วันที่ 8 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1956 เรือ “โซยะ” ได้ออกเดินทางจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมลูกเรือและนักสำรวจรวม 53 ชีวิต มุ่งหน้าสู่ทวีปแอนตาร์กติกา ดินแดนน้ำแข็งที่หนาวเหน็บและโหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อสำรวจทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็น
ภารกิจสำคัญในการประกาศต่อโลกว่า แม้ญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่จิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นนั้น ไม่เคยยอมพ่ายแพ้ตามไปด้วย
แน่นอนว่า เส้นทางสู่ดินแดนใต้สุดของโลกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เรือโซยะต้องฝ่าคลื่นมรสุมขนาดมหึมา แล่นตัดผ่านผืนน้ำทะเลที่ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งหนาทึบ จนไม่สามารถเทียบชายฝั่งบริเวณพื้นที่สำรวจได้ คณะสำรวจจึงต้องใช้เครื่องบินลำเล็กทยอยลำเลียงคนและสัมภาระขึ้นฝั่ง
อย่างทุลักทุเล กว่าจะสามารถจัดตั้ง “สถานีวิจัยโชวะ” พร้อมปักธงชาติญี่ปุ่นลงบนผืนน้ำแข็งแห่ง
แอนตาร์กติกาได้สำเร็จ ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 3 เดือน
ภาพธงชาติญี่ปุ่นที่โบกสะบัดท่ามกลางดินแดนสีขาวโพลน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง
ครั้งใหม่ของประเทศ หลังบาดแผลจากสงครามยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจผู้คน
แต่เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้น มี “ฮีโร่สี่ขา” ร่วมเดินทางไปด้วย คณะสำรวจได้นำสุนัขลากเลื่อนพันธุ์ซาคาลินฮัสกี้จำนวน 19 ตัว ติดตามไปยังแอนตาร์กติกา สุนัขสายพันธุ์นี้มี
ต้นกำเนิดจากเกาะซาคาลิน ประเทศรัสเซีย มีชื่อเสียงเรื่องความแข็งแรง อดทน และสามารถมีชีวิตอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบได้อย่างน่าทึ่ง ที่สำคัญ พวกมันสามารถลากเลื่อนฝ่าหิมะเป็นระยะทางไกลได้โดยแทบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คณะสำรวจจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในฮอกไกโด เพื่อคัดเลือกสุนัขที่แข็งแรงที่สุดมาร่วมภารกิจครั้งประวัติศาสตร์นี้
ความสัมพันธ์ระหว่างนักสำรวจกับสุนัขทั้ง 19 ตัว เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ลงเรือและค่อย ๆ แน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน เมื่อพวกเขาต้องใช้ชีวิตร่วมกันกลางดินแดนน้ำแข็งอันเวิ้งว้าง ทุกครั้งที่ออกสำรวจพื้นที่ใหม่ คณะสำรวจต้องพึ่งพารถเลื่อนที่มีสุนัขเหล่านี้เป็นแรงสำคัญ หลายวันต้องเผชิญพายุหิมะ
จนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า แต่เจ้าสุนัขเหล่านั้นกลับสามารถนำทางพาพวกเขาไปถึงจุดหมาย
และกลับมายังสถานีวิจัยได้อย่างปลอดภัยเสมอ ในขณะเดียวกัน นักสำรวจก็ดูแลพวกมันไม่ต่างจากสมาชิกคนหนึ่งของทีม มีการเตรียมเสบียงอาหารไว้อย่างเพียงพอ หากเจ็บป่วยก็ได้รับการรักษาอย่างดี ไม่ต่างจากมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว คณะสำรวจเริ่มเรียนรู้ระบบนิเวศของแอนตาร์กติกา ศึกษาปรากฏการณ์แสงออโรรา สำรวจวิถีชีวิตของเพนกวิน และสามารถพิชิตยอดเขาบอทนูเทนได้สำเร็จ นับเป็นคณะสำรวจกลุ่มแรกของโลกที่ขึ้นไปถึงยอดเขาแห่งนั้น กระทั่งครบกำหนดหนึ่งปี เรือโซยะได้เดินทางกลับมารับ
คณะสำรวจชุดแรก พร้อมนำคณะสำรวจชุดที่สองไปผลัดเปลี่ยนภารกิจ
แต่แล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น เรือโซยะต้องเผชิญพายุหิมะรุนแรงจนไม่สามารถเข้าใกล้สถานีวิจัยได้ ต้องทอดสมออยู่กลางมหาสมุทรห่างออกไปกว่า 100 ไมล์ทะเล ขณะเดียวกัน แผ่นน้ำแข็ง
ใต้ท้องเรือเริ่มกดดันตัวเรืออย่างอันตราย กัปตันจึงไม่มีทางเลือก นอกจากยกเลิกภารกิจส่งคณะสำรวจชุดใหม่ และเร่งอพยพคณะสำรวจชุดแรกออกจากสถานีโดยทันที
คุราโมจิ ทาเดชิ ผู้ดูแลสุนัขทั้ง 19 ตัวมาตั้งแต่ต้น รีบนำแม่สุนัขกับลูกน้อยที่เพิ่งเกิดกลับขึ้นเรือ แต่จำใจต้องทิ้งสุนัขที่เหลือไว้ที่สถานีวิจัย ก่อนจาก เขาค่อย ๆ รัดปลอกคอของพวกมันให้แน่นขึ้น เพื่อไม่ให้ดิ้นหลุดแล้ววิ่งหายไปกลางพายุ พร้อมวางอาหารไว้ให้พอกินได้ราวสองสัปดาห์ และสัญญากับพวกมันว่า “ฉันจะกลับมารับ” แต่ธรรมชาติไม่เคยฟังคำสัญญาของมนุษย์ พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง จนเรือโซยะต้องตัดสินใจเดินทางกลับญี่ปุ่นทันที ทิ้งสุนัขทั้งหลายไว้ท่ามกลาง
ความหนาวเหน็บและความโดดเดี่ยว
ข่าวดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจไปทั่วญี่ปุ่น ผู้คนจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเหตุใดคณะสำรวจ
จึงปล่อยสุนัขเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง สำหรับทาเดชิและนักสำรวจทุกคน เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็น “ตราบาป” ที่ติดค้างอยู่ในใจตลอดมา
กระทั่งต้นปี ค.ศ. 1959 รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจส่งคณะสำรวจชุดใหม่กลับไปยังสถานีวิจัยโชวะอีกครั้ง แม้ทุกคนแทบไม่เหลือความหวังว่าสุนัขเหล่านั้นจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ทาเดชิได้ขอร่วมเดินทางไปด้วย ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเขารีบวิ่งตรงไปยังบริเวณที่เคยล่ามสุนัขไว้ ภาพแรกที่เห็น คือร่างของสุนัข 7 ตัวที่นอนเสียชีวิตอยู่ท่ามกลางหิมะ แต่ข้างกันนั้น กลับมีปลอกคอสุนัขอีก 6 อันหล่นอยู่บนพื้น โดยไม่พบร่างของพวกมัน นั่นหมายความว่า พวกมันดิ้นรนจนหลุดจากโซ่ตรวน และออกไปเผชิญชะตากรรมด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกัน ทาเดชิสังเกตเห็นจุดสีดำเล็ก ๆ สองจุดกำลังเคลื่อนเข้ามาจากระยะไกล เขาจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อภาพเริ่มชัดขึ้น เขาถึงกับต้องขยี้ตาตัวเองหลายครั้ง สิ่งที่กำลังวิ่งตรงมาหาเขา คือ “ทาโร่” และ “จิโร่” สุนัขสองพี่น้องอายุน้อยที่สุดในทีม ที่สามารถมีชีวิตรอดอยู่กลาง
แอนตาร์กติกาได้นานเกือบหนึ่งปีเต็ม พวกมันดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์เล็กตามธรรมชาติ และไม่แตะต้องซากของเพื่อนสุนัขด้วยกันเองเลยแม้แต่น้อย

คลิกดูภาพประวัติศาสตร์ ทาโร่และจิโร่

ทาโร่ และ จิโร่ ถูกพบโดย
นักสำรวจชุดที่ 3

อนุสาวรีย์แด่สุนัขทั้ง 19 ตัว
ก่อนเดินทางกลับ ทาเดชิได้ทำพิธีปล่อยร่างของสุนัขแต่ละตัวลงสู่มหาสมุทร พร้อมกล่าวคำที่สะเทือนใจว่า “สิบปีหลังสงคราม การสำรวจครั้งนี้อาจกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการฟื้นตัวของญี่ปุ่น แต่คนที่ไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง ไม่ใช่พวกเรา หากเป็นพวกเขาต่างหาก”
ภายหลัง ทาโร่ถูกพากลับญี่ปุ่น และได้รับการดูแลอย่างดีที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโดจนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1970 ส่วนจิโร่ยังคงทำหน้าที่เป็นสุนัขลากเลื่อนให้คณะสำรวจรุ่นต่อ ๆ ไป ก่อนเสียชีวิตที่แอนตาร์กติกาในปี ค.ศ. 1960 ร่างของทั้งคู่ถูกนำมาทำสตัฟฟ์ (Taxidermy) และเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ของพวกมัน ขณะที่ญี่ปุ่น
ได้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติแก่สุนัขลากเลื่อนทั้ง 19 ตัว หลายแห่ง และหนึ่งในนั้น ตั้งอยู่บริเวณ
โตเกียวทาวเวอร์ กลางกรุงโตเกียว

เรื่องราวการสำรวจแอนตาร์กติกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์การสำรวจทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของความหวัง การฟื้นคืนศักดิ์ศรีของประเทศ และสายใยอันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับสุนัขที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขท่ามกลางดินแดนน้ำแข็งอันเวิ้งว้างที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และบางครั้งผู้ที่สอนให้มนุษย์เข้าใจความหมายของคำว่า “ไม่ยอมแพ้” ได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่มนุษย์ด้วยกันเองก็เป็นได้ครับ




