News Logo
หน้าแรก
ทรัมป์บ้า?

ทรัมป์บ้า?

14 เม.ย. 2569 17:39
ผู้ชม 74 คน

1. ความนำ

ปัจจุบันเป็นที่ถกเถียงกันมากว่า “ทรัมป์บ้าหรือไม่? บางคนบอกว่า “ทรัมป์ไม่ได้บ้า แต่ก็ไม่ฉลาด” ขณะที่บางคนแสดงความเห็นว่า “ทรัมป์หลงตัวเองคิดว่าตนมีอำนาจ” จึงตัดสินใจอะไรโดยขาดการวางแผนล่วงหน้า แต่บางคนกลับมองว่า “ทรัมป์เป็นคนที่ฉลาดลึกซึ้งมาก” โดยเฉพาะบรรดาคนที่สนับสนุนทรัมป์

ประเด็นที่ทำให้ถกเถียงกันดังกล่าวมาจากเหตุการณ์ที่ทรัมป์นำประเทศสหรัฐอเมริกาทำสงครามจำกัดเขตพื้นที่กับอิหร่านร่วมกับอิสราเอลเดือนเศษ แล้วก็หยุดพักรบเพื่อเจรจากันที่ปากีสถาน แต่ผลการเจรจาล้มเหลว ทรัมป์จึงส่งกองเรือพิฆาตไปปิดช่องแคบฮอร์มูส ทำเอาโลกร้อนฉ่าขึ้นมาทันที

2. กรอบการวิเคราะห์ทางภูมิรัฐศาสตร์

เรื่องนี้มีข่าวสารออกมาทั้งฝ่ายทรัมป์ และฝ่ายไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ ข่าวสารทั้งสองด้านขัดแย้งกันเองและยากที่จะลงความเห็นหาข้อสรุป จึงจำเป็นต้องมองผ่านทางกรอบทางทฤษฎี (theoretical lens)

ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นการศึกษาภูมิศาสตร์การเมืองหรือการเมืองเชิงพื้นที่ในระดับโลก (global geopolitics) มีแนวการศึกษา 2 แนว คือ แนวคลาสสิก (classical geopolitics) กับแนววิพากษ์ (critical geopolitics)

แนวคลาสสิกเป็นการศึกษาหา “จุดยุทธศาสตร์” (strategic geography) ของโลก เพื่อเป้าหมายต่าง ๆ เช่น การค้า การลงทุน การเคลื่อนย้ายประชากร และการแสวงหาอำนาจทางทหาร

ในยุคแรก การศึกษาจุดยุทธศาสตร์โลก มองในลักษณะคงที่ (static) แต่ยุคหลัง มองในลักษณะพลวัต (dynamics) คือ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย

ส่วนแนววิพากษ์เป็นการศึกษาว่า “จุดยุทธศาสตร์” ที่ถูกกำหนดนั้น เกิดขึ้นจากความคิดอะไร หมายความว่าถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความคิดอะไร เช่น เหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือเหตุผลทางการเมือง

แนววิพากษ์มองว่า ความคิดเกี่ยวกับจุดยุทธศาสตร์ถูกมนุษย์สร้างขึ้นและใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ จึงมีลักษณะเป็นนามธรรม มีความหมายเฉพาะและสัมพันธ์กับอำนาจและความรู้ในแต่ละระยะ หรือที่เรียกว่า “วาทกรรม” (discourse)

แนวคิดเชิงวิพากษ์มองเหมือนแนวคลาสสิก ตรงที่ “จุดยุทธศาสตร์” เปลี่ยนไปได้ แต่ต่างกันตรงที่แนวคลาสสิกไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า “เปลี่ยนไปเพราะความคิดอะไร” แต่แนววิพากษ์มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า “เปลี่ยนไปเพราะวาทกรรม” หมายถึงความคิดที่ครอบงำโลกอยู่ในเวลานั้น

เช่น ความคิดของสหรัฐอเมริกาที่มีต่ออิหร่านสมัยพระเจ้าชาห์ กับสมัยอยาตุลเลาะห์ โคไมนี หรือสมัยปัจจุบัน ย่อมแตกต่างกัน เพราะสหรัฐอเมริกามีกรอบแนวคิดหนึ่ง อันเป็นวาทกรรมที่ครอบงำวิธีการคิดของสหรัฐอเมริกาอยู่ในแต่ละช่วง

ดังนั้น จุดยุทธศาสตร์ที่เป็นสถานที่ (place) จึงไม่สำคัญเท่ากับจุดยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ (space) เพราะจุดยุทธศาสตร์อย่างหลังตั้งอยู่บนพื้นฐานของวาทกรรมอันเป็นพื้นฐานการคิดในเรื่องนั้น

เปรียบได้กับ “พัทยา” ที่เป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ย่อมเป็นสถานที่ตั้งทางกายภาพ (place) ส่วน คนที่ชื่อ “พัทยา” ย่อมมีความหมายในเชิงพื้นที่ (space) ซึ่งพ่อแม่ของคนนั้นตั้งชื่อลูกขึ้นเพื่อระลึกถึงอะไรบางอย่างที่มีความหมายต่อชีวิตของครอบครัวเขาที่เกี่ยวกับ “ความเป็นพัทยา”

แนวการศึกษาภูมิรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์ มีความครอบคลุมกว่าแนวการศึกษาภูมิรัฐศาสตร์คลาสสิก เพราะครอบคลุมถึง “ความคิดที่อยู่เบื้องหลัง” การกำหนดยุทธศาสตร์นั้นด้วย

3. ประเด็นที่ดีเบตกันในโลกในปัจจุบัน

ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีเบตกันอยู่ในโลกในปัจจุบัน คือ พื้นที่ต่าง ๆ ในโลก “มีระเบียบหรือไม่” หรืออีกนัยหนึ่ง คือ โลกเราสามารถจัดระเบียบโลกได้หรือไม่ ถ้าหากจัดระเบียบได้ ใครจะเป็นคนจัด

ในยุคเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) เชื่อว่า “โลกเรามีระเบียบ” เช่น สามารถจัดระเบียบให้เกิดการค้าเสรีได้ โดยกำหนดองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นผู้จัด และจำเป็นต้องมีองค์การเหนือรัฐคอยคุมระเบียบ เช่น ถ้าปล่อยให้แต่ละประเทศค้าขายกันโดยไม่มีระเบียบ โลกจะวุ่นวายสับสน โดยที่ความจริง นางแธตเชอร์ที่ผลักดันแนวคิดเสรีนิยมใหม่เองเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มพูดถึงโลกสมัยใหม่ว่าเป็นโลกที่ไร้ศีลธรรม (immoral world)

แต่โลกปัจจุบันเข้าสู่ยุคสัจนิยมใหม่ (Neo-realism) อันเป็นการนำหลักการวิเคราะห์วาทกรรมไปใช้กับโลกเสรีนิยมใหม่ คือ วิเคราะห์ว่า “โลกเสรีนิยมใหม่ที่มีระเบียบ” เช่น ประเทศต่าง ๆ สามารถค้าขายกันได้อย่างเสรี โดยมี WTO คอยดูแลระเบียบโลก นั้น เป็นเรื่อง “ต้มตุ๋น” มวลมนุษยชาติ เพราะที่จริงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจที่มีความสามารถในการค้าขายเสรีได้มากกว่าประเทศเล็ก ๆ

ประกอบกับโลกสมัยใหม่ไม่ได้มีมหาอำนาจขั้วเดียวหรือสองขั้วอย่างในอดีต มีมหาอำนาจใหม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจีน รวมไปถึงความสามารถในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ของประเทศต่าง ๆ เช่น เกาหลีเหนือ ปากีสถาน อิสราเอล หรือขีปนาวุธ เช่น อิหร่าน

โลกที่แท้จริงจึงไม่ใช่โลกที่มี “ระเบียบ” แต่ตรงกันข้าม มันเป็นโลกที่ไร้ระเบียบหรืออนาธิปไตย (an anarchic international system) ประเภท “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

คนแรกที่เสนอความคิดนี้ ชื่อ เคนเนธ วอลซ์ (Kenneth Waltz) ซึ่งอธิบายว่าโลกเราเข้าสู่ยุคอนาธิปไตย รัฐทุกรัฐให้ความสำคัญกับอำนาจและความมั่นคงของประเทศของตนก่อนอย่างอื่น จนกระทั่งนำไปสู่การแข่งขันกันและเกิดทางสองแพร่งของความมั่นคงของโลก หมายถึงใครจะเป็นคนกลางในการรักษาระเบียบโลก ซึ่งคนนั้นต้องทุ่มเทเงินทองของประเทศไปเพื่อการนั้นอย่างมากมายมหาศาล เสร็จแล้วประเทศของตัวเองก็ต้องลำบาก ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ต้องสนับสนุนเงินทุนในการรักษาระเบียบโลกและช่วยพัฒนาประเทศต่าง ๆ จำนวนมาก

ยุคสัจนิยมใหม่นี้แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือ สัจนิยมเชิงรับ (defensive realism) เป็นประเทศที่สนับสนุนให้สร้างความสมดุลทางอำนาจในโลกเพื่อเป็นหลักประกันความอยู่รอดร่วมกัน ส่วนประเภทที่สอง คือ สัจนิยมเชิงรุก (offensive realism) เน้นที่การแสวงหาอำนาจการครอบงำโลกเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศตัวเอง

ในสหรัฐอเมริกา ยุคโอบามาและไบเดน เป็น “สัจนิยมเชิงรับ” ส่วนยุคทรัมป์ เป็น “สัจนิยมเชิงรุก” การที่ทรัมป์ประกาศนโยบาย “Make America Great Again” ที่จริงก็คือการนำหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) มาปัดฝุ่นใหม่

วิคตอเรีย โค้ตส์ (Victoria Coates) อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ นำมาเรียกใหม่ว่า “Donroe” คือ สหรัฐอเมริกายุคทรัมป์จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับภายนอกไม่ต่างจากสมัยประธานาธิบดีมอนโรยุคทศวรรษ 1820 เว้นแต่กิจการที่กระทบต่อผลประโยชน์ภายในของสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอเมริกาจะให้ความสำคัญกับประเทศตนก่อนอื่น

4. กรอบความคิดของทรัมป์ต่ออิหร่าน

ทรัมป์เป็นพวกสัจนิยมเชิงรุก (offensive realism) คือ เป็น “มวยบุก” และมองว่าปัญหาของอิหร่านเป็นผลสืบเนื่องมาจากโอบามาและไบเดนที่เป็นพวกสัจนิยมเชิงรับ (defensive realism) หรือ “มวยรับ” ที่มองอิหร่านในแง่ดีเกินไปและคิดว่าจะอยู่ร่วมกันกับอิหร่านได้ ให้ท้ายอิหร่าน จนอิหร่านเติบใหญ่ที่ยากต่อการควบคุม

ตามหลักภูมิรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์ เห็นว่า สหรัฐอเมริกามีกรอบความคิดการมองอิหร่านเหมือนกัน ดังปรากฏในงานของจูเลียนและอลัน (Julien & Alun, 2009) ชื่อ “Practical Radical Geopolitics: Logics of Power and Iranian Nuclear “Crisis”

งานชิ้นนี้นำหลักเหตุผลของการขยายอำนาจในยุคโลกไร้ระเบียบของฮาร์วีย์ (Harvey, 2003) มาเป็นกรอบการวิเคราะห์วิกฤตินิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งฮาร์วีย์ได้แยกเหตุผลของการขยายอำนาจของมหาอำนาจในยุคปัจจุบันเป็น 2 เหตุผล คือ เหตุผลทางภูมิศาสตร์การเมือง (geopolitical expansion) กับเหตุผลทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ (geoeconomic expansion)

จูเลียนกับอลันวิเคราะห์ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นโยบายสหรัฐอเมริกามุ่งไปที่เหตุผลทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมากกว่าเหตุผลทางภูมิศาสตร์การเมือง แต่อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกายังมีเป้าหมายในการครองอำนาจนำ (U.S. hegemony) ในการเมืองระหว่างประเทศ บางครั้งจึงต้องสนใจภูมิศาสตร์การเมืองด้วย

สำหรับกรณีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านนี้ จูเลียนกับอลันวิเคราะห์ว่า นโยบายของสหรัฐอเมริกาขึ้นอยู่กับกรอบความคิดที่เป็นวาทกรรมของสหรัฐอเมริกา มากกว่าพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง

ทั้งสองคนได้ศึกษาเอกสารลับที่ปลดชั้นความลับแล้วและสัมภาษณ์กับนักการทูตอาวุโสในอิหร่าน สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ประเทศยุโรปและกลุ่มสหภาพ ช่วง ค.ศ. 2008

พบว่า นโยบายสหรัฐอเมริกาต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านมาจากแรงผลักดันของความพยายามควบคุมพลังงานของอิหร่าน ซึ่งเป็นเหตุผลทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการรักษาความน่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกาที่สามารถต่อต้านการท้าทายของอิหร่านได้ ซึ่งเป็นเหตุผลทางภูมิศาสตร์การเมือง

สหรัฐอเมริกาได้เลือกใช้มาตรการแซงก์ชั่นอิหร่าน เพราะมองว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านคุกคามต่อเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลางและคุกคามต่ออำนาจการครอบงำของสหรัฐอเมริกา

แต่ขณะเดียวกัน การที่อิหร่านเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ ทางด้านน้ำมันและแก๊ส นั้น เป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการควบคุมเส้นทางและเป้าหมายของการขนส่งน้ำมันของอิหร่าน และป้องกันไม่ให้ยุโรปและเอเชียร่วมมือกันกับอิหร่านทางด้านพลังงาน

จากเอกสารลับของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาต้องการรักษาน้ำมันในตะวันออกกลางไว้เพื่อประโยชน์ของชาติตะวันตก ซึ่งได้ทำมาตลอดในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ศัตรูเข้าถึงแหล่งพลังงานดังกล่าว

สหรัฐอเมริกามองว่าอิหร่านคุกคามต่อความน่าเชื่อถือและความสามารถครอบงำภูมิภาคตะวันออกกลางของตน จึงใช้มาตรการแซงก์ชั่นและการกดดันทางการทูต ขณะที่รัสเซียและจีนคัดค้าน ต้องการให้แก้ปัญหาโดยวิธีการทางการทูตและความร่วมมือทางพลังงาน โดยรัสเซียและจีนมีแรงจูงใจจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความต้องการพลังงาน

วิกฤติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน จึงเป็นผลผลิตมาจากแรงจูงใจของการแข่งขันกันทางด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ คือ การควบคุมทรัพยากร และความเป็นกังวลทางด้านภูมิศาสตร์การเมือง คือ เสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลางและความน่าเชื่อถือของการครองอำนาจนำของสหรัฐอเมริกา

4. ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์มองว่า “ทรัมป์ไม่ได้บ้า”

การที่ทรัมป์เอาเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิดใส่อิหร่านจนย่อยยับ แล้วหยุดลงกลางคัน เพื่อเจรจา เมื่อเจรจาตกลงไม่ได้ จึงหันไปปิดช่องแคบฮอร์มูซ จึงไม่ใช่กรณีที่ “ทรัมป์บ้า” หากแต่เป็นการทำตามชุดความคิดของแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์วิพากษ์เชิงรุก และเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ตามแผนการณ์ที่วางเอาไว้อย่างสลับซับซ้อน (uncanny plan)

สหรัฐอเมริกาได้ทำลายผู้นำศาสนา ผู้นำกองกำลัง IRGC และกองกำลัง Basij โดยที่ไม่แตะกองกำลังหลัก คือ กองกำลังอาร์เทช (Artesh) ก็เพราะต้องการเหลือทหารคุมกำลังที่แยกออกจากลัทธิทางศาสนาไว้เป็นผู้ปกครอง

ทรัมป์เชื่อว่าอิหร่านเป็น “รัฐเกเร” หรือ “รัฐก่อการร้าย” (rogue state or terrorist state) อันเป็นผลโดยตรงมาจากความเชื่อทางศาสนาของอิหร่าน ทรัมป์จึงต้องการเปลี่ยนอิหร่านให้ปกครองโดยรัฐธรรมดา (normal state)

จนกระทั่งเมื่อทรัมป์ได้รับรายงานว่ากองทัพอิหร่านหมดเขี้ยวเล็บเกือบหมดแล้ว จึงตัดสินใจหยุดยิง และยื่นเงื่อนไขที่อิหร่านรับไม่ได้ เพื่อทำการเจรจา เมื่อการเจรจาล้มเหลว อิหร่านร้องว่า เรียกร้องมากเกินไป (much more demand) สหรัฐอเมริกาก็หันมาปิดช่องแคบฮอร์มูซ ซึ่งอันที่จริง เป็นการจับโลกเป็นตัวประกันเช่นกัน เพราะสหรัฐอเมริกามีเจตนาชัดเจนที่จะทำลายล้างอำนาจทางเศรษฐกิจของอิหร่าน ดังที่นางวิคตอเรีย โค้ตส์ กล่าวว่า “about their faith saving at this point, they’ve lost the military campaign by every possible realistic metric. their favor, the whole country is gonna collapse. They have to turn the internet back on. They have to turn the banking system back on. They have to turn their commodities exchange back on. What happen then. They are going to be completely crippled.

ความหมายก็คือ ไม่ต้องไปคิดเรื่องศาสนาตอนนี้ เขาสูญเสียทหารไปแล้วเกือบทุกมิติ ที่ถูกเขาต้องหันมาสนใจประเทศกำลังพังพินาศ เปิดอินเตอร์เน็ต เปิดธนาคาร เปิดตลาดซื้อขายสินค้า ไม่อย่างนั้นอะไรจะเกิดขึ้นนะหรือ... ประเทศเขากำลังจะพิกลพิการอย่างสิ้นเชิง นะสิ..

การกระทำของทรัมป์ที่แท้จริง คือ ภาพแทนความและวาทกรรมของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดขึ้นในหัวคิดของพวกสัจนิยมเชิงรุกทุกคน

ถึงไม่ใช่ประธานาธิบดี ชื่อ “ทรัมป์” ก็ต้องทำอย่างนี้ ขณะที่พวกสัจนิยมเชิงรับ อย่างเช่น ฝ่าย เดโมแครต รู้สึกไม่พอใจ กล่าวหาว่า “ทรัมป์บ้าและใช้อำนาจมาก” ออกมาเคลื่อนไหวเดินขบวนและพยายามจำกัดการใช้อำนาจของทรัมป์หรือคิดถอดถอนทรัมป์ จนนักการทหารฝ่ายทรัมป์ กล่าวว่า พวกเดโมเครตไม่พอใจทรัมป์มาก เพราะทรัมป์ทำถูกใจพวกขวาจัดอย่างมาก

คนที่น่าสงสารจริง ๆ ในเรื่องนี้ คือ อิหร่าน เนื่องจาก “ผู้คน วัฒนธรรม ศาสนา การค้าและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศได้ย่อยยับลงไปในพริบตาพร้อมกับสงครามการครอบครองเศรษฐกิจและการรักษาอำนาจนำ...โรงเรียนเด็กนักเรียนหญิงที่ถูกระเบิดนั้น ตายพร้อมกันทันทีหลายสิบคน..

ไม่ว่าจะตกลงกับสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่ อิหร่านต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูบูรณะประเทศอีกหลายสิบปี...ปัญหาคือพวกเขาจะรักษาศรัทธาที่มีต่อศาสนาเอาไว้ได้หรือไม่ อย่างไร..

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไดอารี่ : สมุดรายงานชีวิตที่มีตัวตน
ไดอารี่ : สมุดรายงานชีวิตที่มีตัวตน