บางคนเปรียบเมืองเพชรบุรีเป็น ‘อยุธยาที่มีชีวิต’ เพราะเป็นเมืองเก่าที่ยังมีโบราณสถานและงานศิลปกรรมยุคอยุธยาหลงเหลือให้เห็นอยู่มาก อีกทั้งผู้คนยังคงใช้ชีวิตในพื้นที่เดิมสืบเนื่องกันมาจนทุกวันนี้
เอกลักษณ์หนึ่งของที่นี่คืองานช่างสกุลเมืองเพชร ทั้งจิตรกรรมฝาผนัง งานปูนปั้นอันประณีตที่ประดับตามวัดวาอารามต่าง ๆ
สัปดาห์นี้จะพาไปรู้จัก “วัดเกาะแก้วสุทธาราม” วัดเก่าสมัยอยุธยาตอนปลายที่ได้รับการยอมรับว่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แถมตั้งอยู่ในย่านชุมชนเก่าที่แวดล้อมไปด้วยวัดโบราณ ศาลเจ้าจีน และบ้านเรือนยุคเก่าที่ชาวบ้านอาศัยอยู่กันมาหลายชั่วคน
ชาวเพชรบุรีเรียกวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดเกาะ’ เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ในตำบลท่าราบ อำเภอเมืองเพชรบุรี ในอดีตมีคลองธรรมชาติหลายสายไหลผ่านรอบด้าน ทำให้มีลักษณะเหมือนตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ แม้ทุกวันนี้สภาพภูมิประเทศจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ชื่อดังกล่าวยังคงใช้สืบต่อกันมา
ไม่มีหลักฐานว่าวัดสร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีการจารึกไว้ที่ผนังภายในอุโบสถ บอกปีที่เขียนไว้ว่า พ.ศ. 2277 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) แห่งกรุงศรีอยุธยา

(1) โบราณสถานที่ทรงคุณค่าที่สุดคือ ‘พระอุโบสถ’ ซึ่งมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลาย
ทำให้นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าวัดเกาะคงสร้างมาก่อนหน้านั้น และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย
วัดนี้มีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน ทำให้งานศิลปกรรมที่พบภายในวัดมีอย่างหลากหลาย ทว่าโบราณสถานที่ทรงคุณค่าที่สุด คือ ‘พระอุโบสถ’ ซึ่งมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลาย
กล่าวคือ เป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน ยาว 5 ห้อง (25.50 เมตร) กว้าง 2 ห้อง (12.20 เมตร) รองรับด้วยชุดฐานบัวที่มีลักษณะอ่อนโค้ง หรือที่เรียกว่าท้องสำเภา ผนังด้านหน้าและด้านหลังเจาะประตูด้านละ 2 ช่อง ไม่มีหน้าต่าง
ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีเสาพาไลรองรับชั้นลดของหลังคาด้านละ 2 เสา เป็นเสาก่ออิฐถือปูนทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง โคนเสาใหญ่ปลายเสาสอบเล็ก หัวเสาเป็นปูนปั้นรูปบัวแวง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากในยุคอยุธยาตอนปลาย
ซุ้มประตูเป็นซุ้มเรือนแก้ว ประดับลายปูนปั้น หน้าบันซุ้มประตูด้านหน้า ฝั่งขวาเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ฝั่งซ้ายเป็นรูปครุฑยุดนาค ส่วนด้านหลัง ฝั่งขวาเป็นรูปอสูรขี่สิงห์ ฝั่งซ้ายเป็นรูปนกยูง ประดับด้วยเครื่องลายคราม
หลังคาอุโบสถเป็นทรงจั่วลดสองชั้น มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ประดับด้วยกระเบื้องเชิงชาย เครื่องลำยองเป็นเครื่องไม้ประดับกระจกสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์
หน้าบันประดับลายปูนปั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของสกุลช่างเมืองเพชร ด้านหน้าเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค ด้านหลังเป็นรูปเทพนม เพดานมุขทั้งด้านหน้าและหลังประดับไม้สลักลายดาวล้อมเดือน ที่มุมทั้ง 4 ประดับลายไก่ฟ้า
เมื่อเข้าไปภายในอุโบสถจะเห็นพระประธานปางสมาธิราบ พุทธลักษณะเป็นศิลปะอยุธยา ประดิษฐานบนฐานรัตนบัลลังก์ไม้แกะสลักประดับกระจกสี ลวดลายงดงามด้วยงานสกุลช่างวัดเกาะ
ส่วนภาพจิตรกรรมเขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาว แสดงเรื่องราวพุทธประวัติและภาพไตรภูมิที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใด ถือเป็นจิตรกรรมชิ้นเอกของช่างเมืองเพชรที่ยังคงความสมบูรณ์ จนทำให้วัดเกาะแห่งนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

ภาพผนังด้านข้างช่างใช้เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมขนาดใหญ่เป็นตัวแบ่งช่องเรื่องราวแทนการใช้เส้นสินเทา
เอกลักษณ์ที่ว่าได้แก่การจัดองค์ประกอบภาพ ภาพผนังด้านข้างช่างใช้เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมขนาดใหญ่เป็นตัวแบ่งช่องเรื่องราว แทนการใช้เส้นสินเทา (เส้นหยักคล้ายฟันปลา) ที่นิยมทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ลักษณะเด่นอีกอย่างคือการสลับตำแหน่งของเหตุการณ์ในภาพจิตรกรรม จากปกตินิยมเขียนภาพไตรภูมิอยู่เบื้องหลังพระประธาน และเขียนภาพมารผจญไว้เบื้องหน้า แต่จิตรกรรมภายในอุโบสถวัดนี้ช่างเขียนภาพเบื้องหลังพระประธานเป็นภาพมารผจญ และเบื้องหน้าเป็นภาพจักรวาล
ทั้งนี้ภาพจิตรกรรมยังบันทึกให้เห็นสังคมพหุวัฒนธรรมยุคนั้นด้วยภาพผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งจีน ฝรั่ง เปอร์เซีย ที่สะท้อนถึงการติดต่อค้าขายกับชาวต่างของผู้คนในสมัยอยุธยาตอนปลาย
ออกมาด้านนอกจะเห็นใบเสมาตั้งอยู่รอบอุโบสถทั้ง 8 ทิศ เป็นใบเสมาคู่ทำจากหินทรายแดง ขนาดค่อนข้างใหญ่และหนา เชื่อว่าเป็นของสมัยพระเจ้าปราสาททองเพราะยุคนี้นิยมสร้างวัตถุด้วยหินทรายสีแดง
ด้านหน้าเสมามีลายรูปคล้ายค้างคาวกางปีก มีลายรูปดอกจอกเป็นประธานอยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยลายก้านขด โก่งคิ้วและอกเลาเป็นเส้นนูน เอวเสมาเว้าเข้า ท้องเสมามีโครงบังคับลายรูปสามเหลี่ยม มีลายใบเทศตรงกลาง และล้อมด้วยตัวเหงา
ภาพจิตรกรรมบันทึกให้เห็นสังคมพหุวัฒนธรรมยุคนั้นด้วยภาพผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ
มีเจดีย์ทรงเครื่องขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างอุโบสถกับวิหาร ซึ่งทางวัดมีการทาสีใหม่จนดูคล้ายเจดีย์สร้างใหม่ แท้จริงเป็นองค์เจดีย์อายุกว่า 100 ปี ที่สร้างครอบองค์เดิมที่เป็นเจดีย์ขนาดย่อมบรรจุพระบรมธาตุไว้ภายในตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468
ชมความงามของอุโบสถพอสมควรแล้ว แนะนำให้เดินจากด้านหน้าวัดเลาะไปตามถนนพานิชเจริญ ไปดูชุมชนที่มีอาคารเก่าและบ้านไม้อายุกว่า 100 ปี แวะดูบ้านช่างทอง บ้านทำขนม เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวเพชรบุรี
หากเป็นวันเสาร์ย่านนี้จะมีกิจกรรม “ถนนมีชีวิต พานิชเจริญ” ช่วงเวลา 16.00 – 21.00 น. ถนนหน้าวัดเกาะจะจัดเป็นถนนคนเดิน มีร้านค้าขายอาหารทั้งคาวหวานตั้งเรียงรายสองข้างถนนจำนวนมาก
ขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมด้านวัฒนธรรม อาทิ การแสดงดนตรีบนเวที การแสดงพื้นบ้านต่าง ๆ ทั้ง ละครชาตรี ลำตัด โขนเด็ก รวมทั้งการเชิดสิงโต หรือเชิดมังกรของเด็ก ๆ ในศาลเจ้าเก่าแก่ใกล้ทางเข้าวัดเกาะ นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายเก่าของเมืองเพชรบุรีที่เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น
ใครชอบเมืองเก่าที่อุดมด้วยศิลปะอันงดงาม อาหารการกินหลากหลาย แนะนำว่าเมืองเพชรบุรีเป็นคำตอบที่ดี




