News Logo
หน้าแรก
ชำแหละมติ ป.ป.ช.อำพรางคดีซุกหุ้น ‘ศักดิ์สยาม‘?ระวังซุกหุ้นซ้ำซ้อน?

ชำแหละมติ ป.ป.ช.อำพรางคดีซุกหุ้น ‘ศักดิ์สยาม‘?ระวังซุกหุ้นซ้ำซ้อน?

27 เม.ย. 2569 10:05
ผู้ชม 71 คน

กำลังเป็นประเด็นร้อนข้ามสัปดาห์ หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยใน 2 ข้อหาคือ

หนึ่ง จงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงอันคววรแจ้งให้ทราบ หรือเรียกว่าคดี "ซุกหุ้น"

สอง การการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผผลประโยชน์ส่วนรวม ตาม พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการการทุจริตฯมาตรา 126 ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามของเจ้าหน้าที่รัฐตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า สำนักข่าว Next News เป็นสื่อแรก ที่นำเสนอข่าว ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยามเมื่อกลางเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ทั้งๆที่มติของ ป.ป.ช. นั้นมีขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ว่า เป็นการยกคำร้องที่สวนกับคำวินิจฉัยของศษลรัฐธรรมนูญและถัดมาไม่กี่วันก็เสนอข่าวยกคำร้องในข้อหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวม

การยกคำร้อง ของ ป.ป.ช. เป็นไปอย่างเงียบชียบทั้งๆที่เป็นนคดีที่อยู่ในความสนใจองประชาชนละเชื่อว่ายังมีคดีสำคัญๆซึ่งเกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องแบบเงียบเชียบอีกหลายคดีเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและเสียงวิพากษ์วิจารณ์

หลังจากที่โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ป.ป.ช. ตัดสินใจออกมาชี้แจงเป็นเอกสารยาว 5 หน้า หลังจากที่อ่านคำชี้แจงดังกล่าวอย่างเร็วๆจนจบ บอกคำเดียวว่า “โคตรฮา”

“ฮา”แบบอเนจอนาถว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับหน่วยงานที่เรียกว่า องค์กรอิสระได้อย่างไร

เพราะมันสะท้อนสติปัญญาของผู้เขียนคำชี้แจง  ผู้ที่ทำสำนวนคดี รวมถึงกรรมการ ป.ป.ช.ที่เห็นชอบหรือมีมติให้ยกคำร้องตามผู้ที่มีผู้ชงเรื่องเสนอ

 ใครที่อ่านคำแถลงหรือคำชี้แจงของสำนักงาน ป.ป.ช.ต่างบอกว่า ยิ่งสับสนกันไปใหญ่ เขียนวนไปวนมา ไม่เพียงแต่ไม่ได้คลี่คลายข้อสงสัย แต่กลับเพิ่มความคลุมเครือและชวนให้ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

จากนี้ไปขอวิพากษ์คำร้องคดีซุกหุ้น หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของนายศํกดิ์สยามก่อน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ระบุอย่างชัดเจนว่า นายศักดิ์สยามยังคงถือครองหุ้นบุรีเจริญอยู่ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การโอนหุ้นมูลค่า 119 ล้านบาท ให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นั้นเป็นเพียง "นิติกรรมอำพราง" กล่าวคือเป็นการโอนหุ้นในทางทะเบียนเท่านั้น แต่เงินที่ใช้ในการซื้อหุ้นนั้นยังคงเป็นเงินของนายศักดิ์สยามเอง ซึ่งทำให้นายศุภวัฒน์มีสถานะเป็นเพียง "นอมินี" หรือผู้ถือหุ้นแทน

เพื่อให้เห็นภาพลองเปรียบเทียบกับคดีซุกหุ้นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แม้จะมีการโอนหุ้นทางทะเบียนให้กับลูก คนใกล้ชิดและคนรับใช้ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็วินิจฉัยว่า นายทักษิณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำหลักการในเรื่อง "เจตนา" ว่าการให้ผู้อื่นเป็นนอมินีคือการ "จงใจ" มาตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามข้อกฎหมายในเรื่องต่างๆโดยเฉพาะผลประโยชน์ทับซ้อน

ดังนั้นการที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในคดีนี้ โดยอ้างเหตุผล “นายศักดิ์สยามเข้าใจว่า ได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไป(ยังนายศุภวัฒน์)โดยชอบเนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้นแล้ว”…จึงขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักเหตุผล เพราะการมีหลักฐานว่า เงินที่นายศุภวัฒน์นมาซื้อหุ้นจากนายศักดิ์สยามเป็นเงินของนายศักดิ์สยามเอง เป็นการ “จงใจ”ซุกหุ้นโดยสร้างหลักฐานการซื้อขายหุ้นอำพรางการเป็นเจ้าของหุ้นของตัวเอง

 ในการพิสูจน์ว่า นายศักดิ์สยามซุกหุ้นหรือไม่ แทนที่ ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หรือพฤติการณ์ของนายศุภวัฒน์ที่ยังคงเป็นลูกจ้างในบริษัทของนายศักดิ์สยาม ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นข้อเท็จจริงในการวินิจฉัย

ป.ป.ช. กลับละเลยการดำเนินการในส่วนสำคัญนี้ไม่มีการตรวจสอบเส้นทางเงินหรือหลักฐานใดๆเพิ่มเติม

ผิดกับการทำงานของ ป.ป.ช.ในอดีตที่ตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้อย่างเข้มข้นในคดีทักษิณซุกหุ้นหรือคดีเงินกู้เท็จ 45 ล้านบาทของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

การไม่จงใจโดยไม่ไปตรวจสอบเส้นทางเงินหรือหลักฐานต่างๆ สะท้อนสติปัญญาของกรรมการ ป.ป.ช.ในความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการทำงานด้านไต่สวน

หรือเป็นการจงใจเพื่อเอื้อประโยชน์ตามใบสั่งทางการเมืองของใครหรือๆไม่?

ที่โคตรฮามากกว่านั้นคือ "การประนีประนอมยอมความ" กับนายศุภวัฒน์ที่เกิดขึ้นภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

กล่าวคือ นายศักดิ์สยามได้ยื่นฟ้องนายศุภวัฒน์ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี โดยอ้างว่า นายศุภวัฒน์ไม่ยอมโอนหุ้นบุรีเจริญคืนให้กับตนเอง

ต่อมามีการประนีประนอมยอมความ(ศาลอุทธรณ์พิพากษาตามยอม)โดยนายศักดิ์สยามยอมขายที่ดินกว่า 323 ไร่กับนายศุภวัฒน์ในราคา 51.5 ล้านบาท และนายศุภวัฒน์ไม่ต้องโอนหุ้นมูลค่า 119 ล้านคืนให้นายศักดิ์สยาม

เป็นการประนีประนอมยอมความที่นายศักดิ์สยามเสียเปรียบถึง 2 ต่อ คือสูญเสียหุ้นมูลค่าถึง 119 ล้านบาททั้งๆที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจนว่า นายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของหุ้น และยังเสียที่ดินถึง 323 ไร่โดยได้เงินคืนมาเพียง 51 ล้านบาทเศษ

ถ้านายศักดิ์สยามต้องการหุ้นบุรีเจริญคืนจริงๆ เพียงแต่นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและใช้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงเจตนาในการโอนหุ้นแทนนายศุภวัฒน์ได้เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรอยู่แล้ว รวมทั้งศาลยุติธรรมด้วย

การที่นายศักดิ์สยามอ้างคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในการประนีประนอมยอมความ เป็นความพยายามสร้างข้อเท็จจริงใหม่มากลบคดีซุกหุ้นในคดีแรก

การที่ ป.ป.ช.เชื่อข้อเท็จจริงใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อกลบคดีซุกหุ้นอย่างเชื่องๆทั้งๆที่ไม่สมเหตุสมผล และไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมรวมถึงเส้นทางเงิน 51 ล้านบาทเศษที่นายศุภวัฒน์โอนให้นายศักดิ์สยามในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ว่า มีที่มาที่ไปอย่างไรสะท้อนถึงสติปัญญาของ ป.ป.ช.ได้เป็นอย่างดี

จริงๆแล้วคดีนี้ไม่มีความซับซ้อนใด ป.ป.ช. เพียงแต่วินิจฉัยว่า การแสดงบัญชีทรัพย์สินที่นายศักดิ์สยามยื่นไป 6 ครั้ง โดยไม่มีการระบุเงินลงทุนในบุรีเจริญมูลค่า 119 ล้านบาทเลยแม้แต่ครั้งเดียว เป็นการ “จงใจ” หรือไม่ เพราะหากเป็นการใช้นอมินี ก็ย่อมหมายถึงการจงใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

การอ้างว่า ประเด็นที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยและมีมติเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นข้ออ้างที่แบบเอาสีข้างเข้าถู เพราะอย่างที่ย้ำไว้แต่ต้นแล้ว การที่ใช้นอมินีถือหุ้นแทน เป็นการจงใจตั้งแต่ต้นอยู่แล้วและเป็นข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ต้องนำมาวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยามซุกหุ้นหรือไม่

สำหรับข้อหาการกระทำขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวมตามมาตรา 126 ของกฎหมาย ป.ป.ช. มีบัญญัติอย่างชัดเจนว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐใดที่มีหน้าที่กำกับควบคุมหน่วยงานของรัฐแล้วบริษัทของตนเข้าไปเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้นที่ตนกำกับดูแลควบคุมอยู่ ให้ถือว่ามีความผิด

เรียกว่า เป็น"การกระทำต้องห้าม" ซึ่งโดยหลักการแล้วหมายความว่า ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า มีพฤติกรรมการแทรกแซงหรือสั่งการใดๆ เกิดขึ้นในการทำสัญญา เพียงแค่เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่กำกับควบคุมหน่วยงานนั้น และบริษัทของตนหรือนอมินี เข้าไปรับงานหรือเป็นคู่สัญญาถือว่ามีความผิดซึ่งมีโทษทั้งทางอาญา

คดีตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาคือ นายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่ามีความผิดกรณีให้ภรรยาไปซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ได้มีหลักฐานว่านายทักษิณสั่งการโดยตรง แต่การที่ภรรยได้ซื้อทรัพย์สินจากหน่วยงานที่นายกรัฐมนตรีกำกับดูแล ก็ถือว่าผิดแล้ว ซึ่งตอกย้ำว่าหลักกฎหมายในกรณี "การกระทำต้องห้าม" ไม่ต้องมีหลักฐานว่าใช้อำนาจการแทรกแซงการซื้อขายเหล่านั้น

แต่จากคำแถลงของ ป.ป.ช. กลับระบุว่า เมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบพฤติกรรมของนายศักดิ์สยามไปแทรกแซงการประมูลงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม จึงยกคำร้องข้อหานี้ไปด้วย

อย่างไรก็ตามสำนักข่าว Next News ได้ตรวจสอบพบหนังสือสั่งการของนายศักดิ์สยามในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมต้องแจ้งรัฐมนตรีทราบใน 2 ขั้นตอนสำคัญ คือก่อนอนุมัติทีงื่อนไขและข้อกำหนดการประมูลงาน และ หลังจากประมูลได้แล้ว ต้องรายงานว่าบริษัทใดได้งานแล้ว ก่อนลงนามในสัญญา

แต่ในสำนวนหรือคำแถลงของ ป.ป.ช.ไม่มีการกล่าวถึงหนังสือสั่งการของนายศักดิ์สยามฉบับนี้เลย

ปรากฏการณ์คดีนายศักด์สยาม น่าเห็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. อย่างมาก หลายคนรู้สึกอับอาย ท้อแท้เพราะพวกเขาต้องอยู่กับองค์กรนี้ไปจนเกษียณ เข้ามาทำงานเพราะต้องการทำงานตามหลักการและอุดมการณ์ขององค์กร

 แต่กรรมการ ป.ป.ช. และพรรคพวก(หมายถึงเลขานุการ ที่ปรึกษา คณะทำงาน อนุกรรมการไต่สวน อนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน) เป็นบุคคลภายนอก ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

บุคคลเหล่านี้บางคนจึงเข้ามาแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์

แต่ที่น่าเสียใจอย่างยิ่งคือ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.บางคน เพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้อำนาจ บางคนเหยียบหัวหรือ "กระโดดข้ามเพื่อนหลายคน" ซึ่งผู้มีอำนาจที่ผลักดันให้เลื่อนตำแหน่งต้องการให้เข้ามาควบคุมดูแลคดีสำคัญเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ?

ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม เป็นเพียงตัวอย่างที่สะท้อนภาพเหล่านี้ได้ดีและชัดเจน

ตัวเชื่อมสำคัญที่ร้อยรัดให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถประสานผลประโยน์เข้ากันเป็นกอบเป็นกำนั้น คนในสำนักงาน ป.ป.ช.เรียกกันว่า "สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น" ที่เชื่อมโยงไปถึงบ้านใหญ่จุดศูนย์รวมอำนาจในภาคอีสานของพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง

ข้อครหาเหล่านี้จริงเท็จอย่างไร อีกไม่นานคงรู้กัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชีวิตที่เริ่มต้นจากติดลบ
ชีวิตที่เริ่มต้นจากติดลบ