
ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร วันที่ 16 กันยายน 2569 ตลอดช่วงเช้า ครอบครัวรัตตกุล จะมีพิธีทำบุญ ปาฐกถา และเสวนา ในวาระ “100 ปีชาตกาล พิชัย รัตตกุล แห่งการรับใช้ ภาวะผู้นำและสันติภาพ” ตามกำหนดการจะเชิญ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานเปิดงาน และมี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ไปร่วมงานนายอานันท์ ปันยารชุน และนายพิชัย รัตตกุล เป็นสองบุคคลสำคัญ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ร่วมสมัย เมื่อกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
1 กรกฎาคม 2518 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทย-จีน เปิดขึ้นเมื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย กับ โจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามข้อตกลงเปิดสัมพันธ์ทางการทูต อย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง ยุติสภาพแห่งความเป็นอริกันมานานนับ 4 ทศวรรษ การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 21 เมษายน 2519 เป็นผลให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีนายพิชัย รัตตกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจฝ่ายโลกเสรีประสบความพ่ายแพ้ต่อประเทศเล็กๆ ใน อินโดจีน ในปี 2518 เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ฝ่ายเจ้าสุภานุวงศ์และท้าวไกสอน พรมวิหาน ได้รับชัยชนะในลาว ชัยชนะของสามประเทศอินโดจีนต่อมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกามีผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อการเมืองในประเทศไทย 28 ตุลาคม 2518 นายเอียง ซารี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการต่างประเทศของกัมพูชาประชาธิปไตยมาเยือนไทย และออกแถลงการณ์ร่วมกับไทยที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและเคารพในบูรณภาพของกันและกัน แต่หลังจากนั้นยังมีการปะทะกันทางชายแดนไทยกัมพูชา และเรือประมงกัมพูชาติดอาวุธโจมตีและจมเรือประมงไทยในเขตทะเลหลวง
การกระทบกระทั่งกันริมน้ำโขงระหว่างไทยลาวยังมีอยู่เป็นประจำ ขณะที่เวียดนามมีการทวงสิทธิในทรัพย์สินของเวียดนามใต้ที่รัฐบาลไทยอายัดไว้ ร.ม.ช. การต่างประเทศของเวียดนามเหนือมาเยือนไทย และมีแถลงการณ์ร่วมย้ำการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ความเปลี่ยนแปลงในคาบสมุทรอินโดจีน ทำให้นายพิชัย รัตตกุล รมว. การต่างประเทศดำเนินการทางการทูตที่มีนัยสำคัญยิ่ง 31 กรกฎาคม 2519 คณะผู้แทนไทยนำโดยนายพิชัย รัตตกุล เดินทางสู่สาธารณประชาชนลาว มีการออกแถลงการณ์ร่วมปล่อยคนไทยและลาวที่ถูกจับกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง เพิ่มจุดผ่านแดนอีก 3 จุด
6 สิงหาคม 2519 หลังจากเจรจากับลาว คณะผู้แทนไทยเดินทางต่อไปเวียดนามทันที ออกแถลงการณ์ร่วมไทย-เวียดนาม ร่วมแก้ปัญหาเวียดนามอพยพและปัญหาการจับเรือประมงไทย จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน เช่น การไปรษณีย์ การอนุญาตให้บริษัทการ-บินพาณิชย์สามารถบินเหนือน่านฟ้าของกันและกัน รวมถึงการนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตและการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดน ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปพบกับนายเอียง ซารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ณ เมืองศรีโสภณ ซึ่งห่างจากชายแดนไทย 50 กิโลเมตร เจรจาตกลงกันที่จะแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูตและร่วมกันแก้ปัญหาเขมรอพยพ และปัญหาการรุกล้ำน่านน้ำของไทย การเจรจากับ 3 ประเทศอินโดจีนบรรลุผลสำเร็จอย่างงดงาม นายพิชัย รัตตกุล กล่าวยืนยันว่า
“เป็นทีมงานของนายอานันท์เกือบ 100 % ที่ดีมาก ตอนนั้นมีนายอานันท์ เป็นปลัดกระทรวง และมีนายโกศล สินธวานนท์ นายอาสา สารสิน นายชวาล ชวณิชย์ คณะทำงานนี้ได้ร่วมกันทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำในการหาข้อมูลและวิเคราะห์ และนำไปสู่การปฏิบัติ เป็นคณะที่มี TEAM SPIRIT ยอดเยี่ยมมาก”
“ปลัดอานันท์ เป็นคนทำงานอย่างเกาะติดและกัดติด มีความสามารถสูงในการเจรจา บางครั้งต้องทำงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย เหนื่อยด้วยกันถึงตีสามตีสี่ก็มี หลายครั้งหลายหน เราตกที่นั่งเดียวกัน ที่จะต้องเผชิญกับกลุ่มอนุรักษ์ที่รวมหัวกันต่อต้านการเปิดสัมพันธภาพกับประเทศสังคมนิยม เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติในยุคนั้น” นายพิชัย พูด
ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศกำลังทำหน้าที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการแปรเปลี่ยนประเทศที่เคยเป็นอริให้กลับมาเป็นมิตรกันได้ กลับปรากฏว่า กลุ่มอนุรักษ์ฝ่ายขวาได้ ผนึกกำลังกันคัดค้านอย่างสุดแรง รัฐบาลไทยในเวลานั้นปฏิเสธการคงไว้ของฐานทัพสหรัฐฯ และสถานีเรดาร์ ค่ายรามสูร แต่ ฝ่ายทหารต้องการอุปกรณ์จากทางสถานี จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจาขอจากกองทัพสหรัฐฯ

ในการชี้แจงต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายพิชัย รัตตกุล รมว. การต่างประเทศ ได้พา “ปลัดอานันท์” เข้าร่วมชี้แจง และแล้ววันหนึ่ง ปลัดกระทรวงผู้มีนามว่านายอานันท์ ปันยารชุน พร้อมอธิบดีหลายกรม ของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอเข้าพบนายพิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีว่าการ แล้วพูดว่า
“ท่านรัฐมนตรีครับ พวกเราขอร้องให้ท่านลาออก”
“ทำไมหรือ” นายพิชัย รัตตกุล ถาม
“นโยบายรัฐบาลกำหนดไว้แน่นอนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศได้พยายามสนองนโยบายอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อรัฐบาลไม่เอาด้วย จะอยู่ไปทำไมครับ” นายอานันท์ ปันยารชุน ชี้แจง
“คุณมีเหตุผลอื่นอีกไหม” รมว. การต่างประเทศถาม
“ไม่เพียงแต่รัฐบาลไม่สนับสนุนการทำงานของพวกเรา เขายังปล่อยให้พวกฝ่ายขวาออกมา ย่ำยีกระทรวงการต่างประเทศอย่างเสียหาย เราอุตส่าห์ผูกมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน คนในบ้านกลับมาชี้หน้าด่าพวกเราว่าเป็นกระทรวงคอมมิวนิสต์ แล้วรัฐบาลไม่กล้าดำเนินการปกป้องแต่อย่างใด ผมว่าท่านลาออกดีกว่าครับ” นายอานันท์ชี้แจงเพิ่มเติม
“แหม ! ผมชอบจังเลย ให้ตายสิ ปลัดกระทรวงมาขอให้รัฐมนตรีลาออกคนอย่างนี้ตรงไป
ตรงมาดี” นี่คือความรู้สึกของนายพิชัย รัตตกุล ต่อกรณีดังกล่าว
ในปลายปี 2519 ช่วงต่อระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน ก่อนไปประชุมสหประชาชาติ
ที่นิวยอร์ก รมว. การต่างประเทศได้พูดกับปลัดกระทรวงว่า
“คุณอานันท์ ผมจะต้องพิจารณาเรื่องเงินเดือน คุณต้องการอย่างไรขอให้บอกมา”
“ผมไม่เอา ผมไม่สนใจเลยครับ ท่านพิจารณาให้คนอื่นไปเถอะ อย่าเอามาให้ผมเลย” นายอานันท์ตอบ
นายพิชัย รัตตกุล เล่าให้ฟังว่า
“ผมจะเสนอ 2 ขั้นให้ก็กลับปฏิเสธ คนอะไรก็ไม่รู้ ไม่เคยพบเคยเห็น ข้าราชการอย่างนี้ ก็มีด้วย”
ในเวลานั้นสถานการณ์ทางการเมืองมีการเผชิญหน้าอย่างแหลมคม ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคการเมืองคนหนึ่งถึงกับเสนอคำขวัญว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” โดยมีการขานรับจากนักบวชรูปหนึ่ง ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”
การแบ่งขั้วเป็นสองฝ่ายบานปลายไปสู่ความรุนแรง มีการโยนระเบิดใส่ผู้ชุมนุมเดินขบวน ขับไล่ฐานทัพอเมริกา ผู้นำชาวนาหลายคนถูกสังหารโดยจับผู้ร้ายไม่ได้ เมื่อจอมพล ถนอม กิตติขจร บวชเณรเดินทางเข้าประเทศ ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้าน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ประกาศลาออกจากตำแหน่งกลางสภาผู้แทนราษฎร พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ และคณะทหารในนามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ประกาศยึดอำนาจเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ขณะที่การชุมนุมโดยสงบของนักศึกษา ประชาชน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกผู้ถืออาวุธทั้งตำรวจ ทหาร พลร่ม และกระทิงแดง เข้าปิดล้อมและปราบปรามด้วยอาวุธร้ายแรง นักศึกษาบางคนถูกจับแขวนคอกับต้นมะขามสนามหลวง บางคนถูกเผาราดน้ำมันกับยางรถยนต์ นักศึกษากว่า 3,000 คน ถูกบังคับให้ถอดเสื้อนอนราบคว่ำหน้ากับพื้น ถูกจับกุมคุมขังเป็นผู้ต้องหา ว่าเป็นภัยสังคม
6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ “ไทยฆ่าไทย” อันวิปโยคถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวดรวดร้าวของสังคมไทยอย่างรุนแรงเป็นข่าวอัปยศไปทั่วโลก นักศึกษา ประชาชน นักวิชาการ นักการเมือง จำนวนกว่า 3,000 คน เลือกเดินทางเข้าสู่เขตป่าเขา ดินแดนแห่งการปฏิวัติ ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ไทยกำลังต่อสู้กับรัฐบาลอย่างเข้มข้น
การเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ตั้งแต่ยุครัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ต่อเนื่องมาถึงการเปิดสัมพันธภาพกับเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน และนายพิชัย รัตตกุล ทำหน้าที่เป็นกำลังหลัก เมื่อ 50 ปีก่อน เป็นผลให้บุคคลทั้งสองประสบชะตากรรมใกล้เคียงกัน นายอานันท์ ถูกรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร สอบสวนในข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะที่นายพิชัย รัตตกุล แม้ไม่ถูกสอบสวน แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้ากระทรวงคอมมิวนิสต์และแล้วเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ปรากฏ สังคมไทยก็ฟื้นคืนสู่สันติธรรมในเวลาต่อมา .





