News Logo
หน้าแรก
อำนาจสามหน้าในโครงการแลนด์บริดจ์ (ตอนจบ)

อำนาจสามหน้าในโครงการแลนด์บริดจ์ (ตอนจบ)

16 พ.ค. 2569 15:19
ผู้ชม 24 คน

1. ความเดิม

ตอนที่แล้ว ผู้เขียนนำกรอบความคิดเรื่องอำนาจสามหน้า (three-dimensional view of power) ของสตีเฟ่น ลูกส์ (Steven Lukes) มาวิเคราะห์โครงการแลนด์บริดจ์

อำนาจหน้าแรก เป็นอำนาจเหนือการตัดสินใจ (power over decision-making) หมายถึง ใครชนะในการตัดสินนโยบายใด และใครแพ้ ด้วยเหตุผลใด

อำนาจหน้าที่สอง เป็นอำนาจเหนือระเบียบวาระนโยบาย (power over agenda-setting) หมายถึง คนชนะใช้วิธีควบคุมวาระนโยบายอย่างไร อีกนัยหนึ่ง เขา “ฆ่าตัดตอน” (killing to silence) ข้อคัดค้านออกไปได้อย่างไร

อำนาจหน้าที่สาม เป็นอำนาจเหนือจิตสำนึก (power over consciousness) หมายถึง ผู้ตัดสินใจสามารถใช้นโยบายเป็นเครื่องมือครอบงำชีวิตผู้คนอย่างไร

ตอนที่แล้ว ผู้เขียนวิเคราะห์ถึงอำนาจหน้าแรก ว่า สนข. (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) วิเคราะห์ผลตอบแทนโครงการทางเศรษฐกิจออกมาสูงและสนับสนุนให้ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ขณะที่สภาพัฒน์ฯ กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่าตัวเลขผลตอบแทนโครงการไม่น่าจะสูงขนาดนั้น โครงการมีความเสี่ยงหลายประการ นอกจากนั้น โครงการแลนด์บริดจ์ยังถูกต่อต้านจากขบวนการสิ่งแวดล้อม (environmental movements) ในไทย ว่า ไม่ได้เอาตัวเลขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาพิจารณา

ผู้เขียนยังได้พูดเลยไปถึงอำนาจหน้าที่สองบ้างแล้ว คือ หลักการปกครองโดยข้อยกเว้น (exceptional rule) เพราะเวลาดำเนินการบรรดาเม็กกะโปรเจ็คของไทย มักจะฆ่าตัดตอนกลไกผังเมืองและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับสร้างกลไกพิธีกรรมทางกฎหมาย และกลไกการตั้งคณะกรรมการอิสระเป็นเครื่องมือควบคุมวาระนโยบาย

ขยายความก็คือ บรรดาเม็กกะโปรเจ็คหลายโครงการของไทยจะใช้วิธีเขียนข้อยกเว้น ไม่ให้เอากฎหมายผังเมืองและสิ่งแวดล้อมมาใช้ ส่วนกลไกพิธีกรรมทางกฎหมาย ได้แก่ การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำพอเป็นพิธี และการตั้งกรรมการอิสระเป็นเครื่องมือ  เพื่อเปิดช่องให้ผู้ยึดกุมอำนาจรัฐ (state capture) แต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาครอบงำโครงการ

ครั้นพอเริ่มมีคนออกมาค้านโครงการแลนด์บริดจ์บ้างแล้ว รัฐบาลก็นำพิธีกรรมดังกล่าวมาทำซ้ำอีก ด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาใหม่ แต่ประกอบด้วยคนของรัฐบาลทั้งหมด

ผลของการศึกษาจึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมากมหาศาลมโหฬารพันลึก หากไม่รีบทำจะเสียโอกาสอย่างยิ่ง ส่วนคนคัดค้านนั้นเป็นพวกเสียประโยชน์ หรือไม่ก็ดื้อรั้น ขวางความเจริญ

2. อำนาจหน้าที่สอง

ประเด็นที่ขอขยายความในข้อเขียนนี้ คือ การใช้อำนาจหน้าที่สองของรัฐบาล อันเป็นอำนาจ “ฆ่าตัดตอน” ความเห็นต่างนั้น หากเมื่อทำได้สำเร็จแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น

ประเด็นที่ 1 การปกครองโดยข้อยกเว้น

สิ่งที่จะเกิดตามมา ได้แก่ การทำลายอำนาจชุมชน เมื่อมีการออกฎหมายพิเศษ อันได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ สำเร็จแล้ว จะส่งผลให้ชุมชนไม่มีอำนาจจัดการพื้นที่ของตัวเอง แต่ขึ้นอยู่กับการกำหนดเขตเศรษฐกิจของส่วนกลาง

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญกว่า ได้แก่ การเปลี่ยนความหมายของทรัพยากร เดิม ทะเล ที่ดินและพื้นที่การประมงของคนใต้ หมายถึง ฐานการผลิตของชุมชน ชุมชนมีสิทธิใช้ทรัพยากรเหล่านั้นด้วยตัวเองและมีสำนึกรักทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนของตน

แต่ทุนนิยมโลกซึ่งเกิดจากมายาคติ โดยการชี้นำของต่างชาติ ได้เปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวเป็น “พื้นที่รองรับการขนส่ง” การดำเนินชีวิตของผู้คนตามธรรมชาติดั้งเดิมที่เคยทำมาของคนใต้ กลายเป็น “อุปสรรค” ต่อการพัฒนาความเจริญ

และ “คนใต้” ส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนไปต้องการความเจริญมากกว่าเดิม “นักการเมือง” ที่ท่านเพิ่งเลือก เข้ามาเมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 กำลังนำความเจริญมาให้ท่าน..

ประเด็นที่ 2 การจัดการทรัพยากรโดยขาดความรับผิดชอบ

ด้วยเหตุที่โครงการแลนด์บริดจ์ มุ่งมองทางด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงขาดความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (accountability deficit)

มูลเหตุมาจากมายาคติของนักการเมืองไทยที่ปลูกฝังกันมานานว่า “เป็นใหญ่แล้วอย่าเสียเที่ยว” จึงเร่งทำโครงการใหญ่ ๆ ที่มีมูลค่ามาก ๆ โดยใช้เทคโนแครตที่ขาดความซื่อตรงเป็นเครื่องมือ

ส่วน “สิ่งที่ซ่อนเร้น” อยู่ในนั้น “ช่วยกันปิดเอาไว้ให้มิด” อย่าให้มีแสงเล็ดรอดออกไป

ผลที่เกิดขึ้น คือ การละเลยฐานทรัพยากรทางประมงและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การสูญเสียทรัพยากรดังกล่าวไม่ได้หายไปในทันที แต่ถูกผลักใสให้ชุมชนรับภาระ อันส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อคนใต้ ภาคใต้และประเทศไทย

ด้านกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็น “ขั้นตอนที่ต้องผ่านให้ได้” ไม่ใช่ขั้นตอนของการพิสูจน์ตามทฤษฎี ดังเห็นได้จากโครงการจัดการน้ำ หรือโครงการสถาบันบันเทิงครบวงจรที่ช่วงระยะเวลาผ่านมา ทั้งสองโครงการล้วนผ่านการประเมินผลกระทบมาแล้ว โครงการจัดการน้ำก็ประเมินผลกระทบโดย สนข. ส่วนโครงการสถาบันเทิงครบวงจร ประเมินผลกระทบโดยฝ่ายรัฐบาล อาทิเช่น ผลการศึกษาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา

ผลการประเมินเหล่านี้ ความจริงสอบตกแม้แต่เกณฑ์ขั้นต่ำสุด คือ ขาดการทำประชาพิจารณ์อย่างแท้จริง ใช้วิธีออกไปทำการประชาสัมพันธ์แก่กลุ่มคนที่กะเกณฑ์มา แล้วสรุปว่าเป็นการทำประชาพิจารณ์แล้ว

เดชะบุญที่คนไทยจำนวนมากออกมาเรียกร้องโวยวาย ดังเห็นได้จาก “ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านการจัดการน้ำ” ของชาวบ้านในภาคกลางช่วง พ.ศ. 2555-2556 ซึ่งเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการต่อต้านโครงการ

ประเด็นที่ 3 การขยายตัวของทุนและการสมยอมกันในการยึดรัฐ

เมื่อกลไกกฎหมายของประเทศเอื้อให้เกิดการกระจุกตัวของทุนและการสมยอมกันระหว่างทุนรัฐกับทุนข้ามชาติ จึงเกิดการยึดกุมรัฐ

ต่อจากนั้น ได้ย้อนศรกลับมาครอบงำการเมืองท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น จนระบบทั้งหมดถูกดูดกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์ในเชิงแลกเปลี่ยน ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

เช่น นายทุนท้องถิ่นอาจถูกดึงเข้ามารับงานรับเหมาส่วนย่อยต่อจากนายทุนชาติและข้ามชาติ ส่วนคนในท้องถิ่นถูกดึงเข้ามาเป็นแรงงานและได้รับค่าแรงเพียงเล็กน้อย อาจมีการใช้ปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น เช่น รถขนดิน รถตักดิน เหล็กเส้น คอนกรีต ฯลฯ

กระบวนการสะสมทุนดังกล่าวผูกมัดหัวคะแนนเข้าด้วยกันเป็นก้อนเครือข่ายอำนาจทางการเมือง ซึ่งสำทับลำดับชั้นวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และการซื้อเสียงให้ขยายวงไปสู่ระบบการแลกเปลี่ยนสมัยใหม่ โดยที่ทั้งหมดนั้นมีโครงการรัฐเป็นอุปกรณ์

3. อำนาจหน้าที่สาม

อำนาจหน้าที่สามเป็นอำนาจวาทกรรม (discursive power) คือ ความสามารถครอบงำความคิดของคนไทยทั้งประเทศและคนในชุมชน ให้ยอมสยบต่อ “วาทกรรม” (discourse) ที่เกิดขึ้นจากโครงการ

ประเด็นที่ 1 วาทกรรมการพัฒนา

คนไทยถูกครอบงำด้วยความคิดว่า การพัฒนาประเทศ คือ การคิดเม็กกะโปรเจ็ค มูลค่ามากมายมหาศาล ผลที่ได้เป็นเม็ดเงินใหม่ ๆ เข้าประเทศจำนวนมาก แล้วประเทศก็จะเจริญขึ้นเอง ต่อมา ผลของความเจริญนั้นก็จะแผ่กระจายไปยังคนจนและคนในชนบท

วาทกรรมดังกล่าวละเลยผลประโยชน์ของชุมชน และการพัฒนรากหญ้า (grassroot development) นอกจากเป็นการพัฒนาจากบนลงล่าง (top-down approach) ที่ไม่ได้สนใจ “ชุมชน” แล้ว

หากรื้อถอด (deconstruction) ความคิดพวกนี้ดี ๆ จะพบว่า “เป็นกระบวนการสะสมทุนด้วยการยึดครองพื้นที่” อันเป็นกระบวนการร่วมมือกันระหว่างทุนข้ามชาติ ทุนรัฐและทุนท้องถิ่น เพื่อเข้ายึดทรัพยากรสาธารณะ ได้แก่ ที่ดิน ชายฝั่ง สิทธิการทำมาหากินของคนภาคใต้ และเปลี่ยนสิทธิของชุมชนมาเป็น “สินค้า” เพื่อเปิดทางให้ทุนภายนอกเข้ามาแสวงหากำไร โดยมีทุนท้องถิ่นเป็น “นายหน้า” รับค่ากำไรส่วนต่างเพียงเล็กน้อย โดยไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์จริง ๆ ที่จะตกอยู่กับชุมชน เพราะความจริงอยู่ห่างไกลจากความคิดของนายทุนพวกนี้

ผลภายหลังจากโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะเกิดขึ้นจริง อย่างมากนั้น ชาวบ้านได้แค่การมีงานทำในฐานะที่เป็นแรงงานหรือนายทุนรายย่อย แต่ผลประโยชน์จากการลงทุนในการก่อสร้างและการขนส่ง เกิดขึ้นแก่บริษัทรับเหมาและบริษัททุนข้ามชาติที่รับสัมปทาน ซึ่งเมื่อคิดเทียบกันแล้วมากกว่าที่ชาวบ้านได้รับมากมาย

ประเด็นที่ 2 วาทกรรมภูมิรัฐศาสตร์โลก

คนไทยกำลังถูกวาทกรรมที่กำลังประกอบสร้างในปัจจุบัน (discursive construction) ครอบงำ ว่า ประเทศไทยถูกบีบบังคับให้ต้องเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ และต้องตัดเส้นทางลำเลียงการขนส่ง ไม่ทำโดยการขุดคอคอดกระหรือคลองไทย ก็ต้องทำโดยการสร้างเส้นทางลำเลียงทางบก เพื่อเชื่อมทะเลสองฝั่งระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

เพื่อให้เกิดการขนส่งคมนาคมทางทะเลที่รวดเร็วและประหยัด เป็นประโยชน์ต่อทั้งประเทศไทยและประเทศคู่ค้า เพราะว่าประเทศไทยอยู่ในทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม

วาทกรรมภูมิรัฐศาสตร์นี้เชื่อมโยงกับวาทกรรมความมั่นคงของโลก โดยอ้างว่าเป็นเส้นทางใหม่ในการเดินเรือและเป็นทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่ช่องแคบมะละกาถูกปิดล้อม หรือเป็นทางเลือกจากท่าเรือสิงคโปร์ที่เต็มไปด้วยความแออัด

แต่ความจริง วาทกรรมภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงของโลกนี้ เลื่อนลอย

ประเด็นสำคัญ คือ เส้นทางคมนาคมใหม่ทางทะเลตามโครงการแลนด์บริดจ์ จะให้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจริงตามที่ สนข. ศึกษาหรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะเป็นเรื่องในอนาคต

ทว่า โครงการแลนด์บริดจ์ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เม็ดเงินเม็ดใหม่จำนวนมากมหาศาลนั้น มาจากไหน

ถ้ามาจากจีน ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ Belt and Road Initiative (BRI)

ประการแรก โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นประโยชน์ต่อจีนหรือไทย จีนไม่ใช่หรือที่มองว่าแลนด์บริดจ์เป็น “ทางออก” (exit strategy) ของเขา หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากการถูกปิดล้อมช่องแคบมะละกา ไทยต่างหากที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางของจีน

ประการที่สอง ไทยกำลังจะเอาตัวเองไปอยู่ใต้อิทธิพลการครอบงำของจีนหรือไม่ เสี่ยงต่อการสร้างดุลอำนาจระหว่างประเทศตามนโยบาย “ไผ่ลู่ลม” (bamboo diplomacy) ที่ไทยทำมาตลอดหรือไม่

ประการที่สาม การลงทุนในโครงการเป็นการลงทุนระหว่างรัฐ (G to G) หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ เป็นการลงทุนโดยบริษัทเดินเรือและขนส่งระดับโลก (global shipping and logistic corporations) ใช่หรือไม่  การลงทุนดังกล่าวมีความโปร่งใสเพียงใด เราจะได้ผู้รับเหมารายใหญ่แบบที่ทำตึก สตง.ถล่มหรือไม่

และประการที่สี่ ปัจจุบันแม้แต่จีน ก็ตอบไม่ได้ว่า ถ้าสหรัฐอเมริกาปิดล้อมช่องแคบฮอร์มูซได้ ทำไมสหรัฐอเมริกาจะปิดล้อมช่องแคบมะละกาไม่ได้ และเมื่อสหรัฐอเมริกาปิดล้อมช่องแคบมะละกาได้ ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงปิดล้อมเส้นทางเรือจีนออกทางแลนด์บริดจ์ไม่ได้?

การอ้างภูมิรัฐศาสตร์โลก หมายถึง การอ้างเหตุผลทางด้านพื้นที่และการเมืองระดับโลก ไทยเรามีภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างไร และการทำโครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้เกิดความได้เปรียบในระดับโลกขึ้นมาได้อย่างไร ตรงนี้จึงไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัด และสนข.ไม่ได้ศึกษาเอาไว้ แล้วเอาข้ออ้างภูมิรัฐศาสตร์โลกมาจากไหน หรือว่าคิดเองอย่างง่าย ๆ

โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้างเป็นเฟสต่าง ๆ กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาประมาณ 14-15 ปี แต่กำลังจะเรียกร้องให้ “คนภาคใต้” เสียสละประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองเพื่อส่วนรวมก่อน อ้างว่าโครงการจะสร้างความเจริญ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นประโยชน์ต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยขาดข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์และความสมจริง

เรากำลังเอาผลประโยชน์ของ “คนใต้” และ “ประเทศชาติ” ไปเดิมพัน กับ “ความเลื่อนลอย”

เห็นได้ชัดว่าความจริงเป็นประโยชน์เฉพาะหน้าของ “นักการเมือง” ซึ่งกำลังเดินหน้า “ลุยไฟ” อย่างขาดความรอบคอบ พร้อมที่จะทิ้งความล้มเหลวไว้เบื้องหลัง

ดังที่เกิดขึ้นกับหลายโครงการของประเทศ เช่น “เสาต้นใหญ่” ของโครงการโฮปเวล นั่นยังไง ซึ่งปัจจุบันยังจับมือใครดมไม่ได้..

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สองผู้นำ สองเหตุการณ์
สองผู้นำ สองเหตุการณ์