เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา เป็นการประกาศรางวัล “อะแคเดมีอะวอร์ด” หรือรางวัลออสการ์ สำหรับปีนี้ถือเป็นอีกปีที่การแข่งขันในหมวดภาพยนตร์ยอดเยี่ยมค่อนข้างที่จะดุเดือดมากๆ มีทั้งหนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมคนดำและเพลงบลูส์อย่าง “SINNER” ที่เป็นตัวตึงเข้าชิงกว่า 16 สาขา ตามมาด้วยอีกเรื่องที่กลายเป็นผู้ชนะในปีนี้ “One Battle After Another” ที่หลายคนชอบพูดว่าแทบจะนอนรอรับรางวัลได้เลย ภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง Vineland ของ Thomas Pynchon กำกับโดยผู้กำกับมากความสามารถอย่าง Paul Thomas Anderson จาก Magnolia,Boogie Nights และอื่นๆอีกมาก

โปสเตอร์ One Battle After Another
One Battle After Another พูดถึงเรื่องของ “บ็อบ” อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผันตัวมาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ความวุ่นวายก็ได้คืบคลานมาหา เมื่อศัตรูจากเมื่อ 16 ปีก่อนกลับมาเล่นงานเขาอีกครั้ง พร้อมจับตัววิลล่า ลูกสาวของบ็อบไปเป็นตัวประกัน บ็อบจึงต้องพยายามทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือลูกสาวของเขาให้ได้
จุดเด่นของหนังเรื่องนี้เป็นการพูดถึงการเมืองสมัยใหม่ในมุมมองที่ไม่ได้ทำมาเพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมือง โดยปกติแล้วหนังที่พูดเกี่ยวกับการเมืองมักจะเล่าเรื่องในมุมมองที่เอียงเกินไป และมองอีกฝ่ายเป็นดั่งปีศาจร้าย จนอาจทำให้กลายเป็นมุมมองซ้ายจัดหรือขวาจัดไปได้ แต่ One Battle After Another เลือกที่จะเล่าทั้งสองฝ่ายเป็นมนุษย์และมีข้อเสียเท่าๆ กัน บวกกับมุมมองของผลกระทบของสงครามที่ส่งต่อถึงคนรุ่นหลัง จนกลายเป็นดั่งวัฏจักรน้ำที่ไหลวนไม่รู้จบ

Leonardo DiCaprio ในบท บ็อบ เฟอร์กูสัน
การสร้างตัวละครของเรื่องนี้เองก็สามารถใส่ความน่าสนใจได้ไม่แพ้กัน สำหรับตัวละครที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นบท สตีเว่น เจ. ล็อกจอว์ นำแสดงโดย Sean Penn ที่หลายท่านอาจจะรู้จักเขาจากหนังดังหลายเรื่องอย่าง Mystic River หรือ At Close Range ในบทของ สตีเว่น เจ. ล็อกจอว์ ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจของฝั่งอนุรักษนิยมที่กลับเกิดความย้อนแย้งในตัวเองจากปัญหาทางกามอารมณ์ ที่ดันไปหลงรักหญิงผิวดำอย่าง เพอร์ฟิเดียร์ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ (นำแสดงโดย Teyana Taylor) ผู้นำฝั่งปฏิวัติ ล็อกจอว์ และ เพอร์ฟิเดียร์ มีสิ่งที่คล้ายกันคือเป็นพวกหัวรุนแรง และยังชอบความเสี่ยง จึงทำให้เกิดพลาดพลั้ง ทั้งสองเกิดมีลูกด้วยกัน ปัญหาใหญ่จึงเกิดขึ้นเพราะ ล็อกจอว์ ต้องการเข้า The Christmas Adventurers Club ที่เชื่อในสายเลือดบริสุทธิ์ จึงต้องหาทุกวิถีทางในการขจัดสายเลือดที่ไม่บริสุทธิ์ของเขาให้หายไปจากโลก หรือตัวละครอย่าง บ็อบ เฟอร์กูสัน (นำแสดงโดย Leonardo DiCaprio) ตัวเอกของเรื่องที่เป็นสามีของ เพอร์ฟิเดียร์ ผู้เคยเป็นนักปฏิวัติ แต่เลือกหันหลังให้เส้นทางหลังมีลูก ซึ่งเป็นตัวละครที่คอยมอบเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงยังแสดงอารมณ์สุดแสนจะน่าสงสารให้ผู้ชมได้สะเทือนใจไปตามๆ กัน เหล่าตัวละครทั้งหมดของเรื่องจึงล้วนน่าจดจำแม้มีบทที่โผล่มาไม่มากก็ตาม

Sean Penn ในบทบาท สตีเว่น เจ. ล็อกจอว์
ถึงแม้ว่าหนังจะมีรสชาติของการเมืองและเนื้อเรื่องที่เข้มข้น แต่ยังคงสอดแทรกมุมเสียดสี และฉากแอ็กชันที่ทำเอาผู้ชมถึงกับแทบหยุดหายใจในช่วงท้าย ที่รวบรวมทั้งอารมณ์ของเรื่องทั้งหมดที่ผ่านการตัดต่อ เสียงเพลง การแสดง จนฉากสุดท้ายของเรื่องคงจะกลายเป็นตำนานของภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องแน่นอน เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากแล้วในการดูหนังในยุคนี้จริงๆ

ฉากสุดระทึกของ One Battle After Another
สิ่งที่หนังต้องการจะพูดนั้น เป็น Message ง่ายๆ เหมือนชื่อเรื่องอย่าง “One Battle After Another” เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นจากอุดมการณ์ ความรุนแรงนั้นไม่ได้จบลงเพียงแค่รุ่นของเรา แต่ยังส่งผลถึงคนรุ่นหลังอีกด้วย เช่นเดียวกับตัวละคร วิลล่า (นำแสดงโดย Chase Infiniti) เด็กที่เกิดจากฝั่งอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม ที่การเมืองจากรุ่นที่แล้วก็ยังคงส่งต่อไปสู่รุ่นหลาน กลายเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่ไม่มีวันจบ ครั้งแล้วครั้งเล่า....
และสุดท้ายคือความรักอันแสนบริสุทธิ์ของผู้เป็นพ่ออย่าง บ็อบ เฟอร์กูสัน ที่ถึงแม้ว่า วิลล่า จะไม่ใช่ลูกของตัวเอง หรืออุดมการณ์ของลูกที่อาจจะเปลี่ยนไปนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนความรักของเขาได้ นั่นก็เพราะว่าเหนือกว่า “ศึกครั้งแล้วครั้งเล่า” ก็ยังคงมี “ความรัก” ที่มนุษย์สามารถมอบให้กันได้แม้ว่าจะคนละความคิด คนละเชื้อชาติก็ตาม

Chase Infiniti ในบทบาท วิลล่า เฟอร์กูสัน
ขอบคุณภาพจาก : วอร์เนอร์บราเธอส์พิคเจอส์




