หรับการท่องเที่ยวในประเทศแล้ว ทริป 6 วัน 5 คืน ถือว่าไม่สั้นเลยแต่ทริปนี้มีความหมายมากกว่าการเดินทางพักผ่อนเพราะเป็นการเดินทางของกลุ่ม Line Friday กลุ่มเพื่อนที่รู้จักกันมายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์หน้าใส ๆ ที่แบงก์ชาติ1/
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากวันนั้นถึงวันนี้หลายคนทยอยเกษียณอายุ บางคนกลายเป็น
คุณตาคุณยาย บางคนเริ่มใช้ชีวิตบทใหม่หลังการทำงานเต็มเวลา และในปีนี้น้องทัดลาภ เผ่าเหลืองทอง
ซึ่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ ที่หาดใหญ่
ก็ก้าวเข้าสู่วาระเกษียณ เช่นกัน
พวกเราจึงถือโอกาสลงใต้ไปแสดงความยินดี แต่ในเมื่อเดินทางกันทั้งทีจะให้แค่พบปะสังสรรค์ก็คงไม่สมกับสไตล์ของกลุ่ม Line Friday จึงตกลงกันว่า นอกจากเที่ยวหาดใหญ่ แวะเกาะยอ และเดินเล่นย่านเมืองเก่าสงขลาแล้วจะต้องไปให้ถึง “เบตง” อำเภอใต้สุดของประเทศไทยสักครั้งในชีวิต
“จะไปจริงหรือ ระวังตัวด้วยนะ” นี่คือประโยคที่ผมได้ยินจากหลายคนเมื่อรู้ว่าปลายทางของทริป
คือ เบตง ภาพจำของผู้คนจำนวนมากต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักผูกโยงกับข่าวความไม่สงบ จนบางครั้งทำให้เรามองข้ามความงดงามและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น
สำหรับผมการเดินทางครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวแต่เป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสชีวิตจริงของผู้คนในดินแดนที่หลายคนไม่ค่อยมีโอกาสได้รู้จัก
เบตงเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน คำว่า “เบตง” มาจากภาษามลายู แปลว่า “ไม้ไผ่” เดิมพื้นที่แห่งนี้เรียกว่า “อำเภอยะรม” โดยได้รับการจัดตั้งเป็นอำเภออย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2441 เล่ากันว่า ชาวซาไกหรือชาวเงาะป่าเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ก่อนที่ชาวจีนโพ้นทะเลจะอพยพเข้ามาทำเหมืองแร่และค้าไม้ จนค่อย ๆ พัฒนาเป็นชุมชนสำคัญบริเวณชายแดน
ไทย - มาเลเซีย
ด้วยความห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญในอดีต ชาวเบตงจึงต้องพึ่งพาตนเองและสร้าง
อัตลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาจนกลายเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างจากเมืองอื่นอย่างชัดเจน
พวกเราเช่ารถตู้ขับจากหาดใหญ่ ผ่านปัตตานีและยะลา ถนนสี่เลนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นถนนสองเลนที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประทับใจไม่ใช่ความคดเคี้ยวของเส้นทาง หากเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่ทอดยาวสุดสายตา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ภูเขาเขียวชอุ่ม และป่าทึบ
ที่แทบไม่เห็นร่องรอยการบุกรุกทำลายธรรมชาติ ความเขียวสดของผืนป่าทำให้การเดินทางหลายชั่วโมงผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
ระหว่างทาง ผมสะดุดตากับรถรับจ้างที่วิ่งสวนมา ไม่ใช่รถญี่ปุ่นรุ่นใหม่ แต่เป็นรถเบนซ์รุ่นปลาวาฬอายุกว่า 40 - 50 ปี ตอนแรกนึกว่าเป็นเพียงรถโชว์ แต่เมื่อสอบถามจึงทราบว่า รถเบนซ์เหล่านี้ยังคงถูกใช้งานจริงอยู่มากกว่ายี่สิบคัน เดิมทีเป็นรถของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำเหมืองแร่
ในพื้นที่ เมื่อหมดสัมปทานจึงขายต่อให้คนท้องถิ่น รถที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง นั่งสบาย และเหมาะกับเส้นทางภูเขาคดเคี้ยว จึงยังคงทำหน้าที่รับส่งผู้โดยสารมาจนถึงทุกวันนี้
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ทะเบียนรถที่ระบุคำว่า “เบตง” โดยไม่ต้องมีชื่อจังหวัดกำกับ เนื่องจากในอดีตการเดินทางจากเบตงมายังตัวเมืองยะลาเป็นเรื่องยากลำบาก ทางราชการจึงอนุญาตให้เบตงเป็นอำเภอเดียวของประเทศไทยที่สามารถออกทะเบียนรถของตนเองได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469 นี่อาจเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สะท้อนถึงความพิเศษของเมืองแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี



อีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ทุเรียน” ตลอดสองข้างทางมีสวนทุเรียนและจุดรับซื้อผลผลิต
เรียงรายเต็มไปหมด แม้จะตั้งใจบอกตัวเองว่าเพียงแวะดูแต่สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว หมอนทอง ก้านยาว พวงมณี โอวฉี และมูซังคิง ถูกยกมาให้เลือกชิมกันสด ๆ ในราคาเพียงกิโลกรัมละ 50 - 70 บาท ผลลัพธ์คือรถตู้ของพวกเรากลายเป็นคณะนักชิมทุเรียนจำเป็น ที่แวะซื้อกันแทบทุกครั้งที่มีโอกาส
เราแวะค้างคืนที่รีสอร์ตก่อนถึงตัวเมือง เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อขึ้นไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง หลายคนงัวเงียแต่ไม่มีใครบ่น และเมื่อก้าวขึ้นไปบนสกายวอล์ก ทุกคนก็รู้ว่า
การตื่นเช้าครั้งนี้คุ้มค่าเพียงใด ทะเลหมอกสีขาวนวลแผ่ปกคลุมไปทั่วหุบเขา สลับกับแนวภูเขาสีเขียว
ที่ทอดยาวสุดสายตา ภาพตรงหน้าให้ความรู้สึกราวกับยืนอยู่เหนือก้อนเมฆ ผมเคยคิดว่าภาพแบบนี้ต้องเดินทางไปถึงดอยสูงทางภาคเหนือเท่านั้น แต่เบตงพิสูจน์ให้เห็นว่า ความงดงามของธรรมชาติไม่ได้ผูกขาดอยู่กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
หลังจากดื่มด่ำกับทะเลหมอก เราเริ่มเดินทางต่อ แวะอุโมงค์ปิยะมิตร อุโมงค์ดินประวัติศาสตร์
ที่อดีตพรรคคอมมิวนิสต์มลายาสร้างขึ้นเป็นฐานปฏิบัติการกลางป่าลึก อุโมงค์ยาวประมาณหนึ่งกิโลเมตร
มีทางเข้าออกถึงเก้าทาง ถูกสร้างขึ้นภายในเวลาเพียงสามเดือนโดยทหารเพียง 50 นาย ขุดได้วันละ 6 เมตร เมื่อเดินเข้าไปภายในอุโมงค์ ผมรู้สึกประหลาดใจเพราะอากาศถ่ายเทสะดวก มีห้องพัก ห้องเก็บเสบียง
ห้องประชุม และระบบจัดการชีวิตประจำวันอย่างเป็นระเบียบ
สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงสะท้อนประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง แต่ยังสะท้อนสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ ที่พร้อมปรับตัวและสร้างความหวังแม้อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ความมีชีวิตชีวา กำแพงบ้านหลายหลังถูกแต่งแต้มด้วยภาพสตรีตอาร์ตที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หอนาฬิกาใจกลางเมืองและตู้ไปรษณีย์ยักษ์ที่สูงที่สุดในโลก กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว
ส่วนเรื่องอาหารนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไก่เบตงคือเมนูที่ทุกคนต้องลอง เนื้อไก่นุ่ม หนังกรุบและ
มีรสชาติแตกต่างจากไก่ตอนทั่วไปอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้พวกเรามากที่สุดกลับเป็น “ปลานิลสายน้ำไหล” ปลานิลที่เลี้ยงในน้ำจากภูเขา ซึ่งไหลผ่านตลอดเวลาทำให้ปลาได้ว่ายน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื้อจึงแน่น หวาน ไขมันต่ำ และไม่มีกลิ่นโคลน
คุณสันติชัย จงเกียรติขจร หรือโกหงิ่ว เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า กว่าจะค้นพบวิธีปรุงที่เหมาะสม ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายปี วันนั้นปลานิลตัวหนึ่งถูกแปลงร่างเป็นทั้งปลาทอดสามรสและปลานึ่งซีอิ๊ว จนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่นาน แต่เบื้องหลังความอร่อยนั้นกลับมีเรื่องราวที่น่าคิด
เมื่อสี่ปีก่อน น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ บ่อปลาเสียหาย ปลาหลายหมื่นตัวสูญหาย ร้านอาหาร
จมอยู่ใต้น้ำ
ทุกวันนี้ โกหงิ่วยังคงผ่อนชำระหนี้ที่กู้มาฟื้นฟูกิจการ พร้อมใช้ชีวิตอยู่กับคำถามว่า ภัยธรรมชาติจะกลับมาอีกเมื่อใด เรื่องราวของเขาทำให้ผมตระหนักว่า ความสำเร็จของผู้คนจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากโชคดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลุกขึ้นยืนใหม่ทุกครั้งหลังเผชิญความสูญเสีย



เบตงอาจไม่ใช่จุดหมายแรกที่หลายคนนึกถึงเมื่อวางแผนท่องเที่ยว แต่สำหรับพวกเรา เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่คาดไม่ถึง มีทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ อาหารอร่อย และผู้คนที่เปี่ยมด้วย
พลังชีวิต ที่สำคัญที่สุด เบตงทำให้พวกเราได้ใช้เวลาร่วมกันอีกครั้งกับกลุ่มเพื่อนที่เดินทางผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ ของชีวิตมาด้วยกัน

บางครั้ง ความสุขของการเดินทางอาจไม่ได้อยู่ที่เราไปถึงที่ไหน แต่อยู่ที่เราได้เดินทางไปกับใคร และสำหรับทริปนี้ ผมเชื่อว่ารอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความทรงจำระหว่างทางจะยังคงอยู่กับพวกเราไปอีกนานแสนนาน




