กลางดึกตีสองในวอร์ดผู้ป่วย เงียบสงัดจนได้ยินเสียงฝีเท้าผู้ป่วยหญิงวัย 50 ปีเดินออกจากห้องตรงไปยังเคาน์เตอร์พยาบาล ท่ามกลางความตกใจของเจ้าหน้าที่ที่รีบเข้ามาถามไถ่ว่าเจ็บหรือปวดตรงไหน เธอกลับโบกมือพร้อมตอบว่า “ไม่ได้เป็นอะไร นอนไม่หลับ ฉันไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อน” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนประหลาดใจเพราะก่อนหน้านั้น เธอทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วยจากโรคมะเร็ง
แต่ที่ร้ายกว่านั้น เธอและลูกสาวทั้งสองเข้าใจกันผิด ไม่พูดไม่จาและเมินหน้าหนีกันเรียกได้ว่า อึดอัดกันไปทั้งหมด1/
เรื่องราวนี้เป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่พระมหาสุเทพ สุทธิญาโณ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอาสาคิลานธรรม เล่าให้ผู้ฟังได้รับรู้ จุดเริ่มต้นของกลุ่มเกิดจากการเรียนรู้เรื่องชีวิตและความตาย ท่านตั้งใจเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อ “รักษาใจ” มากกว่ารักษากาย การสนทนากับผู้ป่วยไม่ใช่การเทศน์หรือการสวดมนต์
แต่เป็นการพูดคุย รับฟัง และเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยได้คลายความทุกข์ใจ
พระมหาสุเทพได้เล่าที่มาของกลุ่มอาสาคิลานธรรมว่า ตนเองได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งภายหลังที่สำเร็จการศึกษาพุทธศาสตร์บัณฑิตในปี พ.ศ. 2550
จึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญามหาบัณฑิตสาขาชีวิตและความตาย เป็นสาขาที่เปิดสอนใหม่ เรียนรู้หลักธรรมะ หลักจิตวิทยา และวิธีการสื่อสาร ซึ่งในช่วงที่ศึกษาได้ติดต่อกับโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อขออาสาไปเยี่ยมผู้ป่วย ปรากฏว่า เงียบกริบไม่มีโรงพยาบาลหรือคนไข้ติดต่อกลับมาเลย สันนิษฐานว่า คนไข้และญาติน่าจะมี
ความเชื่อว่าการนิมนต์พระไปถึงห้องผู้ป่วยไม่น่าจะเป็นเรื่องดีนัก หาเรื่องใส่ตัว ถือเป็นลางไม่ดี
พระมหาสุเทพจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผน ขอเข้าไปบรรยายให้คุณหมอและพยาบาลฟังว่าอาตมาจะเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยในบทบาทใด และด้วยการสนทนาแบบใดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความสบายใจและคลายความทุกข์ใจ จนในที่สุดมีผู้ป่วย 2 ราย ตัดสินใจนิมนต์ท่านไปพบ ปรากฏว่า ในวันที่ไปหาผู้ป่วย มีทั้งคุณหมอ พยาบาล และนักจิตวิทยานั่งอยู่ล้อมรอบผู้ป่วย เพื่อฟังท่านสนทนาอย่างตั้งอกตั้งใจ
พระมหาสุเทพกล่าวเสริมว่า การสนทนากับผู้ป่วยนั้น เป็นการพูดคุยกันธรรมดา ๆ ไม่ได้เทศน์หรือสวดมนต์แต่อย่างใด ยกเว้นได้รับการร้องขอ เริ่มต้นจากการพูดคุยแนะนำตัว ถามไถ่อาการเจ็บป่วย แต่จะไม่ถลำลึกลงรายละเอียด เพราะการดูแลความเจ็บป่วยทางกาย เป็นหน้าที่ของหมอและพยาบาล
แต่บทสนทนาจะเน้นในเรื่องความในใจที่อาจจะยังฝังลึก และเกิดความทุกข์ ซึ่งเกิดจากสารพัดเรื่อง ตั้งแต่ปัญหาภายในครอบครัว ปัญหาการเงิน ไปจนถึงความกลัวตาย หัวข้อการการพูดคุยกับคนไข้
จึงเป็นเรื่อง “จะรักษาใจอย่างไร ในยามเจ็บป่วย”
ภายหลังการเยี่ยมคนไข้ในวันนั้น การยอมรับจึงเกิดขึ้น มีคนไข้ติดต่อขอให้ท่านได้ไปเยี่ยมตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ตั้งแต่โรงพยาบาลวชิระ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปจนถึงโรงพยาบาลเด็ก เรียกว่า ตารางนัดของท่านและพระอาสาท่านอื่น ๆ แน่นเต็มสัปดาห์ เป็นที่มาของการตั้งกลุ่มว่า “คิลานธรรม” ในปี พ.ศ. 2551 ซึ่ง คิลาน แปลว่า ความเจ็บไข้ และ ธรรม แปลว่า พระธรรมหรือแนวปฏิบัติอันดีงาม ดังนั้น คิลานธรรม จึงมีความหมายว่า ธรรมสำหรับผู้เจ็บไข้ หรือแนวปฏิบัติอันดีงามสำหรับผู้ป่วย
พระมหาสุเทพ ได้หยิบยกเหตุการณ์จากผู้ป่วยหญิงวัย 50 ปีข้างต้นว่า ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งสมอง
มีลูกสาวสองคน คนโตเป็นคนทำอะไรช้าและไม่ทันคน ส่วนคนเล็กฉลาดกว่าและกำลังเรียนหนังสือ ลูกสาวคนโตจะเป็นคนคอยดูแลแม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้ลูกสาวคนเล็กเริ่มเกิดความน้อยใจ ที่เห็นแม่เหมือนเอาใจพี่สาวมากกว่าแสดงออกทางวาจาบ้าง ทางสีหน้าท่าทางบ้าง การกระทบกระทั่ง
ด้วยความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้นกับคนทั้งสาม
เมื่อพระมหาสุเทพได้ไปเยี่ยมโยมแม่ ในวันแรกพูดคุยกันจนทราบถึงความในใจว่า เป็นห่วงลูกทั้งสอง อยากให้กลับมารักกัน เกิดความอบอุ่นภายในครอบครัวก่อนที่แม่จะจากโลกนี้ไป ซึ่งในวันที่สอง ท่านได้พบกับลูกสาวทั้งสอง ได้แยกพูดคุยกัน รับฟังความรู้สึกและเหตุผลต่าง ๆ ของแต่ละคน จนนำมาสู่การกลับเข้ามาในห้องคนไข้ ได้บอกความรู้สึกซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างรับฟังอย่างเข้าใจและเอื้ออาทรกัน
มีทั้งการขอโทษ การให้อภัย และการขอบคุณปรากฏขึ้นในวงสนทนา
ในวันที่สาม พระมหาสุเทพกลับไปเยี่ยมอีก ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเมื่อเข้าไปในห้องคนไข้พบแม่
นั่งสวดมนต์อยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีลูกทั้งสองนั่งบนเสื่อและสวดมนต์ไปพร้อม ๆ กัน เมื่อสวดมนต์เสร็จ จะนำพวงมาลัยที่เตรียมมาถวายพระมหาสุเทพ แต่ท่านกลับบอกลูกสาวทั้งสองให้นำไปไหว้แม่
เมื่อทั้งสองมอบพวงมาลัยและกราบที่เท้าของแม่แล้ว ทั้งสามสวมกอดกันทั้งน้ำตาที่เปื้อนด้วยรอยยิ้ม ลูกทั้งสองสัญญาว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ให้แม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และไม่ใช่ลักษณะ “กตัญญู เฉียบพลัน” ที่นำความรัก ความกลัว ความเสียใจ และความหวังมารวมกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ถือเป็นพลังปิติสุขที่แม่นอนไม่หลับ จนเป็นที่มาของการเดินออกมาที่วอร์ด และพยาบาลต้องรีบมาทักดังกล่าว1/
พระมหาสุเทพขยายความต่อว่า ผู้ป่วยที่ไปเยี่ยมนั้น มีหลากหลายทั้งที่เพิ่งพบว่าตนเองเจ็บป่วย
ไปจนถึงผู้ป่วยระยะสุดท้าย ช่วงแรก ๆ ต้องเรียนรู้และค้นพบว่าการไปเยี่ยมผู้ป่วยนั้น นอกจาก
ความเมตตาแล้วยังต้องมีความกรุณาด้วย ทำให้ต้องดูแลจิตใจของตนให้มีความสงบและผ่อนคลายเสียก่อน เมื่อใจของผู้ดูแลสงบและผ่อนคลายแล้ว ย่อมแผ่ขยายส่งต่อความสงบนั้นไปสู่ผู้ป่วยและ
ผู้ประสบความทุกข์ได้2/
อย่างไรก็ดี พระมหาสุเทพยอมรับว่า การตอบคำถามแต่ละคำถามไม่ง่าย เช่น สภาวะของผู้ป่วย ต้องมีวิธีหลีกเลี่ยงที่จะตอบเพราะจุดประสงค์หลักในการมาเยี่ยมคนไข้ของพระอาสา คือการรักษาใจให้กับผู้ป่วยและญาติให้ใจสงบ ผ่อนคลาย ดูแลซึ่งกันและกัน ปล่อยวางอย่างเข้าใจ มองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามธรรมชาติ
พระมหาสุเทพได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “อาตมาได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้ป่วย ทำให้ได้เห็น ได้สัมผัสความทุกข์จากความเจ็บไข้ นับเป็นประสบการณ์ตรงที่มิได้มาจากการอ่านหนังสือ ศึกษาตำรา หรือจากการฟังธรรมเทศนา จนสรุปได้อย่างประจักษ์ชัดว่า สรณะหรือที่พึ่งทางจิตใจ มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์
เป็นอย่างยิ่ง”3/
ปัจจุบัน กลุ่มอาสาคิลานธรรม ยังคงไปเยี่ยมคนป่วยตามที่ร้องขอ พร้อม ๆ กับจัดบรรยายให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงคุณหมอและพยาบาลที่ต้องได้รับการดูแลทางจิตใจเช่นเดียวกัน4/

พระมหาสุเทพ สุทธิญาโณ
ผู้ก่อตั้งกลุ่มอาสาคิลานธรรม

หนังสือธรรมะยามป่วยไข้
เรื่องเล่าจากคิลานธรรมทำให้เราเห็นว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปราศจากโรคภัย
แต่เกิดจากการมีใจที่สงบและครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ หวังว่าเรื่องนี้จะเป็น
แรงบันดาลใจให้คุณหันกลับมามองคนใกล้ตัว และมอบความรัก ความเข้าใจให้กันและกันครับ




