News Logo
หน้าแรก
ซ่อมหัวใจชาวญี่ปุ่นผ่านดินแดนน้ำแข็ง

ซ่อมหัวใจชาวญี่ปุ่นผ่านดินแดนน้ำแข็ง

24 พ.ค. 2569 20:58

ในปี ค.ศ. 1955 แม้เสียงปืนจากสงครามโลกครั้งที่สองจะเงียบลงมานานกว่าสิบปีแล้ว แต่สำหรับ
ชาวญี่ปุ่นสงครามยังไม่เคยจบลงจริง ๆ  ผู้คนยังคงช่วยกันแบ่งข้าวปลาอาหาร เก็บเศษอิฐเศษปูน
มาสร้างบ้านใหม่ ให้กำเนิดชีวิตใหม่ และเลี้ยงดูลูกหลานท่ามกลางซากปรักหักพังของประเทศ
พวกเขาทำงานหนักเพื่อ “อยู่รอด”

แต่บาดแผลในหัวใจกลับรักษาได้ยากยิ่งกว่า ความรู้สึกเจ็บปวด และอับอายยังคงฝังลึก
ญี่ปุ่นในสายตาชาวโลกคือ “ประเทศผู้แพ้สงคราม” ถูกดูแคลนและเหยียดหยามจนคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุใดพวกเขาจึงยังต้องมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังนั้น ญี่ปุ่นไม่ได้ต้องการเพียงอาหารหรือเงินทุนฟื้นฟูประเทศเท่านั้นแต่กำลังต้องการ “ความฝันร่วมกัน” บางอย่างที่จะทำให้ผู้คนกลับมายืนขึ้นอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ซิราซากิ สุงุรุ และรองศาสตราจารย์ คุราโมจิ ทาเดชิ แห่งคณะธรณีวิทยา
มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้รับหนังสือเชิญเข้าร่วมประชุมว่าด้วยการสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองปีธรณีฟิสิกส์สากลในอีกสองปีข้างหน้า1/

ทั้งสองเดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ตัวแทนจากประเทศฝ่ายชนะสงครามต่างเมินเฉยต่อการปรากฏตัวของญี่ปุ่น บางคนถึงกับตั้งคำถามว่า “ประเทศผู้แพ้สงคราม” สมควรเข้าร่วมการสำรวจระดับโลกครั้งนี้หรือไม่?

แต่โชคชะตายังเปิดช่องเล็ก ๆ ให้ญี่ปุ่นอยู่บ้าง เพราะทวีปแอนตาร์กติกากว้างใหญ่เกินกว่าจะมีประเทศใดสำรวจได้ทั้งหมด อีกทั้งญี่ปุ่นเองเคยส่งคณะสำรวจไปยังดินแดนน้ำแข็งแห่งนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 ภายใต้การนำของร้อยโทชิราเสะ แม้ในครั้งนั้นจะสำรวจได้เพียงพื้นที่เล็กน้อยแต่ก็ถือว่าญี่ปุ่นมีประสบการณ์มาก่อน

สุดท้าย ที่ประชุมจึงยอมให้ญี่ปุ่นเข้าร่วมโครงการ แต่สิ่งที่มอบให้กลับแทบไม่ต่างจากการโยน
ประเทศผู้แพ้ลงไปเผชิญชะตากรรม ญี่ปุ่นถูกมอบหมายให้สำรวจบริเวณพรินซ์แฮรัลด์ ทางตะวันออก
ของแอนตาร์กติกา ดินแดนที่ถูกเรียกว่า “พื้นที่เข้าไม่ถึง” เพราะเรือแทบไม่สามารถเทียบชายฝั่งได้
ต้องเผชิญอุณหภูมิติดลบกว่า 50 องศา และพายุหิมะรุนแรงที่พัดด้วยความเร็วกว่า 100 เมตร ต่อวินาทีราวกับนานาชาติไม่เชื่อเลยว่า ญี่ปุ่นจะเดินทางไปถึงที่นั่นได้จริง

แต่ระหว่างเดินทางกลับประเทศอาจารย์ทั้งสองกลับคิดต่างออกไป พวกเขาเชื่อว่าการสำรวจ
แอนตาร์กติกาครั้งนี้ อาจกลายเป็นประกายไฟดวงใหม่ที่ปลุกหัวใจของคนทั้งชาติ  เพราะสิ่งที่ญี่ปุ่น
ขาดหายหลังสงครามไม่ใช่อาวุธ ไม่ใช่เงินทุนแต่คือ “ความหวัง” และ “ความภูมิใจ” ที่จะทำให้ผู้คน
รู้สึกว่าพวกเขายังสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะพิสูจน์
ให้โลกเห็นว่าแม้ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้สงคราม แต่จิตวิญญาณของคนญี่ปุ่นยังไม่เคยยอมแพ้

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเสนอนี้ถูกนำไปเสนอต่อรัฐบาล กลับถูกปฏิเสธแทบจะทันทีเพราะมองว่าต้องใช้งบประมาณมหาศาล และเงินเหล่านั้นควรนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังอดอยากมากกว่า
ภาคเอกชนเองก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงสนับสนุนโครงการที่ดูเหมือน “ความฝันเกินจริง” นี้

ความหวังของทั้งสองเริ่มริบหรี่ลงทุกที จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่คุราโมจิ ทาเดชิ เดินอยู่ภายในมหาวิทยาลัย มีเด็กชายวัย 10 ขวบคนหนึ่งชื่อ “ฮารุโอะ” วิ่งตรงเข้ามาหา เขาแบกน้องสาวไว้บนหลังด้วยผ้าผืนเก่า เสื้อผ้าขาดวิ่น ใบหน้าเปรอะเปื้อนเหมือนเด็กที่เติบโตท่ามกลางความยากจนหลังสงคราม เด็กชายยื่นเหรียญห้าเยนใส่มือของทาเดชิ ก่อนพูดด้วยแววตาจริงจังว่า  “ผมได้ข่าวว่าพวกพี่จะไปแอนตาร์กติกาต้องใช้เงินใช่ไหมครับ” ทาเดชิพยักหน้าเบา ๆ พลางมองเหรียญเล็ก ๆ ในมือ “แต่แค่นี้คงยังไม่พอแน่” ฮารุโอะพูดต่อ ก่อนหันไปตะโกนเรียกเพื่อน ๆ ที่ยืนรออยู่ด้านนอก  เด็กอีกกว่าสิบคนต่างวิ่งเข้ามาพร้อมเหรียญเล็กเหรียญน้อยที่กำแน่นอยู่ในมือ แต่ละคนยื่นเงินให้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ราวกับกำลังฝาก “ความหวังของประเทศ” ไปกับคณะสำรวจนี้

เหตุการณ์ดังกล่าว ถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ และราวกับปาฏิหาริย์ได้เริ่มต้นขึ้น แม้คนทั้งโลก
จะยังมองข้ามญี่ปุ่น แต่เด็ก ๆ ของประเทศกลับเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาเชื่อมั่นในความฝันนี้
หลังจากนั้น โรงเรียนทั่วประเทศเริ่มตั้งกล่องรับบริจาค ผู้คนเริ่มพูดถึงแอนตาร์กติกาด้วยสายตา
ที่เปลี่ยนไป และในที่สุดสภาไดเอท รัฐสภาของญี่ปุ่นก็อนุมัติโครงการสำรวจครั้งนี้ในฐานะ “โครงการระดับชาติ” พร้อมแต่งตั้งศาสตราจารย์กิตติคุณ ซิราซากิ สุงุรุ เป็นหัวหน้าคณะสำรวจ

 

แต่อุปสรรคใหญ่ยังรออยู่ตรงหน้า ญี่ปุ่นไม่มีเรือที่แข็งแรงพอจะฝ่าพายุและน้ำแข็งในมหาสมุทรใต้ได้ อีกทั้งไม่มีประเทศใดยินดีมอบเรือสำรวจให้ประเทศผู้แพ้สงคราม ในที่สุดพวกเขาจึงไปพบกับ “เรือโซยะ” เรือเก่าที่เคยผ่านสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วนจนได้รับฉายาว่า “เรือมหัศจรรย์” เพราะรอดกลับมาได้ทุกครั้ง แต่สภาพของมันในวันนั้นแทบไม่ต่างจากเศษเหล็ก สนิมเกาะเต็มลำ เครื่องยนต์ชำรุด ใบพัดแทบใช้งานไม่ได้ ถึงกระนั้น มันกลับเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของญี่ปุ่น2/

แล้วปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ช่างฝีมือจากทั่วประเทศต่างอาสาเข้ามาช่วยซ่อมเรือโซยะโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน หนึ่งในนั้นคือ ชายชื่อโซอิจิโร่ ฮอนดะ ผู้ซึ่งต่อมาเป็น
ผู้ก่อตั้งบริษัทฮอนด้า มอเตอร์ รวมถึงช่างเทคนิคอีกสองคนจากบริษัทเล็ก ๆ ชื่อ “โตเกียวโทรคมนาคม” ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นโซนี่ที่คนทั้งโลกรู้จัก ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้เพียงซ่อมเรือเก่า ๆ ลำหนึ่งแต่กำลังช่วยกัน “ซ่อมหัวใจของประเทศ” ไปพร้อมกัน

ในที่สุด เรือโซยะก็พร้อมออกเดินทาง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1956 เรือโซยะพร้อมลูกเรือ นักสำรวจ 53 คน และสุนัขลากเลื่อนพันธุ์ซาคาลินฮัสกี้ 19 ตัว ออกเดินทางท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก
ร่วมใจกันมาส่ง พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ทั่วประเทศ

ก่อนเรือออกเดินทาง ทาเดชิกล่าวกับฝูงชนว่า

“ผมอธิบายไม่ถูกเลยว่า ดีใจเพียงใด
กับการสำรวจครั้งนี้ นี่ไม่ใช่เพียงภารกิจทางวิทยาศาสตร์ แต่เรือโซยะกำลังบรรทุกความหวังและ
ความฝันของชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศเอาไว้ รวมถึงอนาคตของลูกหลานเรา  ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
มีผู้คนมากมายคอยช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเรา เพราะเหตุนี้ ผมจึงได้ยืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้
เราจะนำความหวังของทุกคนไปยังแอนตาร์กติกา และเราจะปักธงชาติญี่ปุ่นลงบนดินแดนน้ำแข็งนั้น
ให้ได้”


         

และนั่นเอง คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไม่ได้มีเพียงเรือหนึ่งลำแล่นออกจากท่า แต่เป็น
“ประเทศทั้งประเทศ” ที่กำลังพยายามออกเดินทางจากความพ่ายแพ้ในอดีตไปสู่ความหวังครั้งใหม่
อย่างไรก็ดี เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากเดินทางถึงแอนตาร์กติกา คณะสำรวจ
ต้องใช้ชีวิตร่วมกับสุนัขซาคาลินฮัสกี้ทั้ง 19 ตัว ภายในสถานีวิจัยโชวะ ท่ามกลางพายุหิมะ
และสภาพอากาศอันโหดร้ายตลอดเวลากว่า 1 ปีเต็ม และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กลายเป็น
หนึ่งในเรื่องราวที่สะเทือนหัวใจที่สุดของญี่ปุ่นหลังสงคราม ติดตามต่อได้ใน Weekly Mail สัปดาห์หน้าครับ

ซ่อมหัวใจชาวญี่ปุ่นผ่านดินแดนน้ำแข็ง

9B916187-B186-42DC-A107-3184219906F6

แหล่งที่มา:
1/ Nankyoku Tairiku, https://en.wikipedia.org/wiki/Nankyoku_Tairiku
2/ ซีรีส์ญี่ปุ่น แอนตาร์กติกา ตอนที่ 1, ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Thai TBS, 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
https://www.thaipbs.or.th/program/Antarctica/episodes/32868

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การรื้อโครงสร้างใหม่ขนานใหญ่ของ ป.ป.ช. (ตอนที่ 1)
การรื้อโครงสร้างใหม่ขนานใหญ่ของ ป.ป.ช. (ตอนที่ 1)