News Logo
หน้าแรก
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคไม่เอาระบบโควต้า ย้ำ 'นมทุกหยดต้องเท่าเทียม'

เกษตรกรผู้เลี้ยงโคไม่เอาระบบโควต้า ย้ำ 'นมทุกหยดต้องเท่าเทียม'

22 มี.ค. 2569 15:23
ผู้ชม 30 คน

ภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยรอฟังผลการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปี 2569 ย้ำไม่ต่อรองเรื่องสัดส่วน แต่ ‘นมทุกหยดต้องเท่าเทียม’ มีการจัดสรรสิทธิอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากผลการปรับแก้ร่างหลักเกณฑ์ไม่เป็นที่ยอมรับจะยกระดับการคัดค้านต่อไป

นายนที โดดสูงเนิน นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า เปิดเผยกับ Next News ว่า ภายหลังได้ยื่นหนังสือให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับข้อเสนอจากภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะคอยติดตามว่าจะมีการปรับแก้ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 ตามที่ได้รับปากหรือไม่ แค่ไหน เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามที่ได้เรียกร้องไปหรือไม่

นมรร.

เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ยื่นข้อเรียกร้องให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปรับแก้หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปี 2569 ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายนที กล่าวว่า ทางคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ซึ่งนายวิณะโรจน์เป็นประธานกรรมการได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 4-19 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งร่างดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรม จึงนำมาสู่การยื่นข้อเรียกร้องให้มีการปรับปรุง โดยคาดว่าจะปรับแก้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ขอให้ทางคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนเปิดเผยผลการทำร่างประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งฉบับที่มีการปรับแก้แล้วเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

"เราจะรอดูว่าที่รับไปแก้ไขจะทำให้นมมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมหรือไม่ เราไม่ได้ต่อรองเรื่องสัดส่วนอีก ซึ่งเดิมทีคณะกรรมการชุดนี้กำหนดสัดส่วนไว้ 70 ต่อ 30 เราเห็นว่าไม่เป็นธรรม วันนี้เราจึงไม่ต่อรองเรื่องสัดส่วน แต่นมทุกหยดต้องเท่าเทียม เพราะเป็นนมจากเกษตรกรเหมือนกัน" นายนที ระบุ

นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า กล่าวอีกว่า หากผลการปรับแก้ร่างปลักเกณฑ์นมโรงเรียนยังไม่เกิดความเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับ ทางภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยจะยกระดับการคัดค้านต่อไป

ก่อนหน้านี้ นายนที ระบุว่า ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 เอื้อประโยชน์ให้กับ 26 สหกรณ์รายใหญ่ ที่ได้โควต้านมโรงเรียน 58% เมื่อรวมกับรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา สัดส่วนโควต้าของกลุ่มนี้จะอยู่ที่ 70% ทำผู้ประกอบการที่เป็นเอกชนรายย่อยอื่นๆ กว่า 100 ราย ได้รับโควต้าเพียง 30% นอกจากนี้ ยังมีการล็อกสเปกให้กับ 10 โรงงานในการผลิตนมกล่อง UHT อีกด้วย

สำหรับ การชุมนมคัดค้านร่างหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ ตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และสมาคม SME ผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป เข้าร่วม ประมาณ 1,000 คน

ด้าน นายวิณะโรจน์ เปิดเผยหลังการรับเรื่องร้องเรียนว่า ภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยเห็นว่า ร่างหลักเกณฑ์โครงการนมโรงเรียน ประจำปี 2569 อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรสิทธิ และส่งผลกระทบต่อเกษตรกร รวมถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมทั้งระบบ จึงเสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยยึดหลักความเท่าเทียมในการเข้าถึงโครงการนมโรงเรียนของน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยทุกภาคส่วน โดยไม่แบ่งแยกประเภทผู้ประกอบการ และไม่ใช้ระบบโควต้าที่อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

นอกจากนี้ ได้เสนอให้พิจารณาการจัดสรรสิทธิจากปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และช่วยรองรับปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินในระบบ ตลอดจนเรียกร้องให้การบริหารโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วประเทศเป็นสำคัญ

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวอีกว่า หลักการสำคัญของการจัดสรรสิทธิในโครงการนมโรงเรียนจะต้องยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงฯ จะนำข้อเสนอ ความคิดเห็น และข้อห่วงใยของเครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับในครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของภาคการผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรให้มากที่สุด จะให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุง (ร่าง) หลักเกณฑ์โดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน จะเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด เพื่อบริหารจัดการน้ำนมดิบทั้งระบบ โดยเฉพาะการรองรับปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกินนอกเหนือจากโครงการนมโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละกว่า 3,000 ตัน โดยในส่วนของนมโรงเรียนมีการใช้ประมาณ 800–900 ตันต่อวัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
นมโรงเรียน
มิลค์บอร์ด
ปลัดกระทรวงเกษตร
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัดพลังงานแย้มใช้ค่าการกลั่น2.43บ.เป็นเกณฑ์ดึงกำไรส่วนเกินลดค่าน้ำมัน
ปลัดพลังงานแย้มใช้ค่าการกลั่น2.43บ.เป็นเกณฑ์ดึงกำไรส่วนเกินลดค่าน้ำมัน