News Logo
หน้าแรก
AI อาจไม่ใช่สมบัติร่วมของมนุษยทุกคน

AI อาจไม่ใช่สมบัติร่วมของมนุษยทุกคน

26 มิ.ย. 2569 16:22
ผู้ชม 10 คน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโลกยุค AI

บริษัท Anthropic ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้พัฒนา AI ชั้นนำของโลก ได้เปิดตัวโมเดลใหม่สองรุ่น คือ Claude Fable 5 และ Claude Mythos 5 ซึ่งจัดเป็น AI ระดับแนวหน้า (frontier) ที่มีขีดความสามารถสูงอย่างยิ่ง

ทว่าหลังการเปิดตัวเพียงไม่นาน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและมาตรการควบคุมการส่งออก สั่งระงับการเข้าถึงโมเดลเหล่านี้สำหรับชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะพำนักอยู่ในหรือนอกสหรัฐฯ ก็ตาม ผลที่ตามมาคือ Anthropic ต้องปิดการเข้าถึง Fable 5 และ Mythos 5 สำหรับลูกค้าทั่วโลกในทันที

เรื่องนี้อาจดูเป็นเพียงข่าวเทคโนโลยีที่ไกลตัว แต่สำหรับผม นี่คือหนึ่งในสัญญาณที่บอกเราว่า โลกของ AI กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำว่า "Democratization of AI" หรือการทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม แนวคิดนี้ฟังดูงดงาม ราวกับว่าเมื่อมนุษย์พัฒนา AI ที่ชาญฉลาดได้แล้ว ทุกคนบนโลกย่อมได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใหญ่หรือเล็ก จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหรือเพียงคนทำงานธรรมดา

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กำลังบอกเราว่า ความจริงอาจไม่ได้งดงามเช่นนั้น

เพราะวันนี้ AI ได้รับการพัฒนาจนถึงระดับที่รัฐมองว่าเป็น "ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์" ของชาติ ไม่ต่างจากชิปขั้นสูง เทคโนโลยีอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ หรือเทคโนโลยีทางทหารบางประเภท

นั่นหมายความว่า ความฝันที่ว่า "เมื่อมี AGI แล้ว ทุกคนจะได้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน" อาจเป็นความฝันที่ไร้เดียงสาเกินไป เพราะประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนา AI จะเป็นผู้กำหนดว่าใครใช้ได้ ใครใช้ไม่ได้ ใช้ได้เพียงระดับใด และภายใต้เงื่อนไขใด นี่คือความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ในอดีต เราพูดกันมากเรื่อง Data Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูล ว่าข้อมูลของเราถูกจัดเก็บไว้ที่ใด ใครเป็นเจ้าของ และใครมีสิทธิเข้าถึง แต่ในยุค AI เรากำลังจะได้เห็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า Capability Sovereignty หรืออธิปไตยเหนือขีดความสามารถ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยไม่ควรมอง AI เป็นเพียงเรื่องของการส่งเสริมให้ประชาชนมีแอปพลิเคชัน AI ไว้ใช้ฟรี เพราะลำพังสิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับผลิตภาพ (productivity) ของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยต้องคิดอย่างจริงจังว่า เราจะสร้างขีดความสามารถของตนเองขึ้นมาในระบบนิเวศของ AI ได้อย่างไร โดยเฉพาะ”ปัญญาวิชาชีพ” (Professional Intelligence) ในกลุ่มคนไทยวัยทำงาน ทั้งนักวิชาชีพ เจ้าของกิจการ ผู้บริหารทุกระดับ และบุคลากรในองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนผลิตภาพของประเทศ

ในขณะเดียวกัน เรายังต้องให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะนักวิจัยและนักพัฒนา AI ที่สามารถต่อยอดนวัตกรรม สร้างองค์ความรู้ และพัฒนาเครื่องมือของตนเองได้ จนประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง เพราะในโลกที่ ความก้าวหน้าด้าน AI อาจถูกจำกัดการเข้าถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศที่มีเพียง "ผู้ใช้ AI" แต่ปราศจาก "ขีดความสามารถของตนเอง" ย่อมเสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เหตุการณ์ Fable 5 และ Mythos 5 อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ผมเป็นห่วงว่า AI จะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ดังที่ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari) เคยเตือนไว้ โลกอาจถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือมนุษย์โลกเพียง 5–10% ที่ควบคุม AI ได้ ซึ่งกลายเป็น "อภิชนกลุ่มใหม่" (Super-elites) ขณะที่คนอีกส่วนใหญ่ของโลกเสี่ยงจะกลายเป็น "ชนชั้นไร้ประโยชน์" (Useless Class)

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะฉลาดได้แค่ไหน แต่คือเมื่อ AI ฉลาดถึงจุดนั้นแล้ว ใครจะได้ใช้ ใครจะถูกกันออก และประเทศผู้ใช้ AI อย่างประเทศไทย จะเตรียมตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นี่คือวาระเร่งด่วนของประเทศไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บ้านเมืองเราในรอบ​94 ปี: ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม
บ้านเมืองเราในรอบ​94 ปี: ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม