News Logo
หน้าแรก
บทเรียนไรเดอร์ถูกชนเสียชีวิต จากเหตุเมาแล้วขับ

บทเรียนไรเดอร์ถูกชนเสียชีวิต จากเหตุเมาแล้วขับ

30 พ.ค. 2569 21:45
ผู้ชม 14 คน

กรณีไรเดอร์ถูกชนเสียชีวิตจากเหตุเมาแล้วขับ เป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมไทย ความสูญเสียไม่ได้จบลงเพียงที่ชีวิตของผู้เสียชีวิต แต่ขยายวงไปถึงครอบครัว ภรรยา ลูก และผู้ที่ต้องพึ่งพารายได้จากแรงงานของเขา เหตุการณ์เช่นนี้จึงมิใช่เพียงอุบัติเหตุทางถนน หากแต่เป็นความสูญเสียเชิงซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนหลายชีวิตอย่างรุนแรง

อ่านรายละเอียด สำนักข่าว Next News

https://nextnewsth.com/th/minimal-news/general/6a17c7685d36ded613eea043

คำถามสำคัญคือ สังคมไทยจะเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือจะปล่อยให้เป็นเพียงข่าวที่ได้รับความสนใจอยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ

แนวคิดที่น่าสนใจคือ Authentic Empathy (AE) หรือ “ความสะเทือนใจอย่างมีส่วนร่วมโดยพินิจพิเคราะห์” ซึ่งหมายถึงความรู้สึกที่ก้าวข้ามจากการสงสาร เห็นใจ หรือโกรธแค้น ไปสู่การตั้งคำถาม เรียนรู้ และร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

การสงสารผู้เสียชีวิต (Sympathy) การโกรธและตำหนิผู้ก่อเหตุ (Condemnation) หรือแม้แต่การเข้าใจความทุกข์ของครอบครัวผู้สูญเสีย (Empathy) ล้วนเป็นปฏิกิริยาปกติของมนุษย์ แต่ยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นให้กลายเป็นบทเรียนของสังคม

ในกรณีนี้ ข่าวระบุว่าผู้ขับรถยนต์มีระดับแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงเป็นข้อสมมติฐานที่สมเหตุสมผลว่าสุราเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้

Authentic Empathy จึงชวนให้สังคมตั้งคำถามสำคัญอย่างน้อยสามประการ

ประการแรก วันหนึ่งเรา คนในครอบครัว หรือบุคคลที่เรารัก อาจตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่

ประการที่สอง เรา เพื่อน ญาติพี่น้อง หรือคนใกล้ตัว อาจกลายเป็นผู้ก่อเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงเช่นเดียวกันหรือไม่

และประการที่สาม เราจะมีมาตรการหรือกระบวนการใดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทั้งเหยื่อและผู้ก่อเหตุในอนาคต

เมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในสังคม

เรามักพบปฏิกิริยาที่อาจเปรียบเปรยได้ว่าเป็น “ยาแก้ปวด ยาสลบ และยากระตุ้น”

ยาแก้ปวด คือ ความพยายามของผู้ก่อเหตุในการบรรเทาความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการขอโทษ การเยียวยา หรือการชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

ยาสลบ คือ ความพยายามทำให้เหตุการณ์ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความสนใจของสังคม ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ไม่ได้ตั้งใจ ได้ขอโทษแล้ว หรือได้ชดใช้ความเสียหายแล้ว จึงไม่ควรได้รับโทษรุนแรง

ส่วนยากระตุ้น คือ ปฏิกิริยาของฝ่ายผู้เสียหายและสังคมที่เรียกร้องความเป็นธรรม การติดตามตรวจสอบพยานหลักฐาน การเฝ้าระวังกระบวนการสอบสวน และการแสดงออกถึงความเจ็บปวดจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ยาเหล่านี้ล้วนมีบทบาทและความจำเป็นในกระบวนการจัดการปัญหาตามสิทธิของแต่ละฝ่าย แต่สิ่งที่สังคมไทยต้องการมากกว่านั้น คือ “ยาช่วยชีวิต”

ยาช่วยชีวิตในที่นี้ คือ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมที่สามารถเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นพลังในการป้องกันเหตุในอนาคต

ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในระดับรุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับสูงของโลกและสูงที่สุดในอาเซียน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง

องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบ SAFER ประกอบด้วย คนปลอดภัย (Safer People) ถนนปลอดภัย (Safer Roads) รถปลอดภัย (Safer Vehicles) ความเร็วปลอดภัย (Safer Speeds) และการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว (Rapid Post-crash Response)

กรณีการเสียชีวิตของไรเดอร์ครั้งนี้ สะท้อนปัญหาในมิติ “คนปลอดภัย” หรือ Safer People อย่างชัดเจน กล่าวคือ การดื่มแล้วขับยังคงเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับรถยนต์ในคดีนี้เป็นข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ แม้เหตุการณ์จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง แต่ก็เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจในมิติของวินัยและจริยธรรมของข้าราชการ

ดังนั้น กระบวนการสอบสวน การฟ้องร้อง และการพิจารณาคดี จึงมิได้เป็นเพียงการแสวงหาความยุติธรรมเฉพาะกรณีเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบสำคัญของสังคมไทยว่า ระบบกฎหมายและระบบราชการจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนได้เพียงใด

ผลของคดีนี้จะมีความหมายมากกว่าชะตากรรมของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เพราะจะมีผลต่อการเรียนรู้ทางสังคม หรือ Socialization อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากสังคมเห็นว่าการกระทำผิดได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ได้รับผลตามสมควรแก่เหตุย่อมก่อให้เกิดผลในการยับยั้งและป้องปราม (Deterrent Effect) ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม ทำให้ผู้คนตระหนักถึงผลร้ายของการดื่มแล้วขับและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว

ในทางตรงกันข้าม หากสังคมรับรู้ว่าการกระทำผิดร้ายแรงมิได้รับผลตามสมควร อาจทำให้เกิดความเคยชินต่อการละเมิดกฎหมาย และลดทอนพลังในการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงในอนาคต

ท้ายที่สุด ความสูญเสียครั้งนี้อาจเป็นได้เพียงอีกหนึ่งข่าวอาชญากรรมที่ผู้คนลืมเลือนไป หรืออาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขึ้นอยู่กับว่า สังคมไทยจะเลือกเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เมื่อวันที่ 28 พค ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เปิดเวที "การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง" เพื่อหารือ บทสรุปวาระแห่งชาติที่จะพลิกโฉมการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ของประเทศ

ติดตาม เรื่อง สมดุลเศรษฐกิจสุขภาพ ใน

https://www.thairath.co.th/news/local/2935421

ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญยิ่ง ในการควบคุมดูแลการบริโภคแอลกอฮอล์ จำเป็นต้องมีการพิจารณาในมิติ “เศรษฐกิจสุขภาพ” เพื่อให้สมดุลและเหมาะสม บนฐานความปลอดภัย และ คุณภาพชีวิตของประชาชน

กรณีไรเดอร์เสียชีวิตที่เชื่อมโยงปัจจัยสุราเป็นเหตุในครั้งนี้ ความสะเทือนใจ ความสงสาร หรือความโกรธเพียงอย่างเดียว ไม่อาจช่วยชีวิตผู้คนในอนาคตได้ แต่หากความสะเทือนใจครั้งนี้นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย การยกระดับมาตรฐานความรับผิดชอบ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ความสูญเสียที่รุนแรงของไรเดอร์ครั้งนี้ อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยปกป้องชีวิตของผู้คนอีกนับไม่ถ้วน

และ นั่นคือ ความหมายที่แท้จริงของ Authentic Empathy ที่ืความสะเทือนใจที่ไม่หยุดอยู่เพียงความเสียใจ แต่เปลี่ยนเป็นพลังการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยกว่าเดิม.

*ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพ และ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ทั้งนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคล

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สองศีลธรรมในสังคมไทย จาก “บุญคุณ” ถึง “บ้านเมือง”
สองศีลธรรมในสังคมไทย จาก “บุญคุณ” ถึง “บ้านเมือง”