยง่าย และไม่ได้เป็นผลดีต่อชื่อเสียงและความอยู่รอดในระยะยาวของ ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช.
ที่สำคัญกว่านั้น คือ ปัญหาการสื่อสารยังมีผลกระทบต่อชุมชนด้วย เช่น ชุมชนมอง ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. ด้วยภาพเหมารวมทางลบ (negative stereotype) จนกระทั่งกลายเป็นภาพพจน์ติดตัวที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
ที่ถูกนั้น ก.ก.ต.หรือ ป.ป.ช. ไม่ควรอยู่ห่างจากภาคพลเมืองและชุมชน ตรงกันข้ามต้องจัดกิจกรรมในชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม โดยการเสริมสร้างอำนาจให้กับชุมชนและกระตุ้นให้เกิดปัจจัยนำเข้าจากสาธารณะ เช่น ป.ป.ช. เพียงลำพังจะหาข้อมูลการทุจริตได้ยาก หากไม่มีภาคพลเมืองแจ้งเบาะแสการทุจริต หรือ ก.ก.ต. ก็เช่นกัน ปัญหาความล้มเหลวในการจับทุจริตการซื้อเสียงในปัจจุบัน ก็เพราะหาคนร่วมมือกับ ก.ก.ต. ยากนั่นเอง
ก.ก.ต. และป.ป.ช. จึงจำเป็นต้องสร้าง “ชุมชน” ที่สนับสนุนองค์กรตัวเอง มุ่งสร้างกิจกรรมความเคลื่อนไหวที่พลวัต เช่น กิจกรรมการขับเคลื่อนการเลือกตั้งก็ดี และกิจกรรมการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบก็ดี ต้องขยายกว้างขวางไปกว่านั้นลงไปสู่ระดับชุมชน
ก.ก.ต. และ ป.ป.ช. ต้องมองออกนอกกรอบกฎระเบียบของ “ระบบราชการ” และหันเข้าหา “ชุมชน” เหมือน “ปลา” ที่ต้องหันเข้าหา “น้ำ”
อีกนัยหนึ่ง ต้องนำแนวทางการสื่อสารสมัยใหม่ ทั้งการสื่อสารเชิงกลไก (a mechanistic communication) และการสื่อสารที่มีชีวิต (organic communication) หมายถึงการสื่อสารจากบนลงล่างผ่านทางช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ และหันมาพูดคุยกับคนในชุมชนและเปิดโอกาสให้เข้ามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของ ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. อย่างจริงจัง
6. ปัญหาที่เกิดจากการไม่สื่อสารสาธารณะที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตย
ขณะที่องค์กรอิสระของไทย อย่างเช่น ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. ดูเหมือนไม่สนใจการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ นั้น สื่อสาธารณะสมัยใหม่กลับพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันเกิดการสื่อสารทางออนไลน์หลายช่องทาง เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ หรือทีวีออนไลน์ ทำให้เกิดกิจกรรมทางการเมืองที่มีผลกระทบทางลบต่อ ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. เช่น การนัดทางไลน์ไปชุมนุมและเรียกร้องให้ ก.ก.ต. นับคะแนนใหม่ หรือปลุกระดมให้คนมาชุมนุมกันต่อต้านการเลือกตั้ง หรือมีพิธีกรรายการทีวีออนไลน์ที่มีความเอนเอียงทางการเมือง ช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกคนให้ชิงชัง ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. หรือแม้แต่การแถลงการณ์เรียกร้องให้ ป.ป.ช. บางคนลาออก ก็สะท้อนถึงวิธีการแสดงออกผ่านทางเพลทฟอร์มออนไลน์สมัยใหม่ของคนในองค์กร ป.ป.ช. เอง
พื้นที่สาธารณะ (public sphere) ของไทย จึงพลวัต เต็มไปด้วยช่องทางการสื่อสารและเกิดเวทีสาธารณะที่หลากหลายมากกว่าสมัยก่อน จนยากที่จะควบคุมได้ เพราะกระจัดกระจายและแยกส่วนออกจากกัน
บางทีกลายเป็นพื้นที่การสื่อสารจอมปลอมที่เป็นการประลองกำลังกัน ของทีมไอโอ (IO) ทั้งทางฝ่ายพรรคการเมือง สื่อมวลชนและภาครัฐ
เมื่อสื่อมวลชนสมัยใหม่ของไทยกลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย มากกว่าสื่อมวลชนสมัยก่อนอย่างหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือโทรทัศน์กระแสหลัก
สื่อมวลชนสมัยใหม่จึงกลายเป็นเงื่อนไขที่มาก่อน (prerequisite) ของการสร้างความเป็นประชาธิปไตย เพราะสื่อมวลชนสมัยใหม่ต้องทำหน้าที่ของตนให้ชอบธรรม โดยไม่คำนึงถึง “นายทุน” ผู้ถือหุ้นหรือ “อคติของตน” ที่มีต่อพรรคการเมืองด้วย
หากสื่อมวลชนสมัยใหม่ตกอยู่ใต้อำนาจของนายทุนผู้ถือหุ้นที่มีความเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองและอคติของตนต่อพรรคการเมือง สื่อมวลชนสมัยใหม่ก็จะสื่อข้อมูลข่าวสารอย่างบิดเบือน เช่น การนำความเสนอความจริงด้านเดียว จนกระทั่งเข้าข่ายเป็น “การปั่นข่าวสารโดยมืออาชีพ” (spin doctoring) ชักนำมวลชนไปสู่การชุมนุมกันต่อต้านอำนาจรัฐหรือองค์กรอิสระ และการเกิดอนาธิปไตยจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ เช่น การบุกรุกเข้าไปในห้องเก็บบัตรเลือกตั้ง การทุบโต๊ะใส่หน้า “นายอำเภอ” หรือการด่าทอองค์กรอิสระด้วยคำพูดหยาบคาย
หนทางแก้ไขปัญหาสมัยใหม่ จึงไม่มีทางอื่น นอกจากต้องเริ่มต้นด้วยการทำหน้าที่สื่อสารสาธารณะของ ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในขณะเดียวกันนั้น สื่อมวลชนสมัยใหม่ก็ต้องไม่บิดเบือน แม้ว่าไม่ถึงกับต้องสื่อสารทางเดียว และมีความเห็นอย่างเดียวกัน แต่สื่อมวลชนสมัยใหม่ ก็ต้องถูกตรวจสอบได้ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ และทำหน้าที่เป็นกลาง
ในทางกลับกัน ถ้าหากองค์กรอิสระ เช่น ก.ก.ต. หรือ ป.ป.ช. ไม่ยอมทำหน้าที่สื่อสารสาธารณะของตนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเช่นที่เป็นอยู่ ส่วนสื่อมวลชนสมัยใหม่ก็บิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้วยการสร้าง “พื้นที่สาธารณะสมัยใหม่จอมปลอมของตน” ขึ้นมา
พื้นที่สาธารณะที่มีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในทางทฤษฎี ก็จะกลายเป็นพื้นที่จอมปลอม ได้แก่ การมีผู้ฟัง (audience) เฉพาะกลุ่มคนที่เป็นฐานมวลชนของพรรคการเมือง และถูกควบคุมโดยสื่อมวลชนสมัยใหม่ที่มีอำนาจครอบงำบงการ ซึ่งยิ่งทำลายความชอบธรรมของพื้นที่สาธารณะในความหมายที่แท้จริง การพัฒนาประชาธิปไตยของไทยก็จะถอยหลังเข้าคลอง กลายเป็นการขาดทุนประชาธิปไตย (democratic deficit) ไปเรื่อย ๆ
“การเมืองใหม่” จะเกิดขึ้นได้ องค์การสาธารณะต้องมีการสื่อสารสาธารณะสมัยใหม่ และมีสื่อมวลชนสมัยใหม่ที่มีความรับผิดชอบ ด้วยกันทั้งสองด้าน ไม่ใช่อ้างการเมืองใหม่ แต่ใช้สื่อสมัยใหม่ครอบงำบงการ




