อย่าว่าแต่มนุษยธรรมเลยที่ไม่มีพรมแดน
กตัญญุตาธรรมก็ไม่มีพรมแดนด้วย
มันคือปฏิบัติการ ที่ “ผู้รับ” เปลี่ยนเป็น “ผู้ให้” อันงามงด
มันคือปรากฏการณ์ “น้ำใจ” ต่อ “น้ำใจ” อันใสสวย
ที่ปรากฏเป็นจริงได้แม้ในท่ามกลางความขาดแคลนยากไร้
เมื่อ 27 เม.ย. 69 ชาวบ้านจากหมู่บ้านกุยเคลอะ และชาวบ้านจากจังหวัดดูประหย่า ประเทศเมียนมาร์ นำข้าวสาร 100 กระสอบ นำเงินบริจาคเพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จำนวน 250,000 บาท ไปมอบให้โรงพยาบาลอุ้มผาง จ. ตาก
และเมื่อ 21 เม.ย. 69 ชาวกะเหรี่ยงบ้านเลตองคุ อ. อุ้มผาง จ. ตาก ขนข้าวสาร 70 กระสอบ ด้วยรถ 7 คัน พร้อมเงินสด 20,000 บาท นำมอบให้แก่โรงพยาบาลอุ้มผาง จ. ตาก โดยมี นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผอ.โรงพยาบาล เป็นตัวแทนรับมอบ
“โรงพยาบาลดูแลพวกเรามานาน พอเห็นข่าวก็อยากตอบแทน ถึงจะไม่มาก แต่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านตั้งใจ”
นายไชโย ศานติธาดา พนักงานสุขศาลาพระราชทานและผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ กล่าว
(ข่าว Thai PBS 22 เม.ย.69)
ข้าวสารทั้งหมดเป็น “ข้าวไร่ ข้าวนา” เป็นน้ำพักน้ำแรงที่ชาวบ้านปลูกเองจากไร่เกษตรหมุนเวียนในพื้นที่ภูเขา ผ่านการสีด้วยครกกระเดื่องแบบพื้นบ้านและโรงสีขนาดเล็ก ในจำนวนที่บริจาคนี้ ยังมีข้าวจากฝั่งเพื่อนบ้านเมียนมาร์ มาร่วมสมทบด้วย
สีหน้าที่ยิ้มแย้มเบิกบานของชาวบ้านกะเหรี่ยง ที่เป็นตัวแทน บ่งบอกความอิ่มเอมใจ ที่มีโอกาสส่งมอบเหงื่อแรงของตนให้แก่โรงพยาบาลที่เป็นบุญสถาน “ให้ชีวิต” พวกเขาตลอดมา
บ้านเลตองคุ มีชาวบ้านราว 1,200 คน เป็นชุมชนกะเหรี่ยงทั้งหมด อยู่ติดชายแดนเมียนมาร์ เป็นหมู่บ้านที่ศรัทธาในฤาษีและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในหุบเขา ทุกคนกินมังสวิรัติ อาชีพของพวกเขาคือ ทำไร่หมุนเวียนที่ต้องอาศัยน้ำจากฟ้าเป็นหลัก
เมื่อไรที่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะมีสภาพทุกข์ทนอย่างสาหัส กว่าจะพาร่างกายมาถึงโรงพยาบาลอุ้มผางได้ ต้องนั่งรถผ่านป่าเขา 101 กม. ที่สำคัญคือ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีบัตรประชาชน เพราะทางการยังไม่ได้ให้สัญชาติไทย แปลว่า พวกเขาอยู่นอกสิทธิบัตรทองของ สป.สช.
ในยามป่วยหนัก เช่น เป็นไข้มาลาเรีย หรือเกิดโรคระบาด ทีมหมอและพยาบาล รพ.อุ้มผาง เป็นกลุ่มคนที่เดินเท้า หรือนั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปช่วยรักษาพยาบาล โดยไม่เคยถามหาบัตรประชาชน หรือเงินค่ารักษาใดๆ มันเป็นเรื่องของน้ำใจกับน้ำใจโดยแท้
ข้าวสาร กับเงิน ที่รวบรวมกันบรรทุกฝ่าเส้นทางธุรกันดารมามอบให้โรงพยาบาลทั้งสองรายการนั้น คือปรากฏการณ์ที่ “ผู้รับ” เปลี่ยนเป็น “ผู้ให้” จึงเป็น “น้ำใจไม่มีพรมแดน” ที่เห็นได้ว่าเมล็ดพันธุ์แห่งน้ำใจไมตรีที่โรงพยาบาลอุ้มผางหว่านไว้แล้วนั้น เป็นต้นธารแห่งการแบ่งปันที่ไม่เหือดหายไป ตรงกันข้ามกลับเป็นพลังกตัญญุตาธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ผู้รับและผู้ให้ต่างก็รู้สึกปิติไปด้วยกัน
ผมต่อตรงทางโทรศัพท์ คุยกับ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผอ.รพ. เมื่อ 14 เม.ย. 69 หมอวรวิทย์ บอกว่า
“ที่อุ้มผางมีประชาชนราว 83,000 คน รพ.อุ้มผาง มีงบประมาณที่รัฐบาลจัดให้ เฉพาะคนที่ มีสัญชาติไทยราว 28,000 คน อีก 55,000 คน ไม่มีสัญชาติไทย แล้วยังมีประชากรฝั่งเมียนมาร์ใกล้ชายแดนอีก 29,000 คน รวม 5,000 ครัวเรือน ที่ข้ามฝั่งมาใช้บริการ แต่ รพ.อุ้มผางก็ต้องดูแลคนทั้งหมด
‘มนุษยธรรมต้องอยู่เหนือพรมแดน อยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค’
คนท้องใกล้คลอด มาถึงโรงพยาบาล จะไปตามหาบัตรประชาชนอะไร ก็ต้องรีบบริการให้เขาทันที นี่คือสาธารณสุขเพื่อมวลชน ไม่ใช่สาธารณสุขที่รับใช้กฎเกณฑ์ทางราชการ เราจึงอยู่กันมาด้วยการสนับสนุนจากภาคประชาชน และด้วยการใช้ความพยายามช่วยตนเองอย่างเต็มกำลัง ขอบริจาคยาที่ยังไม่หมดอายุไปใช้แทนยาที่ รพ. ต้องซื้อ ประหยัดเงินปีละหลายล้านบาท ทำโซลาร์เซลล์ประหยัดไฟฟ้าเอง คิดค้นทำน้ำมันไบโอดีเซล เพื่อใช้แทนน้ำมันรถยนต์ของโรงพยาบาล ทำน้ำหมักชีวภาพเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซ ผลักดันให้ รพ.สต. สถานบริการสาธารณสุขชุมชน สุขศาลา 26 แห่ง ให้ดูแลชาวบ้านอย่างครอบคลุม กว้างขวาง สร้างสุขศาลาในดินแดนเมียนมาร์ เพื่อควบคุมโรคไม่ให้ข้ามพรมแดน เพราะโรคระบาดมันไม่ต้องมีพาสปอร์ต ไม่ต้องทำวีซ่า เชื่อไหมว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ของ รพ.อุ้มผาง ราว 95 % มาจากการบริจาคของประชาชน”
เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 รพ.อุ้มผาง จ.ตาก ประสบวิกฤต เป็นหนี้ค่ายากับบริษัทยาถึง 60 ล้านบาท แถมยากำลังจะหมด เพราะบริษัทยาชะลอการส่งยา ทำให้เดือดร้อนกันมาก
มีการระดมเงินบริจาคผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย จากหลายทิศทางเช่น โพสต์ที่ใช้ชื่อว่า “อีจัน” แจ้งบัญชีเปิดรับบริจาคเงินบำรุง รพ. อุ้มผาง เพื่อเป็นค่ายาและเวชภัณฑ์
ในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องไต่ถาม โดยไม่ต้องสอบทาน ประชาชนพากันบริจาคเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากกว่า 40 ล้านบาท บริจาคข้าวสาร และเวชภัณฑ์ยาอีกมากมาย ด้วยความไว้วางใจ ที่มีให้กับ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผอ. รพ.อุ้มผาง ที่รักษาความศรัทธาของชาวบ้านต่อเนื่องกันมายาวนานกว่า 35 ปี
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ เป็นหมอไม่เหมือนใคร
เมื่อเรียนจบแพทย์จาก มศว. ประสานมิตร เป็นรุ่นแรก หมอคิดจะอยู่ใช้ทุนแพทย์ที่ รพ.อุ้มผาง เพียงหนึ่งปี และทั้งๆ ที่มีโอกาสแสวงหาความก้าวหน้าในตำแหน่ง และการโยกย้าย แต่หัวใจที่ผูกพันกับความทุกข์ยาก จน เจ็บ ของชาวบ้าน ทำให้เขาสมัครใจจะรับภาระอันหนักอึ้ง ท่ามกลางสภาพขัดสน และขีดจำกัดทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ รวมถึงสภาพธุรกันดารของพื้นที่ จนชาวกะเหรี่ยงตั้งฉายาให้ว่าหมอเป็น “ตะล่าผ่าโด้” (แปลว่า หมอใหญ่) เป็นที่พึ่งพิงของชาวบ้านนั้นเอง
หมอได้รับรางวัลหลายรางวัล เงินรางวัลทั้งหมด หมอใช้ไปกับการบรรเทาความทุกข์ยากของชาวบ้าน
หมอได้ออกเหงื่อแรงตนเอง ร่วมกับทีมแพทย์และพยาบาลอย่างสุดน้ำพักน้ำแรงแล้ว แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องงบประมาณ อุปกรณ์ และสถานะสิทธิของผู้รับบริการ เป็นความรับผิดชอบของรัฐ ในวันนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมบริจาคจำนวนมากมายต่างรับรู้ปัญหา และเข้าใจดีว่าโรงพยาบาลอุ้มผาง เป็นโรงพยาบาลชายแดนที่มีลักษณะพิเศษที่รัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไปได้





