News Logo
หน้าแรก
แฉพฤติกรรม “ฟอกเขียว” บริษัทพลังงานไทย เสนอรัฐคุมเข้มโฆษณา

แฉพฤติกรรม “ฟอกเขียว” บริษัทพลังงานไทย เสนอรัฐคุมเข้มโฆษณา

31 มี.ค. 2569 11:25
ผู้ชม 44 คน

เผยผลการศึกษาการฟอกเขียวของรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ 10 แห่ง เปิด 6 พฤติกรรม “ฟอกเขียว” เสนอคุมข้อมูล - โฆษณา ยกระดับกฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภค

วันที่ 30 มีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคร่วมกับบริษัท ป่าสาละ จำกัด นำเสนอ “ผลการศึกษาการฟอกเขียวของรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ 10 แห่ง” พบ 6 พฤติกรรม “ฟอกเขียว” ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ แต่ขาดแผนดำเนินงานที่ชัดเจน บางบริษัทยังใช้พลังงานฟอสซิล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ คุมโฆษณาและการสื่อสารการตลาด รวมไปถึงการเสริมบทบาทของสภาผู้บริโภคในการเฝ้าระวังและส่งเสริมความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมของภาคพลังงาน

 

 

เปิด 8 รูปแบบ “ฟอกเขียว” พลังงานไทย

นายเสฏฐนันท์ คันศร จากบริษัท ป่าสาละ จำกัด ในฐานะผู้จัดทำงานวิจัย กล่าวถึงคำนิยามของ “การฟอกเขียว” ว่าหมายถึง “กลยุทธ์เชิงภาพลักษณ์ที่ทำให้องค์กรดูยั่งยืนกว่าความเป็นจริง” ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในภาคพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ และถูกคาดหวังให้มีบทบาทในการลดการปล่อยและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายการฟอกเขียวมี 6 รูปแบบ โดย 3 อันดับแรกที่พบมากที่สุด ได้แก่ 1) การเลือกเปิดเผยข้อมูลบางแง่มุม มักเน้นเฉพาะด้านที่ดูดี เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน แต่หลีกเลี่ยงการพูดถึงกิจกรรมหลักที่ยังปล่อยคาร์บอนสูง 2) การใช้ภาษาทางเทคนิคหรือภาพชี้นำ เช่น ใช้คำซับซ้อนอย่าง “ถ่านหินสะอาด” โดยไม่อธิบาย หรือใช้ภาพธรรมชาติเพื่อสร้างความเข้าใจว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3) การกล่าวอ้างคลุมเครือ เช่น การตั้งเป้า Net Zero โดยไม่มีแผนที่ชัดเจน หรือไม่เปิดเผยแนวทางดำเนินงานที่ตรวจสอบได้จริง

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เข้าข่ายพฤติกรรมฟอกเขียว เช่น การอ้างความเขียวในเรื่องที่กฎหมายบังคับอยู่แล้ว  การอ้างการใช้การชดเชยคาร์บอน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจน หรือไม่ได้กล่าวถึงการลดคาร์บอนจากกิจกรรมหลักขององค์กร เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดสะท้อนช่องว่างด้านความโปร่งใสที่เอื้อให้เกิดการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจผิดได้

สำหรับแนวทางในต่างประเทศ มีการกำหนดกฎหมายควบคุมการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมให้ต้องเป็นความจริง มีหลักฐานรองรับ และไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยบางประเทศกำหนดให้ต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านการฟอกเขียว มีเพียงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและการโฆษณาอย่างเป็นธรรม จึงเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความโปร่งใสในตลาด

 

เปิดข้อมูล - ยกระดับกลไก สกัดฟอกเขียว

ทางด้าน นายศิวัช อ่วมประดิษฐ์ จากบริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดปัญหา “การฟอกเขียว” โดยเน้นว่าช่องว่างสำคัญอยู่ที่ความไม่ชัดเจนของการเปิดเผยข้อมูล และการกำกับดูแลที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจจะสื่อสารเกินจริงเมื่อเทียบกับการดำเนินงานจริง จึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งมาตรฐานข้อมูลและกลไกตรวจสอบควบคู่กัน

ข้อเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)

เป็นเรื่องการทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ 3 ส่วน ดังนี้

1) สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero

- ขอให้เปิดเผยแผนการเปลี่ยนผ่าน และแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในกรอบระยะเวลา

- เสนอให้กำหนดเป้าหมายระยะสั้น กลาง และยาว

- ขอให้เปิดเผยค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) ในอนาคตที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero

2) การกล่าวอ้างการชดเชยคาร์บอนในแผนการลดคาร์บอนควรเปิดเผยประเภท ปริมาณ และใบรับรองการชดเชย

3) การเปิดเผยข้อมูลการลงทุนระหว่างพลังงานฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียน เพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการฟอกเขียว

ข้อเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

มีประเด็นการทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติในการกากับดูแลการโฆษณาและการสื่อสารการตลาด 2 ข้อ ดังนี้

1) การออกแนวปฏิบัติที่กำกับการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม (green claims): คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม เช่น “พลังงานสะอาด” หรือ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ต้องมีหลักฐานรองรับ

2) การกำหนดระบบตรวจสอบก่อน (pre verification): โฆษณาที่ใช้คำกล่าวอ้างเสี่ยงสูงหรือมีความไม่แน่นอนสูง เช่น “ถ่านหินสะอาด” “ไฟฟ้าสีเขียว” ต้องได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ข้อเสนอต่อภาคผู้บริโภค

เน้นเรื่องการเสริมบทบาทของสภาผู้บริโภคในการเฝ้าระวังและส่งเสริม ความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมของภาคพลังงาน มี 2 ข้อดังนี้

1) การผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อม โดยเสนอเพิ่มนิยามการฟอกเขียว ขอบเขตพฤติกรรมที่เข้าข่าย หลักฐานที่ต้องแสดงต่อสาธารณะ และบทลงโทษที่เหมาะสม ใน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคฯ หรือเสนอให้ สคบ. ออกแนวทางเฉพาะสำหรับคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม

2) การส่งเสริมบทบาทของผู้บริโภคภาคประชาชนและสื่อสารสาธารณะ โดยการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การสร้างเครือข่ายผู้บริโภคพลังงานสะอาด ประสานความร่วมมือกับภาควิชาการและสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูลและจัดทำแคมเปญรณรงค์ความรู้ในประเด็นการฟอกเขียว

 

จับตาฟอกเขียว กระทบตลาด - ผู้บริโภค

รศ.ดร.เริงชัย ตันสกุล อนุกรรมด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า ประเด็น “การฟอกเขียว” (Greenwashing) กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาคธุรกิจหันมาใช้คำว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” หรือ “กรีน” เป็นจุดขายมากขึ้น แต่ในหลายกรณีกลับไม่มีข้อมูลหรือมาตรฐานรองรับอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคอาจถูกชักจูงด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่กระทบโดยตรงต่อสิทธิผู้บริโภคและความโปร่งใสในตลาด

การหยิบยกเรื่องการฟอกเขียวขึ้นมาพูดถึงจึงมีความจำเป็น เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งในระดับนโยบายและการกำกับดูแล โดยเฉพาะในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด ไม่เพียงผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ แต่ยังอาจกระทบความน่าเชื่อถือของสินค้าและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม