News Logo
หน้าแรก
25 ปีของ 9/11…จากความสูญเสียสู่ความหมาย

25 ปีของ 9/11…จากความสูญเสียสู่ความหมาย

21 ก.ย. 2569 11:41
ผู้ชม 5 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน ปี ค.ศ. 2001 เป็นอีกหนึ่งวันที่โลกไม่มีวันลืม เมื่อ 25 ปีก่อน เครื่องบินโดยสารสองลำพุ่งชนอาคาร World Trade Center ในนครนิวยอร์ก อีกลำพุ่งชนอาคารกระทรวงกลาโหม หรือ Pentagon กลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่ United Airlines เที่ยวบินที่ 93 ตกลงในรัฐเพนซิลเวเนีย หลังผู้โดยสารพยายามยึดเครื่องบินคืนจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย 

ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โลกเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ผู้คนเกือบ 3,000 คนเสียชีวิต และเหตุการณ์วันนั้นถูกเรียกว่า “9/11” จนกลายเป็นหนึ่งในวันที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ 

สำหรับผม ภาพของวันนั้นยังจำได้ดี ผมกำลังนั่งดูข่าว CNN ช่วงหัวค่ำ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในงานที่ผมรับผิดชอบในช่วงสมัยแรก ๆ และเริ่มมีรายงานข่าวเครื่องบินชนตึก  
ตึกถล่ม นิวยอร์กเต็มไปด้วยควัน และผู้คนกำลังวิ่งหนีออกจากอาคาร คืนนั้นผมแทบไม่ได้นอน เฝ้าดูข่าวต่อเนื่องจนถึงรุ่งเช้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีความผูกพันกับตึก World Trade Center อยู่ไม่น้อย จากช่วงเวลาที่เคยทำงานอยู่ที่สำนักงานตัวแทนธนาคารในนครนิวยอร์ก จึงไม่ใช่เพียงการดู “ข่าว” จากที่ไกล ๆ แต่เป็นสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในชีวิตของผม 

เมื่อปีที่แล้ว ผมมีโอกาสกลับไปนิวยอร์กและได้ไปเยี่ยมอนุสรณ์สถาน 9/11 รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่ Ground Zero ยอมรับว่า เป็นสถานที่ที่เดินลงไปแล้วรู้สึกหดหู่ ภายในพิพิธภัณฑ์มีทั้งภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว และสิ่งของจากวันนั้น เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยคราบเศษปูน เสาเหล็กที่ถูกความร้อนจนบิดเบี้ยว ไปจนถึงรถดับเพลิงที่ถูกซากอาคารทับไว้ ของแต่ละชิ้นไม่ได้เป็นเพียง “วัตถุจัดแสดง” แต่เหมือนเป็นชีวิตของใครบางคน และทำให้ผมรู้สึกว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านไป 25 ปีแล้ว แต่สำหรับคนจำนวนมาก 9/11 ไม่ได้จบลงในวันนั้น โดยเฉพาะกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต 

 

 

 

พวกเขาต้องใช้ชีวิตต่อไปพร้อมกับการสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนเข็มนาฬิกากลับไปได้ ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ยังได้รับผลกระทบจาก 9/11 ผ่านโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ความหวาดระแวง และความแตกแยกทางความคิดที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  9/11 จึงอาจเป็นเหมือน “มรดกบาป” ที่คนรุ่นหนึ่งส่งต่อให้คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยที่คนรุ่นหลังไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ แต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลที่ตามมา 

คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 11 กันยายน ปี ค.ศ. 2001?” แต่คือ “ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างไร หลังจากวันนั้น?” 

นิตยสาร TIME จึงชวนคนที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 9/11 มาเล่าเรื่องราวของตัวเอง 
แต่ผมขอหยิบมาเล่าเพียง 3 คน เพราะทั้งสามได้สะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์เดียวกันสามารถทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตของผู้คนแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ1/ 

คนแรก คอลิน แมคเชน (Colin McShane) เด็กชายเติบโตมากับคำถามเกี่ยวกับพ่อ อายุเพียง  
4 ขวบครึ่งในวันที่พ่อเสียชีวิต ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับวันนั้นมีเพียงเลือนราง เขาจำได้ว่าแม่ไปรับเขากับพี่ชายฝาแฝดออกจากโรงเรียนอนุบาล แล้วกลับไปนั่งดูโทรทัศน์ที่บ้านเมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกของคอลินไม่ได้มีเพียงความเศร้าที่คิดถึงพ่อ แต่มีความเศร้าอีกแบบหนึ่ง คือความเศร้าที่ว่า เขาไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักพ่ออย่างแท้จริง 

พ่อของเขาเป็นตำรวจอยู่ 12 ปี ก่อนจะมาเป็นนักดับเพลิงของ New York Fire Department และเสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11 สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อคอลินโตขึ้น เขาเลือกเดินตามรอยพ่อ สมัครสอบเป็นนักดับเพลิงตั้งแต่อายุ 18 ปี แม้ตอนนั้นจะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าทำงาน แต่ใช้ความพยายามเดินตามเส้นทางของพ่อจนประสบความสำเร็จ 

วันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานของพ่อซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ 9/11 เล่าให้คอลินฟังว่า ในวันนั้นพ่อของเขาอยู่ใกล้อุโมงค์ใต้ World Trade Center พวกเขาเห็นเครื่องบินลำที่สองพุ่งเข้าชนตึก รู้สึกได้ถึงแรงกระแทก ก่อนวิ่งเข้าไปช่วยคนบาดเจ็บ คอลินบอกว่า เขาไม่มีความทรงจำร่วมกับพ่อมากนัก แต่เมื่อเข้าโรงเรียนนักดับเพลิง เขาเคยคิดว่า บางทีพ่ออาจเคยถูกครูฝึกตำหนิในเรื่องเดียวกัน เคยผ่านการฝึกและยืนอยู่ในสถานที่แบบเดียวกัน ความคิดเล็ก ๆ นี้กลับทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดกับพ่อขึ้นมา เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ  
ที่เขารู้สึกว่า “ผมกำลังทำสิ่งเดียวกันกับที่พ่อเคยทำ” 

คอลินไม่ได้ต้องการให้ใครสงสาร เขาภูมิใจในตัวพ่อ และรู้สึกโชคดีที่มีพ่อเป็นแบบอย่าง 
ของความเสียสละ แต่มีคำถามหนึ่งที่ยังคงอยู่ในใจ ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ และเขาได้เติบโตมากับพ่อจริง ๆ เขาจะเป็นคนแบบไหน คำถามนี้ไม่มีวันมีคำตอบ เพราะ 9/11 พรากโอกาสนั้นไปตลอดกาล 

คนที่สอง เคลซี กริฟฟิน (Kelsey Griffin) หญิงสาวที่เกิดหลังเหตุการณ์ แต่เดินตามรอยคนที่เธอไม่เคยพบ เพราะในวันที่เกิดเหตุการณ์ 9/11 เธอยังไม่เกิดด้วยซ้ำ เธอจึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับวันนั้น เธอรู้จัก 9/11 ผ่านสารคดี หนังสือ คำบอกเล่าของพ่อแม่และเรื่องราวจากคนรุ่นก่อน 

แต่เรื่องราวที่เธอไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง กลับมีอิทธิพลต่อความฝันของเธออย่างไม่น่าเชื่อ 
เคลซีฝันอยากเป็นนักบิน และเธอได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึง เลอรอย  
โฮเมอร์ จูเนียร์ (LeRoy Homer Jr.) นักบินผู้ช่วยผิวสี ของ United Airlines เที่ยวบินที่ 93 ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11 

สำหรับเคลซี 9/11 จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสูญเสีย แต่เป็นเรื่องของมรดกที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง เธอบอกว่า การได้รับทุนจากมูลนิธิที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักบินคนหนึ่ง ทำให้เธอรู้สึกว่า ตัวเองกำลังเดินตามรอยของคนที่เธอไม่เคยรู้จัก และนั่นทำให้เธอตั้งใจมากขึ้น 

เส้นทางสู่การเป็นนักบินยังอีกยาวไกล เธอต้องฝึกบินอีกกว่า 1,000 ชั่วโมง เพื่อก้าวไปถึงเป้าหมาย เป็นผู้หญิงผิวสีที่ยึดอาชีพนักบิน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนไม่มากนัก แต่สำหรับเธอ 9/11 ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในตำราเรียนประวัติศาสตร์ มันกลายเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต จากคนที่ไม่เคยพบ จากเหตุการณ์ที่ 
ไม่เคยเห็น และจากคนรุ่นก่อนที่ฝากบางสิ่งไว้ให้คนรุ่นหลัง 

คนสุดท้าย มาร์ก ริเวรา (Marc Rivera) บาทหลวงของโบสถ์ที่อยู่ใกล้กับ World Trade Center 
ที่ค้นพบว่า ในวันที่มนุษย์เจ็บปวด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความรัก  

เช้าวันที่ 11 กันยายน ขณะกำลังเดินเข้าโบสถ์ เลขานุการของเขาร้องตะโกนว่า “Look”  
เขาหันขึ้นไปมอง และเห็นรูขนาดใหญ่ที่ North Tower หลังจากนั้นไม่นานก็เต็มไปด้วยเขม่าควัน ผู้คนจำนวนมากเริ่มเดินเข้ามาในละแวกนั้น ด้วยความหวาดกลัว สับสน และไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ 

มาร์กเล่าว่า เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ไม่มีใครสนใจว่าเราเรียนมาสูงแค่ไหน มีตำแหน่งอะไร เขียนหนังสือมากี่เล่ม หรือมีคนอยู่ในความดูแลกี่คน เพราะเมื่อมนุษย์กำลังเจ็บปวด สิ่งสำคัญที่สุดคือความรัก 

เขาเห็นนักดับเพลิงคนหนึ่งเหนื่อยจนแทบหมดแรง มาร์กจึงเดินเข้าไปหาและถามว่า “ผมขออธิษฐานให้คุณได้ไหม?” เขาไม่ได้ถามก่อนว่าอีกฝ่ายนับถือศาสนาอะไร เพราะในเวลานั้น คำตอบเหล่านั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญกว่าคือ การได้อยู่ข้าง ๆ คนคนหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เขากำลังทุกข์ที่สุด  

เมื่ออ่านเรื่องราวของทั้งสามคน ผมรู้สึกว่า 9/11 ยังคงมีชีวิตอยู่ในผู้คน แต่มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป สำหรับ คอลิน มันคือพ่อที่จากไปก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้รู้จักพ่ออย่างแท้จริง สำหรับ เคลซี มันคือมรดกจากคนรุ่นก่อนที่ส่งต่อความฝันมายังคนรุ่นใหม่ และสำหรับ มาร์ก มันคือบทเรียนว่า  
ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความสูญเสีย สิ่งที่มนุษย์ควรมอบให้แก่กัน อาจไม่ใช่คำตอบที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียงการยืนอยู่ข้าง ๆ กันด้วยความรัก 

 
คอลิน แมคเชน 

 
เคลซี กริฟฟิน 

มาร์ก ริเวรา 

แหล่งที่มา: TIME Staff, How 9/11 Shaped My Life, Time Magazine, Sep 3, 2026 7:00 PM 

บางทีนี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการระลึกถึง 9/11 ไม่ใช่เพียงการจดจำวันที่ 11 กันยายน  
ปี ค.ศ. 2001 แต่คือ การถามตัวเองว่าเมื่อชีวิตต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  
เราจะเลือกตอบสนอง และจะนำบทเรียนจากอดีตมาทำให้ชีวิตของเราและคนรอบข้างดีขึ้นได้อย่างไร เพราะนี่อาจเป็นการจดจำเหตุการณ์

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้อเสื่อม: ก่อนเสียเงินรักษา ดูก่อนว่าอะไรมีประโยชน์ ไม่ควรเชื่อง่าย ๆ
ข้อเสื่อม: ก่อนเสียเงินรักษา ดูก่อนว่าอะไรมีประโยชน์ ไม่ควรเชื่อง่าย ๆ