
ไม่ใช่ตลาดอันเป็นผลงานของพาณิชย์จังหวัด ประเภทจัดอีเว้นท์สินค้าราคาถูก 3 วันแล้วเลิก
ไม่ใช่ตลาดของนายเงินท้องถิ่นหรือบริษัทเอกชน ที่เปิดให้เช่าพื้นที่ตามขนาดใช้สอยและตามเวลาปิดเปิด
ไม่ใช่ตลาดขายอะไรก็ได้ เช่น สินค้าจากโรงงาน สินค้าที่ไปขนมาจากห้างใหญ่ๆ ไม่ใช่สินค้าจากตลาดโบ๊เบ๊ ตลาดสำเพ็งหรือเยาวราช
แต่เป็นตลาดชุมชน ที่ชาวบ้านผู้ค้าในตลาดเป็นคนสร้าง คนทำ เป็นผู้กำหนดชีวิตของตลาดด้วยวิถีประชาธิปไตยชุมชน ยืนหยัดแนวทางที่ชุมชนเป็นเจ้าของ เป็นผู้ผลิต เป็นผู้ค้า เป็นผู้รับประโยชน์ เพื่อเศรษฐกิจของชุมชน
“หลาดใต้โหนด” ต.ดอนทราย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นตลาด 2 มิติที่ในวันนี้ เรียกได้ว่า เป็นตลาดติดลมบนไปแล้ว กลายเป็น “ชุมชนมีชีวิต มิ่งมิตรวรรณกรรม” ที่แปลกต่างไปจากตลาดอื่นทั่วไป
ตลาดไหนๆ ส่วนใหญ่ใช้ “เงินตรา” เป็นตัวขับเคลื่อนความเคลื่อนไหวของตลาด คือขายให้มาก ได้เงินเยอะๆ เพื่อให้เกิด “มูลค่า” เป็นกำไรของทุนหรือเอกชนท้องถิ่น
แต่ “หลาดใต้โหนด” ใช้ “คุณค่า” เป็นจิตวิญญาณในการขับเคลื่อนชีวิตของตลาด
นั่นหมายความว่า

1. สินค้าเป็นผลผลิตในชุมชน ชาวบ้านปลูกผักเอง ทำเส้นขนมจีนเอง ผัดคั่วกลิ้งเอง ห่อ
กระทงใบตองเอง บดแป้งเอง คั่วพริกเอง ทอผ้าเอง สานเสื่อเอง จึงเป็นผลผลิตจากมือคนทำถึงมือลูกค้าโดยตรง
ไม่ต้องมีค่าโฆษณา ไม่ต้องจ่ายค่าวางของแบบร้านค้าสะดวกซื้อ ไม่ต้องใช้หีบห่อแบบกล่องพลาสติกที่ราคาแพงกว่าตัวสินค้า ไม่ต้องมีค่าขนส่ง ไม่ต้องมีค่าการตลาดตามวิถีทุนเสรี สินค้าจึงมีราคาเหมาะสม
จึงเป็นเศรษฐกิจฐานรากแบบพึ่งพาตนเอง (Short Supply Chain) เพราะตัดวงจรส่วนเกินออกไปหมด ในขณะที่ตลาดแบบทุนเสรีนั้น ชาวบ้านหรือผู้ผลิตรายย่อย ตกเป็นเบี้ยล่างที่ถูกเอาเปรียบด้วยค่าใช้จ่ายแฝงหลายช่องทางแบบโมเดอร์นเทรด
2. เป็นสินค้าสีเขียว (Green Market) ตลาดอื่นใช้กล่อง ใช้ถุง ใช้แก้วพลาสติกกันเต็มไป
หมด ซึ่งหลังการใช้งาน พลาสติกจะกลายเป็นขยะเป็นภาระของโลกในการกำจัด
แต่ “หลาดใต้โหนด” ตัดไม้ไผ่หลังบ้านมาทำกระบอกน้ำ ใช้หลอดไม้ไผ่ หลอดกระจูด หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติก ใช้ใบตอง ใบจาก ใบบัว มาทำเป็นกระทงแทนจานชาม
แทนที่จะสั่งขนมเปี๊ยะจากเยาวราช ก็ทำขนมพื้นบ้านสารพัดอย่างให้เลือกได้ ไม่มีเสื้อผ้าโหลของจีนที่เหมามาจากตลาดสำเพ็ง แต่มีผ้าทอจากน้ำมือของชาวบ้านในชุมชน
3. เป็นสินค้ากระจายรายได้ มันไม่ใช่ใครจะได้ประโยชน์ไปลำพังเพียงคนเดียว หากแต่
เป็นสินค้าเอื้ออาทรต่อญาติมิตรหลายคน เป็นห่วงโซ่อุปาทานแห่งความเกื้อกูล (Symbiotic Supply Chain) ที่ซ่อนอยู่หลังแผงค้า เช่น ขนมจีนหนึ่งจาน สร้างรายได้ให้

- คนปรุงน้ำพริก น้ำยา น้ำยาป่า แกงเขียวหวาน
- ชาวสวนมะพร้าว ที่คั้นกะทิสด
- คนทำขนมจีนแป้งหมัก หรือขนมจีนเส้นสด ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 หรือตี 4 เพื่อมาบีบเส้น
ต้มให้เหนียวนุ่ม จัดวางเป็นจับสวยๆ
- คนเตรียมผักเหนาะ หรือผักเคียง เก็บผักป่า ผักสวนครัว ยอดหมุย ยอดมันปู ลูกเนียง
สะตอ ใบบัวบก
- คนทำผักดอง ที่มีฝีมือในการทำแกนสับปะรดดอง ทำแตงกวาดองสูตรโบราณ
- คนตัดใบตอง ทำภาชนะ ชาวสวนที่ตัดใบตองขาย
ในขณะที่ร้านค้าสะดวกซื้อ เม็ดเงินจะไหลไปที่ทุนหรือซัพพลายเออร์รายใหญ่ แต่ที่หลาดใต้โหนด ขนมจีนหนึ่งจาน กระจายไปหล่อเลี้ยงผู้คนในควนขนุนหลายรายหลายคน
จึงไม่ใช่การซื้อมาขายไปที่เอาตัวรอดเพียงลำพัง แต่มันคือความมั่นคงทางอาหาร ที่ชาวบ้านรู้สึกร่วมกันว่า “ฉันอยู่ได้ ญาติมิตรก็อยู่ได้ด้วย”
จากร้านค้าชุมชนราว 200 แผงค้า ที่ผู้คนในท้องถิ่น จากต่างจังหวัด และจากต่างประเทศ พากันมาเดิน มาซื้อ มากินอาหารพื้นบ้าน อีกมุมหนึ่งของหลาดใต้โหนด คือพื้นที่วรรณกรรมที่ไม่มีตลาดใดเสมอเหมือน
เมื่อวันที่ 5-6-7 มิถุนายน 2569 มีกิจกรรมพิเศษที่หลาดใต้โหนด เรียกว่างาน
“15 ปีบ้านนักเขียน 20 ปี นักเขียนซีไรต์ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” โดยกองทุนกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพร่วมกัน
กิจกรรมประทับมือ ทั้งสองข้างบนแผ่นปูนของศิลปินแห่งชาติลาว ศิลปินแห่งชาติมาเลเซีย และศิลปินแห่งชาติของไทย คือเรวัตร พันธุ์พิพัฒน์ และธนิสร์ ศรีกลิ่นดี เป็น “สัญญะทางวรรณกรรมที่ผนึกยาวนาน” และจัดวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ ร่วมกับรอยประทับมือของศิลปินแห่งชาติอีกหลายคน เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สุเทพ วงศ์กำแหง อาจินต์ ปัญจพรรค์ ไพทูรย์ ธัญญา สถาพร ศรีสัจจัง จำลอง ฝั่งชลจิตร ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ ฯลฯ นับเป็นกิจกรรมแสดงความรู้สึกตระหนักค่าในผลงานวรรณกรรมที่ศิลปินได้นิรมิตไว้ในแผ่นดิน ที่ควรค่าแก่การคารวะและเรียนรู้

เนื่องจาก จ.พัทลุง ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงของโนรา” เพราะมีจุดก่อเกิดครั้งแรก ที่บริเวณ อ.บางแก้ว เขตหัวเมืองโบราณ ที่มีตำนานเล่าขานเรื่องพระยาสายฟ้าฟาด เจ้าเมืองพัทลุง และพระธิดา ชื่อนางนวลทอง สำลี ผู้ฝันเห็นเทวดาร่ายรำท่าแม่บท 12 ท่า กลายมาเป็นต้นแบบการรำโนราในทุกวันนี้
เมื่อเช้าวันที่ 6 มิย. 69 ซึ่งเป็นวันที่สองของงาน จึงมีพิธีบวงสรวงเทริดราชครูมโนรา เป็นการแสดงคารวะธรรมต่อบรรพชนต้นธาร ในขณะประกอบพิธีได้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์เป็นมงคลบนฟากฟ้า ดังที่ปรากฏในภาพที่ทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ คือการบ่มเพาะนักเขียนรุ่นเยาว์ โดยมีการจัดค่ายศิลปะ-วรรณกรรม ในวันที่ 5-6 มิย. 69
มีนักเรียนในพัทลุง และจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมถึง 20 โรงเรียน จำนวนกว่า 200 คน
หนึ่งในวิทยากร คือ ธัญญา สังขพันธานนท์ ที่รู้จักกันในนามไพฑูรย์ ธัญญา ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวพัทลุง
ลุงไพฑูรย์ ธัญญา ถ่ายทอดเทคนิคการเขียน โดยเขียนกลอนเปล่าสดๆ บนเวที อ่านให้หลานฟัง พร้อมกับแนะนำว่า
“สารตั้งต้นของการสร้างสรรค์ มาจากประสบการณ์จริง นำมาปรุงแต่งขึ้นใหม่ และเล่าด้วยวิธีการของเราเอง อย่าลืมรากเหง้าของเรา ให้เขียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งเราเรียกมันว่า ความทรงจำ ตัวอย่างที่ผมเขียนเรื่องสั้น ‘ก่อกองทราย’ เพราะตอนเด็กๆ เล่นก่อกองทรายอยู่ที่บ้านเกิด คลองหูแร่ บางแก้ว พัทลุง ......
....อย่างกรณีสาวนักเดินป่าหลงทาง ท้ายสุดไปตกหน้าผาตายที่เขาเจ็ดยอด เป็นข่าวสะเทือนใจ ไปทั่ว ผมเขียนบทกวีว่า
‘เห็นแต่มองไม่เห็น รู้แต่มิอาจคาดเดา ไปหาแต่ไม่เคยไปถึง รู้จักแต่ไม่เคยประจักษ์ ป่าดงแดนเถื่อน เป็นเช่นนี้’
ความตายครั้งนี้ ไม่ว่าต้นตอมาจากสาเหตุใด เราในฐานะมนุษย์ ต้องให้เกียรติคนตาย และถ้าเราเป็นนักเขียน เขียนเรื่องแล้ว เราไม่ร้องไห้ คนอ่านจะร้องไห้ ได้อย่างไร นักเขียนที่สร้างสรรค์จะต้องแปลงความรู้สึกให้เป็นความคิด........ ”
นี่เป็นตัวอย่างแห่งการถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมกับให้ข้อคิดที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่เยาวชนพัทลุงอย่างน่าสนใจ
หลาดใต้โหนด มีทั้งกิจกรรมศิลปะ กีฬา ดนตรี วรรณกรรม ที่เปิดทางให้แก่การสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่ให้หันมาใส่ใจในภูมิปัญญาบรรพชน ในงานศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจชุมชน ด้วยกิจกรรมรูปธรรม ที่ดำเนินต่อเนื่องมา 15 ปีแล้วอย่างน่าภาคภูมิ.




